เช้านี้ห้องเราคึกคักกันเป็นปรติวิสัย นาน ๆ ถี่ (บ่อยนั่นแหละ) ก็มีความเห็นไม่ลงรอยกัน หรือเผลอ  ๆ ก็โกรธกันเป็นธรรมดาสามัญ แต่ก็ไม่เคยโกรธกันได้นาน

 เปรียบความสัมพันธ์เป็นครอบครัวเดียวกัน มีทั้งสุข เศร้า เคล้าน้ำตา มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็โกรธกันไม่ได้นานสักกะที บางวันก็คู่เดียว บางวันก็มากกว่าหนึ่งคู่ หรือก็มีอีกบ้างบางวันเป็นทีมด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์ของคนเค็ม ก็เปรียบเป็นพ่อแม่ลูก ที่แม้ความเห็นไม่ลงรอยกัน โกรธกันประเดี๋ยวประด๋าวก็ลืมกันไปแล้ว ว่าต้นเหตุมาจากอะไร บางวันนอกจากจะมีเพียงเสียงหัวเราะ ก็ยังมีเสียงร้อง(ไห้) อันนี้นาน ๆ ที

วันนี้ผู้เขียนได้แต่สังเกตุอยู่ห่าง ๆ เป็นบางวันก็ร่วมแจม แต่อดนึกถึงหนังสือที่อ่านเมื่อคืนไม่ได้ หนังสือ "มหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ2" ภาคเอกชนของคุณเอื้อ  ที่ได้ยืมมาจากงานมหกรรม KM ครั้งที่ 3 กับ KM ในสแปนชั่น: การจัดการความรู้ที่เนียนอยู่ในเนื้องาน โดยดร.ปรอง อ่านแล้วได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเยอะมาก...

 แต่ที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นบุคคลสำคัญที่สุดยังไม่พอเพียง ต้องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำคัญที่สุด เปรียบบริษัทเหมือนบ้านหลังที่สอง คำว่าบ้านมีความหมาย ฝรั่งพูดว่าคำว่า "Home" มีความหมายมากกว่าคำว่า "House" มันมีความอบอุ่นมีความเอื้ออาทร มีความเกื้อกูลกัน

อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้เขียนได้คำตอบว่าทำไมเราใช้Home มากกว่า House  ผู้เขียนนึกถึงบทเพลง "บ้าน" ไม่ได้ค่ะ

นอกจากนี้ยังได้เก็บเกี่ยวประเด็นอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า....

  • แม้เรื่องเดียวกันแต่ทุกครั้งที่เล่าเราได้มีการกลั่นกรองความรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ
  • KM เปรียบเหมือนวิตามิน ถ้าเราขาดคงไม่ตาย ร่างกายอาจไม่แข็งแรง ถ้าอยากแข็งแรงมีร่างกายทีสมดุลเราก็ต้องมีวิตามิน
  • การประสบความสำเร็จเหมือนกับการปีนขึ้นยอดเขา ทุกคนอยากปีนยอดเขา คุณอยากปีนยอดเขา Everest ทุกคนอยากปีนยอดเขา Everest เป็นความท้าทาย แต่มีน้อยคนที่ปีนถึงยอดเขา วันที่คุณถึงยอดเขา Everest คุณภูมิใจ ดีใจคุณมีความสุข คุณนี่คือตัวเราน๊ะครับ แต่คุณเงยหน้าขึ้นแล้วก็มองรอบตัว แล้วคุณก็พบว่าไม่มีใครยินดีกับคุณเลย คุณอยู่คนเดียวบนนั้น
  • แต่ที่ชอบสุดๆ เห็นจะเป็น " Blog เป็นพื้นที่สุดท้ายในจักรวาลที่เราอยากจะแสดงอะไรก็ได้ ทุกทีคือคุณไปพูดแล้วอยากให้คนฟัง แต่ Blog ผมอยากจะเล่าให้โลกนี้รู้ ใครฟังไม่รู้แต่ผมอยากจะเล่า"

ตรงใจ โดนใจ ผู้เขียนทั้งนั้นค่ะ