บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017) เขียนโดย Bill Lucas และ Ellen Spencer ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking) แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย
ตอนที่ ๗ นี้ ตีความจากหนังสือบทที่ 4 Going Deeper : Some more extended examples ว่าด้วยการปลูกฝังการคิดสร้างสรรค์ให้แก่นักเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งโดยกิจกรรมในหลักสูตร และกิจกรรมนอกหลักสูตร โดยจับที่ ๕ ประเด็นคือ (๑) ภาวะผู้นำเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ (๒) การพัฒนาครูเพื่อการคิดสร้างสรรค์ (๓) เจาะลึกแนวทางจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ (๔) ช่วยให้พ่อแม่เข้าใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์ (๕) ประสบการณ์ในกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ภาวะผู้นำเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ภาวะผู้นำเกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ทั้ง ๕ ประเด็นที่กล่าวแล้วทั้งหมด เพราะการดำเนินการเหล่านี้ไม่มีอยู่ในการดำเนินการของโรงเรียนตามปกติ จึงต้องมีผู้เริ่มขึ้น
ครูใหญ่ทำหน้าที่ริเริ่มพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
แปลกมาก ที่หนังสือบอกว่าในสหราชอาณาจักร ความสร้างสรรค์ในห้องเรียนเป็นเรื่องที่เกิดยากสุดๆ การกำหนดให้ห้องเรียนต้องมีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จึงยากที่จะได้รับความเอาใจใส่จากครู หากครูใหญ่ไม่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ผู้นำ จึงมีนักวิชาการแนะนำ ๙ วิธีการสำหรับครูใหญ่ใช้ทำหน้าที่ผู้นำพัฒนาระบบบ่มเพาะความสร้างสรรค์ในนักเรียน (๑) ได้แก่
- ทำตัวเป็นตัวอย่างด้านการสร้างสรรค์และกล้าเสี่ยง เช่นกล้าไม่ดำเนินการตามหลักสูตรไปเสียทั้งหมด
- สร้างสภาพเร่งด่วนหรือวิกฤติให้ทีมงานต้องแก้ปัญหา ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ครูต้องใช้ความสร้างสรรรค์
- ให้ครูได้รับรู้เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลง เช่นจากครูท่านอื่น ครูจากต่างแผนก ต่างโรงเรียน
- ลดการบังคับบัญชาหรือควบคุมสั่งการ เพื่อเปิดช่องให้ครูได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่กลัวผิด จะยิ่งดีถ้าสามารถจัดให้ครูมีวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการทำผิดพลาด
- จัดกาละและเทศะเพื่อฝึกความสร้างสรรค์ เช่น มีการกำหนดเวลาที่งานชิ้นหนึ่งจะต้องเสร็จ การทำงานภายใต้แรงกดดันเป็นการฝึกความสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง
- ส่งเสริมให้ครูออกแบบงานด้วยตนเอง หรือเป็นทีม โดยมีเวลาให้ครูแต่ละคนใคร่ครวญสะท้อนคิดคนเดียว แล้วกลับมารวมตัวกัน เพื่อร่วมกันตรวจสอบแผนงานว่าตรงกับเป้าที่ต้องการหรือไม่ ผมขอเสริมว่า ในสมัยนี้น่าจะส่งเสริมให้ใช้กระบวนการ design thinking
- กำหนดความคาดหวังสูง ต่อระดับความสร้างสรรค์ มีการให้คุณค่าต่อนวัตกรรม
- ใช้ความล้มเหลวเป็นโอกาสเรียนรู้
- ตอกย้ำคุณค่าหลักบ่อยๆ เพื่อใช้เป็นธงนำความสร้างสรรค์
ผมขอเสริมว่า ข้อเขียนใน บล็อก Gotoknow ชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ (๒) มีประเด็นลึกๆ เกี่ยวกับการพัฒนาความสร้างสรรค์ของครู ที่สัมพันธ์กับ “ความเป็นครูผู้ก่อการ” (agentic teacher)
พุ่งเป้าที่มิติเดียวของการคิดสร้างสรรค์
ครูใหญ่อาจเลือกดำเนินการส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ทีละมิติ เช่นอาจจัดสัปดาห์ (หรือเดือน) แห่ง ความช่างสงสัย (มิติที่ ๑) แล้ววนไปสู่มิติที่ ๒, ๓, ๔, ๕ มีการตรวจสอบยกย่องพฤติกรรมความสร้างสรรค์มิตินั้นๆ อาจมีช่วงเวลาติวเรื่องนั้นๆ มีวงเสวนาของครู มีการจัดทำจดหมายข่าว ส่งไปให้ผู้ปกครอง เป็นต้น
การพัฒนาครูเพื่อการคิดสร้างสรรค์
ครูทำงานอยู่ในสถานภาพที่มีความซับซ้อนและเป็นพลวัตสูง มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ครูจึงต้องมีวัตรปฏิบัติ และมีระบบงานเพื่อการเรียนรู้ของตน ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสร้างสรรค์ของครูเอง และของศิษย์
ครูในฐานะผู้เรียนรู้
หัวใจสำคัญที่สุดคือการมองหน้าที่ครูในรูปแบบใหม่ เปลี่ยนจากผู้ทำหน้าที่อำนวยการเรียนรู้ (directive approach) ไปเป็นผู้ทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ (facilitative approach) เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เต็มศักยภาพ กล่าวสั้นๆ แค่นี้ แต่ในทางปฏิบัติของครูจริงๆ ต้องการการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยครูต้องเปลี่ยนจากผู้ปฏิบัติงานตามสูตรสำเร็จตายตัว หรือเปลี่ยนจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการสอนหรือการเรียนรู้ ไปเป็น “ผู้ปฏิบัติไปคิดใคร่ครวญสะท้อนคิดไป” (reflective practitioner)
ครูจึงต้องเป็นผู้ที่ตั้งคำถามต่อตนเองอยู่ตลอดเวลา (teacher enquiry) ซึ่งจะนำไปสู่การทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) เพื่อหาข้อมูลหลักฐานยืนยันผลกระทบต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน จากวิธีดำเนินการของตนเองและทีมงาน
เขาแนะนำรายการที่ครูเพื่อศิษย์พึงดำเนินการอยู่ตลอดเวลาคือ
- หาวิธีการใหม่ๆ อยู่เสมอ
- ตรวจสอบว่าวิธีใดใช้ได้ผล วิธีใดไม่ได้ผล
- แสวงหาข้อมูลหลักฐานที่ค้านความเชื่อเดิมๆ
- ลงมือดำเนินการเปลี่ยนแปลง
- ตรวจสอบผลของการริเริ่มดำเนินการของตน ว่าก่อผลที่พึงประสงค์ และผลที่ไม่พึงประสงค์อย่างไรบ้าง
- แชร์ผลสำเร็จ เพื่อแสวงหาคำแนะนำป้อนกลับ
- แชร์ข้อค้นพบต่อเพื่อนครู
นั่นคือคำแนะนำเพื่อให้ครูทำตัวเป็นนักเรียนต่อผลงานของตนเอง คือว่องไวในการเรียนรู้ว่าวิธีการใดใช้ได้ผล วิธีการใดใช้ไม่ได้ผล
การพัฒนาตนเองสู่โลกแห่งความเป็นจริง
สำหรับนักเรียนชั้นโต เป้าหมายของการเรียนไม่ได้หยุดยู่แค่ที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างหลักฐานผลการเรียนรู้และผลงานเพื่อใช้ในการสมัครเข้าเรียนต่อหรือสมัครงานด้วย เริ่มจากความต้องการคำแนะนำหรือแนะแนวว่าตนเองมีเป้าหมายชีวิตเช่นนี้ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ซึ่งหลายส่วนจะเชื่อมไปยังกิจกรรมนอกหลักสูตร
ชีวิตจริงของนักเรียนเป็นฉันใด ชีวิตจริงของครูก็เป็นฉันนั้น คือครูต้องมี “กิจกรรมนอกวิชาชีพ” ที่เรียกว่างานอดิเรก เพื่อช่วยฝึกฝนพัฒนาความสร้างสรรค์ของครู มีผู้แนะนำวิธีการ ๕ ประการ (๓) เพื่อให้ครูใช้ความสร้างสรรค์ในการสอนความสร้างสรรค์ให้แก่ศิษย์ ได้แก่
- เชื่อมโยงความสนใจของตนเอง เข้ากับการสอน งานอดิเรกเป็นงานที่ตนรัก ทุ่มเทความสนใจ และคิดสร้างสรรค์ในเรื่องนั้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับการสอน ก็จะทำให้การสอนได้รับผลด้านการสร้างสรรค์ไปด้วย ในการเตรียมออกแบบการสอนร่วมกันของครู จึงควรส่งเสริมให้ครูนำเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองในชีวิตจริงเข้ามาประกอบการวางแผนด้วย
- เชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับชีวิตจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ากับเรื่องราวในชุมชนโดยรอบโรงเรียน
- สร้างกระบวนทัศน์สร้างสรรค์ โดยจัดกระบวนการใคร่ครวญสะท้อนคิดจากสิ่งที่ครูเผชิญหรือมีประสบการณ์ตรง เพื่อนำไปใช้กระตุ้นความสร้างสรรค์ในห้องเรียน
- ให้คุณค่าต่อความร่วมมือ โดยสร้างชุมชนสร้างสรรค์ ให้ครูได้แชร์ความฝัน และปรึกษาหารือแนวทางจัดการเรียนรู้ที่สร้างความสร้างสรรค์แก่ศิษย์ หนังสือบอกว่า กระบวนการนี้ทำได้ยากในโรงเรียนระดับมัธยม ที่มักมีระบบงานแบบแยกส่วน ต่างหน่วยต่างทำ
- กล้าเสี่ยง ในการจัดรูปแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างความสร้างสรรค์แก่ศิษย์ พฤติกรรมนี้ของครูจะเป็นตัวอย่างให้แก่ศิษย์ในการพัฒนาความสร้างสรรค์ของคน ผ่านการทำงานภายใต้โอกาสที่เป็นไปได้ที่หลากหลายและซับซ้อน กล้าท้าทายสมมติฐานเดิมๆ อดทนต่อความไม่ชัดเจนและความไม่แน่นอน และกล้าแตกต่าง
เจาะลึกแนวทางยอดนิยมของการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
แนวทางยอดนิยมของการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แต่ละด้าน มีดังนี้
- ช่างสงสัย (inquisitive) : เรียนรู้บนฐานปัญหา (problem-based learning)
- มุ่งมั่น (persistent) : กระบวนทัศน์พัฒนา (growth mindset)
- ร่วมมือ (collaborative) : ชุมชนเรียนรู้ในห้องเรียน (classroom as learning community)
- มีวินัย (disciplined) : ฝึกเข้มข้น (deliberate practice)
- มีจินตนาการ (imaginative) : ทดลองอย่างสนุกสนาน (playful experimentation)
เขาแนะนำให้หยิบเอาแต่ละวิธี นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบกิจกรรมเรียนรู้
แนวทางเรียนรู้บนฐานปัญหา : สัมมนาแนวโสกราตีส (Socratic seminar)
เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้บนฐานปัญหา หรือเรียนโดยตั้งคำถาม ที่เกิดจากการอ่านข้อเขียนชิ้นหนึ่ง ที่เป็นเรื่องจริง มีความซับซ้อน และไม่ชัดเจน มองได้หลายแง่หลายมุม โดยครูให้ไปอ่านที่บ้าน เพื่อให้นักเรียนอ่านและเขียนข้อสงสัยหรือประเด็นสนใจของตนไว้ นักเรียนแต่ละคนส่งคำถามคัดสรรของตน ๑ คำถามมาให้ครูเลือกเป็นคำถามเริ่มต้น โดยครูเลือกคำถามปลายเปิด และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของนักเรียน (เพื่อให้การเสวนาเชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่จริง) เป็นคำถามเริ่มต้นของวงสัมมนา ซึ่งที่จริงคือวงเสวนา (dialogue) คือนักเรียนได้ฝึกฟังเพื่อนและทำความเข้าใจไอเดียของเพื่อน และฝึกเสนอไอเดียของตน โดยไม่เน้นว่าไอเดียใดดีกว่าหรือถูกผิด
เพื่อช่วยให้นักเรียนที่ไม่คุ้นกับการเสวนา ครูอาจมีคลังประโยคเสวนาให้เป็นตัวอย่าง เช่น
| ตรวจสอบความเข้าใจ |
ผมคิดว่าคุณพูดว่า.... สิ่งที่ผมได้ยินคือ.... |
| สนับสนุนผู้อื่น |
ฉันชอบแนวความคิดของปรีชา และ.... ฉันเข้าใจที่คุณพูด และ.... |
| ขยายความจากข้อคิดเห็นของผู้อื่น |
เป็นข้อเสนอที่ดีมาก และฉัน.... ผมเห็นด้วยกับความเห็นนี้ และขอเพิ่มเติมว่า.... |
| เสนอข้อคิดเห็นที่แตกต่าง |
ผมเข้าใจสิ่งที่คุณพูด แต่ผมมีความเห็นว่า.... เป็นความคิดที่แปลกมาก แต่ฉันไม่เห็นด้วย เพราะ.... |
แนวทางสร้างกระบวนทัศน์พัฒนา
อาจเรียกว่า เป็นการฝึกให้นักเรียนมีนิสัยเป็นคน “ใจสู้” ไม่ท้อถอยง่าย เขาแนะนำให้ใช้เทคนิค โปสเตอร์แนะนำวิธีแก้เมื่อติดขัด (stuck poster) เช่นให้นักเรียนช่วยกันทำ โปสเตอร์ เมื่อแก้โจทย์ไม่ได้ สำหรับติดผนังห้องเรียน เอาไว้เตือนสติ โดยครูเริ่มให้เพียงหนึ่งหรือสองวิธี แล้วให้นักเรียนช่วยกันเติม จนในที่สุดได้โปสเตอร์ที่ต้องการ โดยครูอาจแนะนำให้นักเรียนแต่ละคนจัดทำโปสเตอร์ฉบับของตนเอง ที่เหมาะสำหรับตน
เมื่อแก้โจทย์ไม่ได้ นักเรียนอาจทำดังนี้
- อ่านคำถามใหม่
- แบ่งโจทย์ออกเป็นส่วนๆ
- ถามคนที่เคยติดขัดมาก่อน และทำได้แล้ว
- ถามตนเอง ว่ารู้เรื่องอะไรบ้างที่น่าจะช่วยได้
- ทำโจทย์อื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาทำโจทย์นี้ภายหลัง
- ฯลฯ
แนวทางชุมชนเรียนรู้ในห้องเรียน
เขาแนะนำเกม jigsaw classroom (๔) สำหรับฝึกทั้งการเรียนรู้เป็นทีมและการเรียนรู้ด้วยตนเอง (การเรียนรู้ของปัจเจก) คือนักเรียนต้องทำความเข้าใจโจทย์หรือชิ้นงานส่วนของตน และนำไปสอนเพื่อน เกมนี้พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ตั้งแต่ชั้นประถมต้น โดยครูอาจต้องช่วยฝึกให้นักเรียนรู้จักใช้ ๕ คำถาม คือ (๑) ... หมายความว่าอะไร (๒) กรุณาอธิบายว่าทำไม.... (๓) กรุณาอธิบายว่า .... ทำอย่างไร (๔) ... และ ... คล้ายกันอย่างไร (๕) ... กับ ... แตกต่างกันอย่างไร
ก่อนเล่นเกมควรฝึก
- ทักษะด้าน ฟัง-ถาม-ตอบ ตามลำดับ ให้แก่ทีมสอน
- อธิบายคุณค่าของคำถามทั้ง ๕ ข้างบน
- ฝึกใช้คำถามทั้ง ๕
อาจมีกระดาษพิมพ์คำถามทั้ง ๕ ตัวโตๆ วางไว้ที่โต๊ะของแต่ละกลุ่ม หรือมีโปสเตอร์ติดผนัง เอาไว้ช่วยเตือนใจ
เกม Jigsaw classroom ทำโดยแบ่งนักเรียนทั้งห้องเป็น ๕ - ๖ กลุ่ม เรียกว่ากลุ่มจิ๊กซอว์ แต่ละกลุ่มมีสมาชิกคละเพศ ความสามารถ เชื้อชาติ ฯลฯ แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม ในชั้นแรกให้คนที่คล่องแคล่วที่สุดก่อน ในโอกาสหลังจึงค่อยหมุนเวียนกันทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่ม แบ่งบทเรียนออกเป็น ๕ - ๖ ท่อน เท่าจำนวนกลุ่ม เช่นเรื่องประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แบ่งออกเป็น (๑) เรื่องราวของสมเด็จพระราชบิดา พระมหาธรรมราชา (๒) วัยเด็ก (๓) ช่วงไปเป็นตัวประกันที่เมืองหงสาวดี (๔) ช่วงประกาศเอกราช และขึ้นครองราชย์ (๕) ช่วงครองราชย์และสวรรคต
ขั้นตอนต่อไป มอบหมายให้สมาชิกกลุ่มรับผิดชอบศึกษาเรื่องราวคนละหนึ่งท่อน โดยศึกษา (อ่าน) เรื่องราวของท่อนที่ตนได้รับมอบหมาย ห้ามไปยุ่งกับท่อนอื่น แล้วให้นักเรียนแยกกลุ่มไปจับกลุ่มท่อนที่ ๑ กลุ่มท่อนที่ ๒ .... เพื่ออภิปรายกันว่าตนเข้าใจเรื่องของท่อนนั้นๆ ว่าอย่างไร นักเรียนแต่ละคนจะกลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” เรื่องราวในท่อนนั้นๆ
แล้วผู้เชี่ยวชาญเฉพาะท่อนกลับเข้ากลุ่มจิ๊กซอว์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันให้แต่ละคนได้เรียนรู้เรื่องราวทั้งหมด เท่ากับนักเรียนแต่ละคนในกลุ่มจิ๊กซอว์ได้ทำหน้าที่ทั้งผู้สอนแก่เพื่อนและผู้เรียนจากเพื่อน จบด้วยการทดสอบความรู้ของนักเรียนแต่ละคน
แนวทางฝึกเข้มข้น : ตั๋วขาออก
เป็นกุศโลบายให้นักเรียนได้ฝึกใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างจริงจัง (critical reflection) โดยครูใช้คำถามกระตุ้นการคิด เช่น ถามความเข้าใจความรู้ใหม่ที่เพิ่งเรียน ถามให้สะท้อนคิดว่าตนเอาใจใส่เรียนแค่ไหน ถามความเห็นเกี่ยวกับบทเรียนที่ครูออกแบบว่าสนุกและช่วยให้เข้าใจง่ายแค่ไหน เป็นต้น
ตั๋วขาออก (exit ticket) เป็นกระดาษเล็กๆ ให้นักเรียนเขียนตอบคำถามสั้นๆ เมื่อจบคาบเรียน โดยครูอาจเขียนด้วยก็ได้ (ยิ่งดี)
แนวทางเรียนรู้อย่างสนุกสนาน ด้วยแผนที่ความคิด (mind mapping)
ผู้ค้นคิดประดิษฐ์แผนที่ความคิด (mind mapping) ขึ้นคือ Tony Buzan (๕) ภายใต้หลักการว่า สมองทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นสายตา และผู้ทำ mind map ได้ฝึกจัดระบบความคิด ในประเทศไทยมีโรงเรียนจำนวนหนึ่งฝึกให้นักเรียนทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ด้วยแผนที่ความคิด เช่น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา (๖) มีเว็บไซต์แนะนำวิธีเขียนแผนที่ความคิดมากมาย เช่นที่ (๗)
นี่คือเครื่องมือช่วยการเชื่อมโยงความคิด จากหลักการใหญ่เพียงหลักการเดียวตรงกลาง แตกแขนงออกไปเป็นหลักการใหญ่ขั้นรองที่เกี่ยวข้องหลายแขนง และแตกแขนงขั้นรองลงไปได้เรื่อยๆ โดยมีเส้นโค้งเป็นตัวเชื่อม เขาแนะนำว่าเส้นโค้งช่วยกระตุ้นสมองได้ดีกว่าเส้นตรง โดยต้องไม่มีหลักการใดอยู่ลอยๆ โดยไม่มีเส้นเชื่อม
เพื่อให้มีความยืดหยุ่นทางความคิด เขาแนะนำให้เขียนหลักการด้วยคำโดดๆ แทนประโยค หรืออาจใช้ภาพแทน และอาจระบายสีเพื่อความสวยงามดึงดูดสายตา และแนะนำแนวทางที่ครูใช้ประโยชน์ของแผนที่ความคิดดังนี้
- ทำผังสาระวิชาที่ตนสอน
- ให้นักเรียนร่วมกันระดมความคิดสิ่งที่นักเรียนรู้แล้ว ในสาระที่ครูจะสอน ทำเป็นแผนที่ความคิด
- ให้นักเรียนร่วมกันระดมความคิด บอกสาระที่ได้เรียนรู้หลังอ่านเอกสารหรือชมวิดีทัศน์ร่วมกัน ทำเป็นแผนที่ความคิด
- ให้นักเรียนร่วมกันระดมความคิด เขียนแผนที่ความคิดร่วมกัน ในเรื่องที่สนใจ
ช่วยให้พ่อแม่เข้าใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์
เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับสังคมไทย ที่โรงเรียนจะต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน ว่าเขาต้องมีส่วนสำคัญในเรื่องการเรียนรู้ของลูก ไม่ใช่หวังปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน โดยตนไม่ต้องเอาใจใส่หรือไม่ต้องทำอะไรเลย และสิ่งที่ตนต้องเอาใจใส่ร่วมสร้างการเรียนรู้แก่ลูก มีทั้งเรื่องการเรียนสาระวิชาและการพัฒนาสมรรถนะ ที่ความสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่ง
ครูและโรงเรียนไทย ต้องเผชิญสภาพที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีความอ่อนแอในเรื่องดังกล่าว และต้องไม่สิ้นหวังในการหาวิธีที่พ่อแม่ผู้ปกครองร่วมเป็นพลังการเรียนรู้ให้แก่ลูก กล่าวง่ายๆ คือ ครูและโรงเรียนต้องไม่เพียงจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนเท่านั้น ต้องจัดการเรียนรู้แก่พ่อแม่หรือผู้ปกครองของนักเรียนด้วย โดยที่โรงเรียนในชนบทไทยอาจเผชิญความยากลำบากยิ่งกว่านั้น กล่าวคือเกือบครึ่งของเด็กในชนบทไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับยายตาหรือย่าปู่ การชี้ชวนให้ยายตาย่าปู่เอาใจใส่การเรียนรู้ของหลานยากยิ่งกว่า ยิ่งเรื่องการเรียนรู้ความสร้างสรรค์ยิ่งยาก แต่ครูและโรงเรียนก็ต้องหาวิธีดำเนินการ และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่มีการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflective environment) ให้แก่เด็ก ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน
คำแนะนำแรกคือการอ่านหนังสือนิทานให้เด็กเล็กฟัง และชวนคิดว่าหากตัวเอกในนิทานประพฤติต่างออกไป จะเกิดอะไรขึ้น หากจะให้ตอนจบแตกต่างออกไป พฤติกรรมของตัวละครจะต้องเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เป็นต้น เป็นการสร้างนิสัยอ่านหนังสือแบบเถียงหนังสือ ซึ่งจะช่วยการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
สิ่งหนึ่งที่ครูจะต้องหาทางแก้ความเข้าใจผิดของพ่อแม่หรือยายตาย่าปู่ของเด็กคือ ความเข้าใจว่าเรื่องความสร้างสรรค์เป็นเรื่องของอัจฉริยะ (big C Creativity) ไม่ใช่เรื่องของเด็กทั่วไป (small c creativity) ที่เด็กทุกคนมีและสร้างใส่ตัวได้ ซึ่งหมายความว่าพ่อแม่ยายตาย่าปู่ ช่วยหนุนให้เด็กสร้างความคิดสร้างสรรค์ใส่ตัวได้ เขาแนะนำวิธีที่ครูแก้ความเข้าใจผิดของผู้ปกครอง โดย
- ทำให้ ๕ มิติของความสร้างสรรค์ (ช่างสงสัย มุ่งมั่น ร่วมมือ มีวินัย มีจินตนาการ) เป็นที่มองเห็นเด่นชัด
- คุยเรื่อง ๕ มิติของความคิดสร้างสรรค์กับพ่อแม่ยายตาย่าปู่
- ชวนผู้ปกครองประเมินระดับขีดความสามารถของตนเองใน ๕ มิติของความคิดสร้างสรรค์
- ครูผู้สอนวิชา ทำหน้าที่สร้างความเชื่อแก่คนรอบข้างว่า ๕ มิติของความคิดสร้างสรรค์สำคัญพอๆ กันกับวิชา
นอกจากนั้น เขายังแนะนำวิธีสื่อสารกับผู้ปกครอง ดังนี้
- เมื่อเขาบอกว่า “ฉันทำไม่ได้” ให้แก้เป็น “ฉันยังทำไม่ได้”
- เมื่อดูทีวีกับเด็ก ชวนเด็กตั้งคำถามและหาคำตอบ
- ชวนเด็กคิดหาความสัมพันธ์ระหว่างของสองสิ่งที่แตกต่างกัน
- พาเด็กไปชมพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ชมการละเล่น เพื่อหาสิ่งกระตุ้นการพูดคุยเชิงสร้างสรรค์
ในกรณีของครูไทยในชนบท ผมขอแนะนำยุทธวิธี “ชมรมยายตาย่าปู่เลี้ยงดูหลานนักสร้างสรรค์” ให้มาพบปะกันทุกวันเสาร์สัปดาห์แรกของเดือน ให้ผู้มีวิธีการที่ดีเล่าแก่คนอื่นๆ ว่าตนทำอย่างไร ได้ผลอย่างไร โดยอาจให้หลานตัวเล็กมาแจมด้วย
ประสบการณ์ในกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
กิจกรรมเสริมหลักสูตรช่วยการเรียนรู้อย่างน้อย ๓ ประการ (๑) เพิ่มความกระจ่างต่อหลักการที่เรียนในห้องเรียน (๒) เข้าใจลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น (๓) พัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์
นอกจากนั้น กิจกรรมเสริมหลักสูตรยังช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์แบบใหม่ (ที่ต่างจากปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียน) ระหว่างนักเรียนกับครู และระหว่างนักเรียนด้วยกัน รวมทั้งประสบการณ์แบบใหม่อาจช่วยเปิดช่องให้เข้าใจบางสิ่งด้วยมุมมองใหม่ๆ รวมทั้งได้มีโอกาสลงมือทำและเรียนรู้สิ่งที่ตนสนใจหรือชอบเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเป็นโอกาสที่ไม่มีในกิจกรรมในหลักสูตร
เขาเสนอให้ใช้ “กฎการทำสิ่งยาก” (The Hard Thing Rule) ของ Angela Duckworth (๘) ซึ่งมีหลักการคือ (๑) ทุกคนในบ้านต้องเสนอผลการทำสิ่งยากทุกวัน (๒) มีข้อยกเว้นตามฤดูกาลหรือวงจรการทำงานหรือการเรียน (๓) แต่ละคนเลือกสิ่งยากเอง (๔) เมื่อเรียนชั้นมัธยม ต้องเลือกทำกิจกรรมอย่างน้อย ๑ ชิ้นที่ทำต่อเนื่องอย่างน้อย ๒ ปี
ผมมีความเห็นว่า “กฎการทำสิ่งยาก” มีความจำเป็นมากสำหรับนักเรียนและครูไทย
เรียนให้บริการ (service learning)
นอกจากเป็นเครื่องมือให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมในสถานการณ์จริงแล้ว การเรียนแบบให้บริการยังเป็นเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และช่วยให้นักเรียนได้บ่มเพาะจิตสาธารณะขึ้นในตน ผมเล่าเรื่อง co-curricular activities (CCA) ของโรงเรียนมัธยมในสิงคโปร์ไว้ที่ (๙)
ครูต้องมีขีดความสามารถในการออกแบบ หรือส่งเสริมการเรียนให้บริการแก่ศิษย์ มีตัวอย่างของโรงเรียนไทยมากมาย เช่น (๑๐) (๑๑) หลักการสำคัญคือ ต้องหวังผลในระดับเดียวกันกับการปฏิบัติงานจริง
ฝึกทำงานจริง (work placement)
สำหรับโรงเรียนที่มีเป้าหมายเตรียมนักเรียนออกไปทำงาน การเตรียมนักเรียนให้ได้ฝึกงานในสถานประกอบการที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ โดยครูต้องช่วยฝึกวิธีเขียนประวัติให้น่าสนใจ รวมทั้งวิธีเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้รับการคัดเลือก
ครูควรช่วยฝึกนักเรียนให้รู้จักเลือกสถานประกอบการที่จะให้ประโยชน์จากการฝึกงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมทั้งได้ฝึกพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยร่วมกันตั้งคำถาม (๑) การฝึกงานนั้นๆ จะช่วยให้ได้งอกงามความคิดสร้างสรรค์มากน้อยเพียงใด (๒) ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องใส่ใจของคนรอบข้างในการฝึกงานหรือไม่ หากนักเรียนได้รับคัดเลือก (๓) นักเรียนจะมีโอกาสแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนเองหรือไม่
หลังจากนักเรียนฝึกงานจบ กลับมาเรียนต่อ ครูควรชวนนักเรียนทำกิจกรรมสะท้อนคิดหรือ AAR ว่าการไปฝึกงานช่วยให้นักเรียนได้ฝึกพัฒนาความสร้างสรรค์ในแง่ใดบ้าง และนักเรียนควรหาโอกาสฝึกเพิ่มเติมด้านใด อย่างไร เพื่อเตรียมตัวสู่ชีวิตการทำงาน
ทำงานอาสาสมัคร
งานอาสาสมัครในชุมชนมีทั้งที่เอื้อการเรียนรู้สูงต่อนักเรียน และที่นักเรียนไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไร เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาความสร้างสรรค์ ครูและโรงเรียนควรร่วมมือกับชุมชนและสถานประกอบการในชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดระบบงานอาสาสมัครให้มีส่วนที่มีกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือที่ต้องเผชิญปัญหาและแก้ปัญหาในกระบวนการทำงาน
เช่นเดียวกับการฝึกงานจริง ครูควรช่วยเอื้อให้ศิษย์ได้เกิด “visible learning” คือให้มีเป้าหมายการเรียนรู้จากการไปทำงานอาสานั้น และได้สะท้อนคิดเป็นระยะๆ ว่าตนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้นั้นๆ เพียงไร และจะปรับปรุงการทำงานให้บรรลุทั้งเป้าหมายงานและเป้าหมายการเรียนรู้อย่างไร
ทัศนาจร
ผมเล่าเรื่องที่ครู Rafe Esquith เขียนเล่าในหนังสือ Teach Like Your Hair’s On Fire จัดการเรียนโดยกิจกรรมทัศนาจรแก่นักเรียนชั้น ป. ๕ อายุ ๑๐ ขวบ ไว้ที่ (๑๒) อ่านรายละเอียดได้ในหนังสือแปล ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ ซึ่ง ดาวน์โหลด ได้ฟรีที่ (๑๓)
กิจกรรมทัศนาจรช่วยการเรียนรู้ฝึกฝนความสร้างสรรค์ได้มาก เพราะนักเรียนได้ไปสัมผัสสิ่งแปลกใหม่ ครูควรใช้โอกาสนี้สร้างเงื่อนไขให้นักเรียนได้ทั้งสนุกและได้เรียน และได้เรียนทั้งสาระวิชาและขีดความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสร้างสรรค์ เช่นทำความตกลงให้นักเรียนฝึกสร้างชิ้นงาน “การเขียนสร้างสรรค์” จากการไปทัศนาจรครั้งนั้น โดยนักเรียนแต่ละคนเลือกประเด็นของตนเอง
ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินการตาม ๕ ประเด็นหลักในตอนนี้ สามารถปรับให้เกิดผลต่อการพัฒนาสมรรถนะอื่นๆ ได้ด้วย
วิจารณ์ พานิช
๗ พ.ย. ๖๔