ประวีณ ทับแสง
โรงพยาบาลมหาสารคาม

วัตถุประสงค์
- เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยที่เข้ารับการสลายนิ่ว ทางเดินปัสสาวะในโรงพยาบาลมหาสารคาม ในระหว่าง 1 ตุลาคม 2545 ถึง 30 กันยายน 2548 เป็นการศึกษาแบบ retrospective study ในผู้ป่วยที่เข้ารับการสลายนิ่ว 850 ราย เป็นผู้ป่วยชาย 507 ผู้ป่วยหญิง 343 ราย โดยจำแนกออกเป็นนิ่วไต จำนวน 761 เม็ด (ร้อยละ 89.5) และนิ่วที่ท่อไตจำนวน 89 เม็ด (ร้อยละ 10.5) โดยก้อนนิ่วมีขนาดเฉลี่ย 12.64 มม. พบผู้ป่วยที่มีภาวะไตบวม (hydronephrosis) ร้อยละ 14.2 และมีผู้ป่วยร้อยละ 1.8 ที่ต้องใส่ Uretenic stent ร่วมด้วย

ผลการศึกษา
- ผู้ป่วยจำนวน 670 ราย (ร้อยละ 78.8) ได้รับการสลายนิ่วจนหายสมบูรณ์ โดยนิ่วไตมีผลการรักษาสำเร็จ ร้อยละ 80.6 และนิ่วท่อไตมีผลการรักษาสำเร็จ ร้อยละ 64 ใช้เวลาเฉลี่ย 55 นาที ต่อครั้ง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 7,068.86 บาทต่อครั้ง นิ่วใตในตำแหน่งโพรงไตส่วนล่างประสบผลสำเร็จในการรักษามากที่สุดถึงร้อยละ 92.5 และนิ่วไตในตำแหน่งโพรงไตส่วนล่างประสบผลสำเร็จในการรักษาน้อยที่สุด เพียงร้อยละ 47.2 ส่วนนิ่วท่อไตที่มีขนาดเล็กกว่า 10 มม. มีผลการรักษาสำเร็จร้อยละ 66.67 และนิ่วขนาดใหญ่กว่า 10 มม. มีผลการรักษาสำเร็จร้อยละ 45.5 โดยผลสำเร็จของการสลายนิ่วจะแปรผกผันตามขนาดของนิ่ว การสลายนิ่วทั้งหมดไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตเลย

สรุป
- การสลายนิ่วด้วยคลื่นช็อคเวฟจัดเป็นวิธีการรักษาในทางเดินปัสสาวะส่วนบน ที่มีประสิทธิภาพสูงและภาวะแทรกซ้อนต่ำ โดยผลสำเร็จของการรักษาจะแปรผกผันตามขนาดของนิ่ว และปัจจัยทางด้านตำแหน่งของนิ่ว นอกจากนี้วิธีการลงทุนเช่าเครื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง มาก มีต้นทุนประสิทธิผลที่ดี และมีความเหมาะสมโดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่ไม่มีเงินลงทุนมาก

จาก บทคัดย่อผลงานวิชาการนำเสนอ
ในการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี ๒๕๔๙
วันที่ ๔-๖ กันยายน ๒๕๔๙ ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร