ความสุขในโลกนี้แยกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. โลกิยสุข ความสุขของชาวโลก 2. โลกุตรสุข สุขที่เหนือโลกขึ้นไป โลกิยสุข ความสุขของชาวโลก ความสุขของชาวโลก เช่น สุขเกิดจากการมีทรัพย์ สุขเกิดจากการจ่ายทรัพย์ตาม ที่ปรารถนา สุขเพราะเป็นคนมีโอกาสหนทางชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาที่ดี ไม่เป็นคนด้อยโอกาสไม่ว่าด้านการศึกษา หรือด้านอื่นๆ เป็นผู้มีการมีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน การมีคู่ครองชีวิตที่ดี เข้าใจ ไม่ทะเลาะวิวาทกันมีบุตร ธิดาที่เป็น อภืชาตบุตร หรืออนุชาตบุตร ไม่ทำลาย เผาผลาญทรัพย์สมบัติของพ่อแม่หรือของตนเอง อนึ่ง สุขของชาวโลกนอกจากนี้แล้วก็คือ การได้เห็นภาพสวย ๆ เจริญตา เจริญใจ การได้ฟังเสียงไพเราะ ฟังสบายหู ดูสบายตา พาสบายใจ การได้ดมกลิ่นที่หอมอบอวน การได้ลิ้มรสที่อร่อย เช่น อาหารที่อร่อยที่เราชอบ และการได้สัมผัสสิ่งที่น่ารัก น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นต้น โลกุตรสุข สุขที่เหนือจากโลก ความสุขที่อยู่เหนือโลก เป็นความสุขที่ไม่เกี่ยวกับวิสัยโลก จัดเป็นความสุขสุดยอดตามคติของพระพุทธศาสนาสำหรับผู้เข้าใจในวัฏฏสงสาร อิทัพปัจจยตา ได้ ออกบวชเพื่อแสวงหาสุข เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นโสดาบัน สกิคาทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์ และได้นำหลักธรรมที่ดีงามมาสอนชาวโลกให้รับรู้เพื่อการครองเรือนที่ดี มีสุขตามวิสัยของชาวโลก การสร้างสุขและลดทุกข์ด้วยตัวเรา ควรใช้กลยุทธ์ ดังต่อไปนี้ 1. พอใจในสิ่งที่ได้ ดีใจในสิ่งที่มี รู้จักพอ สร้างความสุขด้วยการรู้จักพอเพียง พอประมาณแห่งตน ตามศักยภาพ ของตน ไม่ดิ้นรนจนเกินตัว 2. ทำชีวิตชีวาให้สนุกสนานและมีอารมณ์ขัน ทำตัวให้เบา ทำชีวิตให้กระปรี้กระเปร่า รู้จักผ่อนคลายชีวิตด้วยหลักธรรม เสียงเพลง เสียงหมอลำ เสียงลิเก เสียงดนตรี คำหรรษา นิทานก้อม เป็นต้น 3. ขยันออกกำลังกายและเคลื่อนไหวอิริยาบถอยู่เสมอ ทำชีวิตให้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง เพราะสรรพสิ่งที่หยุดนิ่ง คือทุกสิ่งที่ ตายแล้ว ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ 4. เจอปัญหาอย่าเพิ่งท้อแท้ เมื่อประเชิญกับวิกฤตของชีวิต อย่าท้อแท้ อ่อนแอ สร้างความเข้มแข็งให้ กับตัวเราสร้างกำลังใจให้เกิด ดังคำว่า “ทะเลจะสวย เพราะมีคลื่น ชีวิตที่ราบรื่น ต้องผ่านอุปสรรคนานาชนิด” หรือ “เส้นทางสู่ความสำเร็จ ไม่ได้โรยไปด้วยกุหลาบ” 5. อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตาและวาสนา คิดเสียว่า คนจะล่วงทุกข์ยากลำบากไปได้ เพราะใช้ความเพียรความพยายาม พรแสวง มีค่ามากยิ่งกว่าพรสวรรค์ 6. กล้าที่จะเผชิญกับความจริง เพราะความจริง ก็คือความจริง ไม่มีใครจะหลีกหนีความจริงไปพ้นได้ สรรพสิ่ง ตกอยู่ในไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกขัง จำต้องทนต่อความทุกข์ยาก ลำบากต่าง ๆ อนัตตา บังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ 7. ตัดทิ้งความวิตกกังวล อะไรก็ตามที่จะก่อให้เกิดความกังวลใจ ความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจก็กำจัดทิ้ง ออกไป ปล่อยให้มันหายไปกับสายลม ไม่ต้องทุกข์ระทมถึงมันอีกต่อไป 8. บำเพ็ญตนด้วยบุญกิริยาวัตถุ คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักคิดวิเคราะห์ด้วยจิตที่เป็นกุศล จิตเห็นพ้องในธรรม ภายใต้พื้นฐานของเหตุ และผลที่เป็นจริง และไม่ผันแปรไปตามอกุศลธรรม

สร้างสุข ลดทุกข์ให้กับชีวิตด้วยตัวเรา

 

สร้างสุข ลดทุกข์ให้กับชีวิตด้วยตัวเรา

ดร. ถวิล  อรัญเวศ

        สรรพสิ่งในโลกนี้ จะมีเป็นของคู่กันเสมอ เช่น มีมืด มีสว่าง มีขาว มีดำ

มีลาภ มีเสื่อมลาภ มียศ มีเสื่อมยศ  มีนินทา มีสรรเสริญ มีสุข ก็มีทุกข์ มีเกิด มีตาย

มีหนุ่มสาว  มีชรา เป็นต้น

        หัวใจสำคัญของชีวิตคนเรา อยู่ที่ สุข และทุกข์

        สุข คือความสบายกาย สบายใจ ไม่มีทุกข์จากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จะ

ก่อให้เกิดความวิตกกังวลจากการทำมาหากิน ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน โดยเฉพาะ

โรคร้ายไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง เอดส์ เส้นเลือดตีบในสมอง โควิด 19 และโอมิครอน

เป็นต้น

       ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความวิตกกังวลเพราะเหตุแห่งการทำมา
หากินขาดสภาพคล่อง ทุกข์เพราะเจ็บป่วยด้วยโรคภัย เช่น มะเร็ง เอดส์ อัมพาต 
อัมพฤกษ์โควิด 19 และโอมิครอน ทุกข์เพราะประสบภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นต้น

 

การเพิ่มสุข

       ความสุขในโลกนี้แยกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.  โลกิยสุข  ความสุขของชาวโลก

2.  โลกุตรสุข สุขที่เหนือโลกขึ้นไป

โลกิยสุข  ความสุขของชาวโลก

      ความสุขของชาวโลก เช่น สุขเกิดจากการมีทรัพย์ สุขเกิดจากการจ่ายทรัพย์ตามที่ปรารถนา 
สุขเพราะเป็นคนมีโอกาสหนทางชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาที่ดี ไม่เป็นคนด้อยโอกาสไม่ว่าด้านการศึกษา 
หรือด้านอื่นๆ  เป็นผู้มีการมีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน การมีคู่ครองชีวิตที่ดี เข้าใจ 
ไม่ทะเลาะวิวาทกันมีบุตร ธิดาที่เป็น อภืชาตบุตร หรืออนุชาตบุตร ไม่ทำลาย
 เผาผลาญทรัพย์สมบัติของพ่อแม่หรือของตนเอง

    อนึ่ง สุขของชาวโลกนอกจากนี้แล้วก็คือ การได้เห็นภาพสวย ๆ เจริญตา 
เจริญใจการได้ฟังเสียงไพเราะ ฟังสบายหู ดูสบายตา พาสบายใจ การได้ดมกลิ่น
ที่หอมอบอวนการได้ลิ้มรสที่อร่อย เช่น อาหารที่อร่อยที่เราชอบ และการได้สัมผัส
สิ่งที่น่ารักน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นต้น

 

โลกุตรสุข สุขที่เหนือจากโลก

         ความสุขที่อยู่เหนือโลก เป็นความสุขที่ไม่เกี่ยวกับวิสัยโลก จัดเป็นความสุข
สุดยอดตามคติของพระพุทธศาสนาสำหรับผู้เข้าใจในวัฏฏสงสาร อิทัพปัจจยตา 
ได้ออกบวชเพื่อแสวงหาสุข เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นโสดาบัน สกิคาทาคามี 
อนาคามีหรืออรหันต์ และได้นำหลักธรรมที่ดีงามมาสอนชาวโลกให้รับรู้เพื่อ
การครองเรือนที่ดีมีสุขตามวิสัยของชาวโลก

 

การสร้างสุขและลดทุกข์ด้วยตัวเรา

             ควรใช้กลยุทธ์  ดังต่อไปนี้

          1. พอใจในสิ่งที่ได้ ดีใจในสิ่งที่มี

        รู้จักพอ สร้างความสุขด้วยการรู้จักพอเพียง พอประมาณแห่งตน ตามศักยภาพ

ของตน ไม่ดิ้นรนจนเกินตัว

            2.  ทำชีวิตชีวาให้สนุกสนานและมีอารมณ์ขัน

                ทำตัวให้เบา ทำชีวิตให้กระปรี้กระเปร่า รู้จักผ่อนคลายชีวิตด้วยหลักธรรม

เสียงเพลง เสียงหมอลำ เสียงลิเก เสียงดนตรี คำหรรษา นิทานก้อม เป็นต้น

            3. ขยันออกกำลังกายและเคลื่อนไหวอิริยาบถอยู่เสมอ

            ทำชีวิตให้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง เพราะสรรพสิ่งที่หยุดนิ่ง คือทุกสิ่งที่

ตายแล้ว ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ

             4. เจอปัญหาอย่าเพิ่งท้อแท้

                 เมื่อประเชิญกับวิกฤตของชีวิต อย่าท้อแท้ อ่อนแอ สร้างความเข้มแข็งให้

กับตัวเราสร้างกำลังใจให้เกิด ดังคำว่า “ทะเลจะสวย เพราะมีคลื่น ชีวิตที่ราบรื่น

ต้องผ่านอุปสรรคนานาชนิด” หรือ “เส้นทางสู่ความสำเร็จ ไม่ได้โรยไปด้วยกุหลาบ”

             5.  อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตาและวาสนา

             คิดเสียว่า คนจะล่วงทุกข์ยากลำบากไปได้ เพราะใช้ความเพียรความพยายาม

พรแสวง มีค่ามากยิ่งกว่าพรสวรรค์

            6. กล้าที่จะเผชิญกับความจริง

เพราะความจริง ก็คือความจริง ไม่มีใครจะหลีกหนีความจริงไปพ้นได้ สรรพสิ่ง

ตกอยู่ในไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน  ทุกขัง จำต้องทนต่อความทุกข์ยาก

ลำบากต่าง ๆ อนัตตา  บังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้

             7.  ตัดทิ้งความวิตกกังวล

อะไรก็ตามที่จะก่อให้เกิดความกังวลใจ ความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจก็กำจัดทิ้งออกไป 

ปล่อยให้มันหายไปกับสายลม ไม่ต้องทุกข์ระทมถึงมันอีกต่อไป

           8.  บำเพ็ญตนด้วยบุญกิริยาวัตถุ

               คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักคิดวิเคราะห์ด้วยจิตที่เป็นกุศล จิตเห็นพ้องในธรรม

ภายใต้พื้นฐานของเหตุ และผลที่เป็นจริง และไม่ผันแปรไปตามอกุศลธรรม