บทความ “ระบบการศึกษาไทย” มีปัญหาตรงไหนบ้าง ออกเผยแพร่เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ ช่วยสะท้อนปัญหาจากมุมมองของนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า “นักเรียนเลว” ผมจับเอาหัวข้อสำคัญในบทความ รวม ๘ ประเด็นมาสะท้อนคิดเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้แก่ประเด็น สิทธิเสรีภาพของเด็ก อำนาจนิยม ภาระงานของครู ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน การเรียนการสอนออนไลน์ ความเหลื่อมล้ำ การประเมินครู และ การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน
สิทธิเสรีภาพของเด็ก ผมมอง สิทธิ กับเสรีภาพว่าเป็นคนละเรื่อง แต่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และผมมองว่า เมื่อพูดถึงสองเรื่องนี้ ต้องตามมาด้วยเรื่องความรับผิดชอบ และความเคารพสิทธิของผู้อื่น ทั้งหมดนี้มนุษย์เราต้องเรียนรู้ และต้องฝึกตนเองให้เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ระบบการศึกษาต้องเอื้อให้เด็กไทยได้พัฒนาสมรรถนะดังกล่าว ด้วยท่าที ให้เกียรติ (honor) หรือเคารพ (respect) ต่อเด็ก เคารพความเป็นตัวของตัวเองของเขา ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมอย่างราบรื่น และสันติสุข ที่เด็กต้องได้เรียนรู้ว่า ในชีวิตจริง คนเราจะเอาแต่ใจของตัวเองไม่ได้ ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ซึ่งหมายความว่า ครูก็ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาต่อศิษย์วัยรุ่นบางคนที่ชอบก่อกวน โดยต้องรู้จักประยุกต์ใช้จิตวิทยาวัยรุ่น และไม่ว่าวัยใด ยาขนานเอกคือความรักความหวังดีของครูต่อศิษย์ และการที่ครูเห็นคุณค่าของตัวศิษย์
อำนาจนิยม นี่คือ DNA ของระบบการศึกษาไทย ที่มีความซับซ้อนยิ่งนัก ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งต้องดำเนินการในทุกระดับของระบบ ผมมีตัวอย่างโรงเรียนที่เปลี่ยนไปแล้วหลายร้อยโรงเรียน การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในบรรยากาศความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เราต้องการความสัมพันธ์แนวราบ เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ภาระงานของครู ผมจำได้แม่นยำว่าเมื่อสองสามปีมาแล้ว TDRI ทำวิจัยเรื่องภาระงานของครู ที่ดึงครูออกไปจากศิษย์ ว่ามี ๘๘ วัน จากทั้งหมด ๒๐๐ วันใน ๑ ปีการศึกษา เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนตกต่ำ ไม่ทราบว่า ตอนนี้มีการแก้ไขกันไปถึงไหนแล้ว เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๕ ผมเข้าร่วมประชุม online PLC ที่เครือข่ายโรงเรียนในจังหวัดศรีสะเกษเป็นผู้จัด เชิญ ผอ. วิชัย จันทร์ส่อง โรงเรียนวัดตาขัน ระยอง มาเล่าประสบการณ์การพัฒนาการศึกษาฐานสมรรถนะ มี ผอ. รร. ท่านหนึ่งในวง ลปรร. เอ่ยว่า ปัญหาหนึ่งของการพัฒนางาน คือคำสั่งเร่งด่วนจากส่วนกลาง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอำนาจ และการสั่งการเพื่อผลงานของตน
ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบทความเอ่ยเรื่องความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจครู นำสู่การกำหนดวิธีประเมินด้วยหลักฐานเอกสารจำนวนมาก ที่ผมมองว่า ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันแสดงออกในหลายพฤติกรรมภายในระบบ และส่งผลลบลึกซึ้งกว่าในบทความมากมาย
องค์กร วงการ หรือสังคมใด สมาชิกไม่มี mutual trust ต่อกัน สะท้อนความด้อย “สุขภาพ” ทางสังคมจิตวิทยาของวงการนั้น และปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรังไม่ได้ ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว ที่จริงเรื่องนี้ ต้องมีการจัดการความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาพนั้น นี่คือเรื่อง OD – Organization Development และ HRD – Human Resource Development c]tginjv’ corporate culture ทั้งสามเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก
การเรียนการสอนออนไลน์ บทความระบุปัญหาในปี ๒๕๖๔ จากการระบาดของโควิด ซึ่งที่จริงเกิดตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ แล้ว และมีหลักฐานชัดเจนว่าในภาพมหภาค เกิดความถดถอยของการเรียนรู้ (learning loss) มาก แต่ในจุลภาค ผมได้รับฟังตัวอย่างของโรงเรียนที่ตั้งใจดำเนินการต่อสู้ข้อจำกัดที่นักเรียนมาโรงเรียนไม่ได้ จนเกิดความรู้และได้พัฒนาวิธีการเรียนการสอนแนวนวัตกรรมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจของพ่อแม่ผู้ปกครองว่า ต้องจัดพื้นที่เรียนรู้ที่บ้านให้แก่ลูกหลานของตนด้วย
ความเหลื่อมล้ำ บทความบอกว่า การระบาดของโควิด ได้เผยความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะต้องมีการเรียนการสอนออนไลน์ และเด็กจำนวนหนึ่งไม่มีอุปกรณ์ เป็นตัวอย่างรูปธรรมของความเหลื่อมล้ำ แต่จริงๆ แล้วความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยมีหลากหลายมิติ มีความซับซ้อนมาก จึงต้องมีการออกกฎหมายจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
การประเมินครู บทความตำหนิวิธีประเมินครูแบบที่ครูต้องเก็บข้อมูลมากมายเพื่อเสนอขอความดีความชอบ หรือเลื่อนวิทยะฐานะ ที่ผมมองว่า เป็นการยิงผิดเป้า คืเน้นประเมินที่กระบวนการ ไม่ประเมินผลลัพธ์ ซึ่งหมายถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน เป็นข้อสรุปที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยผมเห็นต่างในความหมาย เพราะความหมายในบทความ เน้นที่ทุกคนให้ความร่วมมือแก่โรงเรียนและครู ผมขอเปลี่ยนคำเสียใหม่เป็น “การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน เป็นเรื่องของทุกคน” ทุกคนต้องช่วยกันจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ตลอด ๒๔ ชั่วโมงใน ๑ วัน และ ๗ วันใน ๑ สัปดาห์ เพราะเด็กเรียนรู้ทุกที่ ทุกเวลา อ่านเรื่องเมือง Espoo, Finland ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นตัวอย่างของ Learning City ได้ที่ (๑) นี่คือตัวอย่างภาคปฏิบัติของ All for learning ซึ่งมีความหมายกว้างหรือครอบคลุมกว่า All for education
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ม.ค. ๖๕