หนังสือ Sustainable. Resilient. Free. : The Future of Public Higher Education (2020)  เขียนโดย John Warner  บอกว่าอุดมศึกษาของของรัฐในสหรัฐอเมริกา เดินผิดทางมาราวๆ ๓๐ ปี   

ผู้เขียนเป็นนักเขียน และบรรณาธิการ ผู้เคยทำงานเป็นอาจารย์ลูกจ้างชั่วคราวในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของรัฐ ๕ แห่งเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี   ให้ภาพของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐในสหรัฐอเมริกา    ที่เราไม่คุ้นเคย    และเมื่อผมอ่านก็ตกใจ  ไม่คิดว่าสภาพของการจ้างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยชั้นนำแบบที่เราคุ้นเคย    จะมีสภาพเช่นนั้น   

ท่านเป็นอาจารย์สาขามนุษยศาสตร์ สอนด้านภาษา หรือด้านการเขียน   หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการสะท้อนชีวิตของอาจารย์สาขานี้ในมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ชั้นนำ  ไม่ใช่มหาวิทยาลัยวิจัย    การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเปิดหูเปิดตาผมมาก   

และทำให้ผมคิดว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศไทย อยู่ในสภาพที่ดีกว่าที่ John Warner เคยทำงานอย่างมากมาย    รวมทั้งค่าตอบแทนอาจารย์ระดับ instructor ที่เขาทำสัญญาจ้างเป็นรายปี ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ คือไม่ถึงปีละ ๓ หมื่นเหรียญ   

ข้อเสนอของผู้เขียนคือ มหาวิทยาลัยของรัฐต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้เยาวชนมีพื้นฐานการศึกษาเพื่อชีวิตที่ดี    โดยท่านเสนอให้เลิกเก็บค่าเล่าเรียน    ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยของรัฐก็ไม่เก็บค่าเล่าเรียน   อย่างเช่นระบบอุดมศึกษาของรัฐแคลิฟอร์เนียไม่เก็บค่าเล่าเรียนจนถึง ค.ศ. 1968    และในปี 1985 ค่าเล่าเรียนที่เขาเก็บจากนักศึกษาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เพียงปีละ ๑,๒๙๖ เหรียญ   เทียบค่าเงินตอนนี้เท่ากับ ๓,๑๐๕ เหรียญเท่านั้น   ต่างจาก ๑๔.๐๐๐ เหรียญในปีการศึกษา 2019 – 2020 มากมาย     

รอยด่างของมหาวิทยาลัยของรัฐเริ่มจากสมัย ปธน. เรแกน แห่งพรรครีพับลิกัน ที่นำเอาระบบตลาดและการแข่งขันเข้าสู่มหาวิทยาลัยของรัฐ   มีท่าทีต่อนักศึกษาในฐานะ “ลูกค้า” (customer)    ให้นักศึกษา “ลงทุน” (invest) เรียนอุดมศึกษาเพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง    โดยกู้เงินจ่ายค่าเล่าเรียน  มีผลให้บัณฑิตแต่ละคนจบออกไปพร้อมหนี้สินก้อนโต   เขาให้ตัวเลขหนี้กู้เรียนทั้งประเทศรวม ๑.๖ ล้านล้านเหรียญ (๕๒.๘ ล้านล้านบาท)     

ที่ก่อผลร้ายมากคือมีผลให้สถาบันอุดมศึกษาแข่งขันกันแย่งนักศึกษาจากต่างรัฐ   เพราะมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีอัตราค่าเล่าเรียน ๓ อัตราที่แตกต่างกันมาก คืออัตราที่เรียกเก็บจาก resident (นักศึกษาที่เป็นพลเมืองของรัฐนั้นๆ),  non-resident (นักศึกษาจากต่างรัฐ),  และ foreign students (นักศึกษาจากต่างประเทศ)    หนังสือเล่าว่า มหาวิทยาลัยของรัฐในอเมริกาจะเข้มงวดการรับ นศ. จากภายในรัฐ    หันไป “ส่งเสริมการขาย” ดึงดูดนักศึกษาจากต่างรัฐ เพื่อหารายได้   ในหลายกรณีโดยลงทุนด้านความหรูหราฟุ่มเฟือยของชีวิตในมหาวิทยาลัย   

เป็นนโยบายที่เป็นมิจฉาทิฐิ   สู่ธุรกิจอุดมศึกษา มุ่งแสวงรายได้เป็นหลัก   

เขาชี้ให้เห็นว่า นโยบายการตลาดการแข่งขันนอกจากทำลายมหาวิทยาลัยแล้ว ยังทำลายระบบสุขภาพ  และระบบหนังสือพิมพ์ ของประเทศ  ที่จริงเขาวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของนโยบายทุนนิยมที่ใช้กับสถาบันอุดมศึกษาอีกมาก    แต่ผมจะไม่ลงรายละเอียดเหล่านั้น    ขอสรุปตรงไปที่ชื่อบันทึกของผม และชื่อหนังสือ   คือเขาเสนอให้สถาบันุดมศึกษาของรัฐระดับ ๒ ปี และ ๔ ปี เลิกเก็บค่าเล่าเรียน    ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งประเทศ (ซึ่งรับนักศึกษาร้อยละ ๑๗ ของทั้งประเทศ) ขาดรายได้ปีละ ๗.๙ หมื่นล้านเหรียญ    โดยเขามีตัวเลขว่า ในปี 2016 รัฐบาลกลางจ่ายเงิน ๙.๑ หมื่นล้านเหรียญสนับสนุน “กิจกรรมที่ส่งเสริมให้มีการเข้าเรียนอุดมศึกษา”   ที่สามารถเอาไปจ่ายแทนนักศึกษาได้ แล้วยังมีเงินเหลืออีกปีละ ๑.๒ หมื่นล้าน 

ที่จริง สาระหลักของหนังสือเล่มนี้คือ อนาคตของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ    ที่จะต้อง “เปลี่ยนโฉม” วิธีทำหน้าที่หลัก   เพื่อหนุนให้นักศึกษาพัฒนาตนเองไปมีชีวิตที่ดีในโลกที่เพียง ๑๕ ปีข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นไร    เขาเสนอเรื่องความสัมพันธ์ที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันของนักศึกษา อาจารย์ และสถาบันอุดมศึกษา   ที่สถาบันต้องปรับตัวมากมาย   

ย้ำนะครับว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องมหาวิทยาลัยของรัฐในสหรัฐอเมริกา    ที่ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยสอน    รับ นศ. รวมกันราวๆ ร้อยละ ๑๗ ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด   ที่เขามีรายละเอียดชี้ให้เห็นความเสื่อมโทรมในการทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่ประชาชน   เพราะถูกระบบการเมืองกำหนดให้ทำงานภายใต้ระบอบธุรกิจ หวังให้การแข่งขันนำไปสู่คุณภาพและประสิทธิภาพ   ซึ่งเป็นนโยบายที่ผิดพลาด 

หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะเห็นความถดถอยของคุณภาพอุดมศึกษาในสังกัดของรัฐในอเมริกา อย่างน่าเศร้าใจ    โดยที่สถาบันเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยสอน   สภาพการทำงานของอาจารย์กว่าร้อยละ ๘๐ เป็นลูกจ้าง ทำสัญญาจ้างเป็นรายปี   เงินเดือนต่ำอย่างน่าตกใจ คือราวๆ ปีละ ๓ หมื่นเหรียญหรือต่ำกว่า     ผู้เขียนเคยเป็นอาจารย์แบบนี้อยู่กว่า ๒๐ ปี ใน ๕ สถาบัน    โดยทำงานอื่นคู่ไปด้วยเพื่อหารายได้เสริม   ซึ่งในที่สุดงานรองก็กลายเป็นงานหลักและเลิกเป็นอาจารย์   

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงราวๆ สามสิบปีที่ผ่านมาคือ   สถาบันเหล่านี้มีคุณภาพผลงานต่ำมาก ทั้งอัตราเรียนจบต่ำ และคุณภาพบัณฑิต   รวมทั้งนักศึกษาและบัณฑิตเป็นหนี้ก้อนโต (หนี้กู้เรียนของบัณฑิตอเมริกันทั้งหมด ๑.๖ ล้านล้านเหรียญ)    โดยเขาบอกว่า รากเหง้าของปัญหาคือ การผลักสถาบันอุดมศึกษาเข้าสู่การจัดการแบบระบบธุรกิจแข่งขัน     และลดเงินสนับสนุนจากรัฐ    ที่เริ่มโดยรัฐบาลพรรครีพับลิกัน สมัย ปธน. โรนัล เรแกน    นำไปสู่สภาพปลาใหญ่กินปลาเล็กในอุดมศึกษา   และใบปริญญาคลายความศักดิ์สิทธิ์ลงไปเรื่อยๆ   

ตามมาด้วยการจัดลำดับสถาบันอุดมศึกษา ที่ริเริ่มโดย นสพ. US News and World Report ในปี 1983  ที่เป็นตัวทำลายคุณภาพอุดมศึกษา   สถาบันอุดมศึกษาหันไปแข่งกันทำธุรกิจหารายได้จากการศึกษา    แทนที่จะเน้นแข่งกันที่ที่คุณภาพของการเรียนการสอน   

สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ตามรูปแบบปัจจุบัน ล้มเหลวในการทำหน้าที่ยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน   

หนังสือ Sustainable. Resilient. Free. : The Future of Public Higher Education บอกว่า การแข่งขันเป็นสิ่งผิดสำหรับการศึกษา    แต่ผมคิดว่า ที่ก่อผลร้ายคือแข่งกันผิดเป้า    แทนที่จะแข่งกันที่คุณภาพการศึกษา  กลับแข่งกันที่การทำรายได้    และระบบกำกับดูแลของรัฐก็ขาดความสามารถ    เพราะแทนที่จะใช้กลไกรัฐเข้าแทรกแซง    กลับปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน             

 บทเรียนสำคัญสำหรับอุดมศึกษาไทยคือ    อย่าหลงเดินตามอเมริกา   

วิจารณ์ พานิช

๕ ธ.ค. ๖๔