สินสอดของหมั้นสำหรับการแต่งงาน


แต่งงาน คือแต่งให้มีการมีงานทำเพื่อความมั่นคงของครอบครัว เพราะคนที่ยังไม่แต่งงาน ถือว่าเป้าหมายชีวิต ยังไม่ชัดเจนดีพอ เป็น เสมือนไม้หลักปักเลน ไม่แน่นอน ชีวิตยังมีเป้าหมายไม่ชัดเจนดี เคว้งคว้างลอยไปตามลมหรืออากาศ แล้วแต่ใจคิดจะทำ เพราะไม่มี เจตจำนงในการสร้างครอบครัว ยกเว้นแต่ผู้สละจากทางโลก หรือ นักบวช นักพรตเท่านั้น ในอนาคต คิดว่า การกำหนดค่าสินสอดเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการแต่งงาน หรือก่อหนี้ กรณีฝ่ายญาติเจ้าบ่าว อาจไม่มีเงินมาก อาจจะไปกู้เงินเป็นจำนวนมากมาเพื่อเป็นสินสอด นั้นเท่ากับว่าสร้างหนี้ก่อนแต่งงานแล้ว อาจจะทำให้ครอบครัวเจ้าบ่าวเดือดร้อน อาจจะมีการบูรณาการในการหาสินสอด โดยที่ฝ่ายหญิงอาจจะช่วยแบ่งเบาภาระก็อาจจะมี เช่น ช่วยกันหา เพราะทั้งคู่ก็รักและชอบพอกันแล้ว คือเอาคนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เอาเงินเป็นสำคัญ เพราะถ้าฝ่ายเจ้าสาวพิจารณาแล้วเห็นว่า ฝ่ายชายเป็นคนดี ขยันในการทำมา หากิน ไม่ใช่คนขี้เหล้าเมายา คงจะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ก็อาจจะไม่ให้ความสำคัญว่าสินสอดนั้นจะมีเท่าไร คงจะเป็นสินสอดแบบพอเพียง พอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้นกันในตัวที่ดี และเพื่อศักดิ์ศรีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนของครอบครัว นั้น คือจุดใหญ่ใจความ....ที่ฝ่ายเจ้าสาวและเจ้าบ่าวต้องคำนึง

สินสอดของหมั้นสำหรับการแต่งงาน

 

สินสอดของหมั้นสำหรับการแต่งงาน

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

      การแต่งงานหรือสมรส

      แต่งงาน คือแต่งให้มีการมีงานทำเพื่อความมั่นคงของครอบครัว

เพราะคนที่ยังไม่แต่งงาน ถือว่าเป้าหมายชีวิต ยังไม่ชัดเจนดีพอ เป็น

เสมือนไม้หลักปักเลน ไม่แน่นอน  ชีวิตยังมีเป้าหมายไม่ชัดเจนดี

เคว้งคว้างลอยไปตามลมหรืออากาศ แล้วแต่ใจคิดจะทำ เพราะไม่มี

เจตจำนงในการสร้างครอบครัว ยกเว้นแต่ผู้สละจากทางโลก หรือ

นักบวช นักพรตเท่านั้น

      สมรส  คือมีรสเสมอกัน นั้น คือ ผู้ที่จะสมรสกันได้ต้องผ่านการศึกษา

ใจคอของกันและกันมาเป็นอย่างดีแล้ว และมั่นใจได้ว่า คงไปกันได้

จนถือไม้เท้ายอดทอง ไม่กระบองยอดเพชร ทำนองนั้น

 

สินสอดของหมั้น คืออะไร ?

         สินสอดของหมั้น หรือ สินสอดทองหมั้น ก็เรียก เพราะปัจจุบัน

การหมั้นกัน มักนิยมเอาทองมาเป็นของหมั้น จึงเรียนว่า สินสอดทองหมั้น

         สินสอด แยกได้เป็น

         สิน  คือ  เงิน ทรัพย์ มักใช้คู่กับคำว่า ทรัพย์ เป็น ทรัพย์สิน หรือสินทรัพย์

 

         สอด คือใส่เข้าไป แทรกเข้าไป.

           รวมความแล้ว คือเงินหรือทรัพย์เพื่อใช้เพื่อการสมรส (ภาษาปาก บางคนพูดตลก ๆ ว่า เงินเพื่อที่จะได้สอดนั้นเอง)

          สินสอด สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นเงินที่ฝ่ายชายเตรียมมาให้พ่อแม่เจ้าสาวเพื่อจะได้แต่งงานหรือสมรสกัน และเพื่อเป็นหลักประกันว่า ฝ่ายชายมีศักยภาพหรือความสามารถพอที่จะเลี้ยงดูฝ่ายหญิงได้ไหม เป็นการวัดกันในเบื้องต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ฝ่ายหญิง หรือเจ้าสาว

         เพราะ คำว่า “ภรรยา” หรือ “ภริยา”   มาจากรากศัพท์  ภร  ธาตุ คือเลี้ยงดู หมายถึง ผู้อันสามีพึงเลี้ยงดู (คนใดอันเขาพึงเลี้ยงดู คนนั้นชื่อว่าภรรยา) นี้คือค่านิยมสมัยบรรพบุรุษของเรา เขามีมุมมองอย่างนั้น

         ของหมั้น  คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชาย หรือเจ้าบ่าว ให้ฝ่ายหญิง

หรือเจ้าสาวไว้ เพื่อเป็นข้อตกลง หรือหลักประกันว่า จะแต่งงานกัน

ในอีกไม่นานตามที่ได้กำหนดวันหรือหาฤกษ์ร่วมกันไว้แล้ว

          อนึ่ง คำว่า “สินสอด” ตามความหมายของราชบัณฑิตยสถาน 2554

สินสอด คือ “เงินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่บิดามารดาของหญิงที่ตนขอแต่งงานด้วย โบราณเรียกว่า ค่าน้ำนมข้าวป้อน” โดยการมอบสินสอดนั้น มอบเพื่อขอบคุณที่เลี้ยงดูฝ่ายเจ้าสาว เป็นการตอบแทนพ่อแม่ของฝ่ายเจ้าสาวที่ยอมยกลูกสาวให้ อีกทั้งยังเป็นหลักประกันความมั่นคงของทางฝ่ายชายว่าจะสามารถเลี้ยงดูเจ้าสาวได้ หรือหากต้องเลิกรากัน ก็ยังมีค่าสินสอดนี้ไว้ให้ฝ่ายหญิงเลี้ยงดูตัวเอง

ธรรมเนียมการให้สินสอดเป็นมาอย่างไร

          ในประเทศไทยนั้นมีธรรมเนียมเรียกค่าสินสอด เพราะว่ามักจะเป็น

การแต่งงานด้วยการคลุมถุงชน จึงทำให้ฝ่ายหญิงต้องเรียกค่าสินสอดไว้ก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าฝ่ายชายจะไม่หนีงานแต่ง อีกทั้งเมื่อก่อนฝ่ายหญิงยังต้องพึ่งพาผู้ชายเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องเรียกสินสอดไว้เพื่อความมั่นใจ แต่ในปัจจุบันนั้น การเรียกสินสอดมักเรียกเพื่อแสดงฐานะและความมั่นคงของฝ่ายชาย และให้เหมาะสมกับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ของทางฝ่ายหญิง นี่เองจึงเป็นประเด็นที่บางคนมองว่า วัดคุณค่าของผู้หญิงด้วยเงิน

           แต่ในทางกฎหมาย ใช่ว่าฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายเสียเพียงฝ่ายเดียว เพราะฝ่ายชายสามารถเรียกคืนสินสอดจากฝ่ายหญิงได้ หากงานแต่งงานไม่สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากความผิดของฝ่ายหญิง

           อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมการให้สินสอดนั้นไม่ได้มีแต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่อารยธรรมยิ่งใหญ่ของโลกอย่างอียิปต์โบราณ เมโสโปเตเมีย ฮิบรู แอซเท็ก อินคา และกรีกโบราณ ก็มีธรรมเนียมการให้ “ค่าตอบแทนการสมรส” มาตั้งแต่สมัย 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล หากแต่ต่างกันเล็กน้อยด้วยวัฒนธรรมและธรรมเนียมของแต่ละประเทศ

           ปัจจุบันแม้หลายครอบครัวจะไม่รับสินสอด หรือคืนสินสอดให้คู่บ่าวสาว ก็อาจจะมี แต่ก็ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมและค่านิยมของคนไทยคือ “ต้องมี” สินสอด เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับทางผู้ใหญ่ เรียกว่าการแต่งงานไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน จนขนาดที่ว่ามีธุรกิจการเช่าสินสอดขึ้นมาเลยทีเดียวก็มี

  

สินสอดมีไว้ทำไม?

          มีไว้เพื่อเป็นค่าตอบแทนการสมรส (marriage payment/transaction)

            คือการให้ทรัพย์สินเพื่อตอบแทนการยินยอมสมรส ค่าตอบแทนการสมรสปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของเกือบทุกสังคม ย้อนหลังไปตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล

          อารยธรรมยิ่งใหญ่ของโลกอย่างอียิปต์โบราณ เมโสโปเตเมีย

ฮิบรู แอซเท็ก อินคา และกรีกโบราณ ล้วนมีธรรมเนียมให้ค่าตอบแทนสำหรับการสมรสทั้งสิ้น

         อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมดังกล่าวไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันหมดในทุกสังคม

         ค่าตอบแทนการสมรสแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดเป็นผู้จ่ายและฝ่ายใดเป็นผู้รับ

        ในกรณีที่ฝ่ายชายเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ฝ่ายหญิง จะเรียกทรัพย์สินส่วนที่มอบให้ ‘ครอบครัวเจ้าสาว’ ว่า “ราคาเจ้าสาว” (bride price) ซึ่งก็คือ “สินสอด” ที่คนไทยรู้จักกันดี ส่วนทรัพย์สินที่มอบให้ ‘เจ้าสาว’ โดยตรงนั้น เรียกว่า “ดาวเวอร์” (dower) หรือ “ทองหมั้น” ตามธรรมเนียมไทยนั่นเอง ทั้งนี้ เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้รับจะเป็น ‘ครอบครัวเจ้าสาว’ มากกว่าที่จะเป็นตัวเจ้าสาวโดยตรง จึงเรียกค่าตอบแทนที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงอย่างกว้างๆ ว่า “ราคาเจ้าสาว” หรือ “ทองหมั้น”

            อีกรูปแบบหนึ่งของค่าตอบแทนการสมรส คือกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายให้ค่าตอบแทน และมีฝ่ายชายเป็นผู้รับ โดยเรียกทรัพย์สินส่วนที่มอบให้ ‘ครอบครัวเจ้าบ่าว’ ว่า “ราคาเจ้าบ่าว” (groom price) และเรียกทรัพย์สินส่วนที่ให้แก่ ‘เจ้าบ่าว’ โดยตรงว่า “ดาวรี” (dowry)

               อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ให้ค่าตอบแทนนั้น ผู้รับส่วนใหญ่คือตัวเจ้าบ่าวเอง ไม่ใช่ครอบครัว โดยทั่วไป จึงเรียกค่าตอบแทนที่ฝ่ายหญิงมอบให้ฝ่ายชายรวมกันเป็น “ดาวรี”

               ควรกล่าวด้วยว่า แต่เดิม ดาวรีคือการให้ทรัพย์สินติดตัวแก่ ‘เจ้าสาว’ โดยครอบครัวฝ่ายหญิง ซึ่งปรากฏทั้งในอาณาจักรโรมัน ไบแซนไทน์ ยุโรปยุคกลาง รวมไปถึงบราซิลในช่วงทศวรรษที่ 17-18

               อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ฝ่ายชายจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ส่งผลให้ในระยะยาว ความหมายและลักษณะการให้ดาวรีจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นทรัพย์สินซึ่งให้แก่ฝ่ายหญิง กลายมาเป็นทรัพย์สินซึ่งให้แก่ฝ่ายชายในที่สุด

              ในปัจจุบัน เรายังคงพบเห็นการให้ค่าตอบแทนการสมรส ทั้ง

การให้ราคาเจ้าสาวและดาวรีได้ทั่วไป โดยประเทศที่มีการให้ราคาเจ้าสาวโดยฝ่ายชาย ได้แก่ ประเทศที่เคยอยู่ใต้อิทธิพลของอาณาจักรออตโตมัน เช่น อิรัก ตุรกี อียิปต์, ประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากจีน เช่น ไต้หวัน ไทย รวมถึงจีนเอง และประเทศในแอฟริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอฟริกาใต้สะฮารา (Sub-Saharan Africa) ส่วนธรรมเนียมการให้ดาวรีแก่ฝ่ายชายนั้น แพร่หลายในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ และปากีสถาน

                 เป็นที่น่าสังเกตว่า ธรรมเนียมการให้ค่าตอบแทนการสมรสในบางพื้นที่ เช่น ยุโรปตะวันตก และยุโรปตะวันออก ได้เลือนหายไปจากสังคมแล้ว ในขณะที่ปัจจุบัน การให้ค่าตอบแทนการสมรสยังคงแพร่หลายอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

 

ตัวอย่าง "ค่าสินสอด" 5 ประเทศ

              สำหรับประเทศไทยเรา เรื่องธรรมเนียมค่าสินสอด ถูกสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แต่ในต่างประเทศ อย่างทางฝั่งยุโรป ไม่มีธรรมเนียมเรื่องค่าสินสอดทองหมั้น แต่จะมีวัฒนธรรม Dowry  คือทรัพย์สินที่พ่อแม่ฝ่ายหญิง มอบให้ลูกสาว มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และในยุคกลาง รวมถึง ประเทศทางเอเชีย อย่าง จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ก็เริ่มหมดค่านิยมตรงนี้ไป

               ส่วนในทวีปแอฟริกา เอเชียตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออก และ ตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงมีสินสอดอยู่ในหลายประเทศ ซึ่งก็มีทั้งวัฒนธรรมสินสอดเจ้าสาวให้เจ้าบ่าว และ เจ้าบ่าวให้เจ้าสาว

             ตัวอย่างมูลค่าสินสอด จาก 5 ประเทศ

1. จีน

          จากเดิมที่ธรรมเนียมการมอบสินสอดให้ฝ่ายหญิง เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานของจีน ตอนนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ คือปัญหาขาดแคลนเจ้าสาว เพราะเงินค่าสินสอด มีการตั้งมูลค่าไว้พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในชนบท

           ยกตัวอย่าง หมู่บ้านต่านหลิว ของมณฑลหูเป่ย ที่ตั้งค่าสินสอดไว้สูงว่ารายได้เฉลี่ยต่อปีของคนในหมู่บ้านสูงถึง 5 เท่า  อยู่ที่ 3.8 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท

          สินสอดเจ้าสาวในหลายมณฑลจีน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994-2013

เสฉวน +272% = 142,000 บาท

เจียงซู +143% = 947,000 บาท

เหลียวหนิง +550% = 1,184,000 บาท

           เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ทางรัฐบาลท้องถิ่นของหมู่บ้านต่านหลิว มณฑลหูเป่ย และอีกหลายหมู่บ้าน ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน จึงออกกฎข้อบังคับใหม่ จำกัดค่าสินสอด ให้ไม่เกิน 9.5 หมื่นบาท หากเกินกว่านี้ จะถือว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์

            ทางการเมืองไถเฉียน มณฑลเหอหนานทำการออกคู่มือการแต่งงาน แนะนำว่าผู้หญิงไม่ควรเรียกว่าสินสอดเกิน 60,000 หยวน หรือ 310,000 บาท และการจัดงานแต่งก็ไม่ควรหรูหราฟู่ฟ่าจนเกินไป

 

2. ญี่ปุ่น

           เงินค่าสินสอดตามธรรมเนียมประเทศญี่ปุ่น มี 2 ประเภท คือ พิธีสินสอดแบบเป็นทางการ และ พิธีสินสอดแบบย่อ

          สินสอดแบบเป็นทางการ คือ การที่คนกลางหรือแม่สื่อพ่อสื่อนำสินสอดทองหมั้นทั้ง 9 ชิ้น ส่งให้ครอบครัวทั้งสองฝ่าย ปัจจุบันรูปแบบนี้มีลดลงแล้ว มีปฏิบัติกันในบางพื้นที่

          โดย เครื่องสินสอด 9 ชิ้น ได้แก่

          นางะโนะชิ แบบยาว หมายถึงอายุยืน

          คิงโปะอุดึทสึมิ กระเป๋าเอาไว้ใส่เงินสินสอด

          คะทสึโอะบุชิ ปลาคะทสึโอะบุชิ หมายถึงความมีอำนาจของฝ่ายชาย

         สุรุเมะ ปลาหมึกตามแห้ง สุรุเมะ หมายถึงความสุขชั่วกัลปาวสาน

         โคงบุ สาหร่ายโคงบุ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองของลูกหลาน

         โทะโมะชิระงะ ตุ๊กตายายแก่ตาแก่ผมหงอก หมายถึง เป็นสามีภรรยากันจนแก่หัวหงอกหรือถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนั่นเอง

         สุเอะฮิโระ พัดกระดาษ-สุเอะฮิโระ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรื่องแผ่กระจายไปทั่วสารทิศ

          ยานะงิดารุ ถังเหล้ายานะงิดารุ หมายถึง ความกลมเกลียวปรองดองกันในครอบครัว

          สินสอดพิธีแบบย่อ คือ ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจะไปจัดพิธีกันที่บ้านของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือที่โรงแรม หรือ ภัตตาคาร และทำพิธีส่งมอบสินสอดทองหมั้น เป็นพวกของที่ระลึก แหวนแต่งงาน

           ในสมัยก่อน ฝ่ายชายจะสู่ขอโดยการส่งกิโมโนเป็นของขวัญให้ฝ่ายหญิง ส่วนมูลค่าสินสอด ไม่มีกำหนดตายตัว ให้ตามกำลังฐานะของฝ่ายชาย ซึ่งฝ่ายหญิงไม่ควรคาดหวังหรือขอเพิ่ม ให้ฝ่ายชายกำหนด โดยส่วนใหญ่ มูลค่าของเงินสินสอดที่นิยมคือ 1 ล้าน - 2 ล้านเยน หรือประมาณ 300,000 - 600,000 บาท หรืออาจใช้ตัวเลขคี่ เช่น 5 แสนเยน,  7 แสนเยน หรือ 8 แสนเยน ซึ่งเป็นตัวเลขแห่งความเจริญรุ่งเรือง

 

3. อินเดีย

            อินเดียเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมการแต่งงานแบบฝ่ายหญิงเป็นผู้เลือก และเป็นฝ่ายไปสู่ขอฝ่ายชาย ที่ต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม สมฐานะกัน อยู่ในวรรณะเดียวกัน หลังจากแต่งงาน ผู้หญิงเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายชาย พร้อมปรณนิบัติทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น สามี พ่อแม่สามีญาติของสามี ต้องตื่นนอนก่อน และ เข้านอนทีหลัง ต้องอดทนทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตคู่อยู่รอด ส่วนฝ่ายชาย มีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดูแลฝ่ายหญิงไปตลอด (เหมาะสมกับที่ฝ่ายหญิงให้สินสอด)

           คนอินเดียจำนวนมากยังคงเคร่งครัดในวัฒนธรรมสินสอด ที่ฝ่ายหญิงที่หาไปให้ เหมือนเป็นการซื้อใจคู่ครอง และครอบครัวฝ่ายชายให้ดูแลลูกสาวอย่างดี โดยสินสอดนั้นคือทรัพย์สินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เงิน ทอง เพชรนิลจินดา รถยนต์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้แก่ครอบครัวหรือพ่อแม่ฝ่ายชาย บางครอบครัว มีการจ่ายค่าสินสอดโดยการชั่งน้ำหนักตัวเจ้าบ่าวโดยการใช้ทองคำ โดยค่าสินสอดจะต้องมากกว่าหรือเท่ากับน้ำหนักตัวเจ้าบ่าว

                 บ้านไหนที่ลูกสาวอายุเยอะแล้ว ฝ่ายชายก็จะเรียกค่าสินสอดที่สูงขึ้น จึงมีการแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย ๆ และด้วยค่าสินสอดที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นปัญหาใหญ่ในอินเดีย ที่ฝ่ายชายเรียกร้องสินสอดมากเกินไป ถึงแม้จะเป็นเรื่องผิกกฎหมาย ตั้งแต่ปี 2459 บางครอบครัวต้องการสินสอดเพิ่ม จนเกิดการทำร้ายร่างกาย จนมีเหตุที่ฝ่ายหญิงกดดันจนปลิดชีพตัวเองเป็นจำนวนมาก หรือโดนทำร้ายจนเสียชีวิตและยังมีความเชื่อที่ว่าผู้หญิงที่ไม่มีสามี หรือมีสามีแต่ไม่มีลูกเป็นหญิงอาภัพ การมีสามีจึงเหมือนการได้มีเทพเจ้าในบ้าน การได้มาซึ่งเทพเจ้านั้นก็จำเป็นต้องจ่ายค่าบูชาเป็นค่าสินสอดไปนั่นเอง

          นอกจาก อินเดีย ประเทศที่มีธรรมเนียมสินสอดแบบฝ่ายหญิงให้สินสอดเจ้าบ่าว ได้แก่ บังคลาเทศ เนปาล ปากีสถาน และ ศรีลังกา

 

4. เคนยา

          ประเทศเคนยา ทวีปแอฟริกา มีวัฒนธรรมการให้สินสอดมาเป็นระยะเวลานาน แต่ละพื้นที่ มูลค่าสินสอดไม่เท่ากัน ใน Kikuyu ค่าสินสอดจะประกอบด้วยสิ่งของสำหรับผู้ชาย (athuri) และสิ่งของสำหรับผู้หญิง (atumiia) เช่น แกะ วัวตัวเมีย (ที่ยังไม่มีลูก) รวมไปถึง เบียร์ที่ทำจากน้ำผึ้งสำหรับผู้สูงอายุ

           ส่วนราคาสินสอด ขึ้นอยู่กับสองฝ่ายตกลงกัน ปัจจุบันหลายครอบครัว รับสินสอดเป็นเงินแทนของที่กล่าวมาข้างต้น โดยอยู่ที่ประมาณ Ksh.500,000  หรือ 150,000 บาท

               ส่วนในชุมชนคาเลนจิน มีธรรมเนียมการให้สินสอดกับฝ่ายหญิงเป็นวัว 12 ตัว แกะ 4 ตัว และเงินอีกจำนวนหนึ่ง เช่น Ksh.100,000 หรือประมาณ 330,000 บาท ซึ่งเรื่องเงินสามารถต่อรองกันได้

 

5. ไทย

            ค่าสินสอด เป็นวัฒนธรรมที่ไทยเราสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มีความหมายถึง หลักประกัน คำมั่นสัญญา การตอบแทน แสดงถึงหน้าตา ฐานะ เกียรติ ความมั่นคง อำนาจ อาจเป็น เงิน ทอง แหวน เครื่องประดับ อาจรวมไปถึง ทรัพย์สมบัติอื่น ๆ เช่น บ้าน ที่ดิน เป็นต้น

              ในบางครั้ง ค่าสินสอด ก็สร้างความปวดหัวได้ไม่น้อย หากไม่ตกลงกันให้ชัดเจน เพราะส่วนมาก ฝ่ายหญิงมักบอกว่า ให้จัดค่าสินสอดมาตามความเหมาะสม แต่คำว่าเหมาะสม ก็ไม่ระบุจำนวนที่แน่ชัด จึงมีหลักการคำนวนค่าสินสอด เพื่อความลงตัวและสบายใจของทั้งสองฝ่าย

โดย ค่าสินสอดนั้น ขึ้นอยู่กับ ตามตกลงของทั้งสองฝ่าย

          ตามความเป็นจริงแล้ว สินสอดนั้น ไม่มีสูตรสำเร็จรูปหรือตายตัว

หรอก ที่กล่าวกันเป็นหลักหลายล้านนั้น เป็นเพียงที่จะรักษาหน้าตา หรือเกียรติศักดิ์ศรีของฝ่ายหญิงต่างหาก แล้วแต่ครอบครัวของเจ้าบ่าวกับครอบครัวเจ้าสาวจะตกลงกันได้เป็นสำคัญ เพราะเมื่อแต่งงานแล้ว

ฝ่ายชายจะต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูฝ่ายหญิงเป็นสำคัญ

         แต่เนื่องจากปัจจุบัน ฝ่ายหญิงส่วนใหญ่ก็ทำงานนอกบ้านแล้ว

ฝ่ายชายอาจจะเสียค่าสินสอดมากหน่อย อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับ

สองฝ่ายจะบริหารจัดการเพื่อไม่ให้การแต่งงานเป็นเสมือนว่า เป็น

การค้ามนุษย์ อย่างบางประเทศได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้

 

         อนึ่ง ปัจจุบัน ค่าสินสอด ถ้าเกิน 10 ล้านขึ้นไป ฝ่ายรับสินสอดจะต้องเสียภาษีร้อยละ 5 ด้วย กล่าวคือ หากมอบสินสอดให้ก่อนจดทะเบียนสมรส รวมทั้งกรณีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนด้วย ก็ต้องนำสินสอดในส่วนที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ไปเสียภาษีในอัตรา 5% แต่หากมอบให้ภายหลังจดทะเบียนสมรส รวมทั้งคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสแล้ว (อาจมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง) ก็จะคิด 5 % ในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท

           ตามพระราชบัญญัติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558 แล้ว สินสอดจะต้องคิดรวมทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ คือ เวลาคำนวณภาษีสินสอดให้รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือบ้าน เช่นมูลค่าสินสอดรวมแล้วประมาณ 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีเบื้องต้นในอัตรา 5% ของ 100 ล้าน  เท่ากับ 5,000,000 บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) ซึ่งก็อาจจะมีข้อยกเว้น

ตามที่พระราชบัญญัติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558 เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจาก บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ ไม่เกิน 20 ล้านบาท ตลอดปีภาษีนั้น เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงิน ได้ในส่วนที่ ไม่เกิน 10 ล้านบาท ตลอดปีภาษีนั้น

 

การหมั้น

           การหมั้น คือ การทำสัญญาระหว่างคู่รักว่าจะสมรสกันในอนาคต โดยต้องทำการหมั้นกันเป็นกิจจะลักษณะและเป็นที่เปิดเผยรับรู้ของบุคคลทั่วไป (แต่การสมรสไม่จำเป็นต้องมีการหมั้นก่อนเสมอไป) ซึ่งการหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายส่งมอบของหมั้นให้แก่ฝ่ายหญิง โดยของหมั้นที่ว่านี้ คือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเท่านั้น (หญิงจะมอบให้ชายไม่ได้) และจะต้องมอบให้ขณะที่ทำการหมั้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะสมรสกับฝ่ายหญิงในวันข้างหน้า 

 

เงื่อนไขการหมั้นมีอะไรบ้าง ?

1.    อายุ 

โดยชายและหญิง* ต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์จึงจะหมั้นกันได้

ถ้าต่ำกว่านั้นการหมั้นนั้นจะเป็นโมฆะ** และหากยังอายุ 17 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ (บรรลุนิติภาวะ) จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อน

2.    ความยินยอม 

โดยผู้เยาว์*** (อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์) หากจะหมั้นต้องได้รับ

ความยินยอมจาก

  • บิดาและมารดา กรณีที่ผู้เยาว์มีทั้งบิดาและมารดา
    บิดาหรือมารดา ในกรณีที่มารดาหรือบิดาตาย หรือถูกถอนอำนาจปกครอง หรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ที่ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมจากมารดาหรือบิดาทั้งคู่พร้อมกันได้ ให้ขอความยินยอมจากใครคนใดคนหนึ่งก็ได้
  • ผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม จะต้องได้รับการยินยอมจากผู้รับบุตรบุญธรรม เช่น หากมีทั้งพ่อ แม่ และผู้รับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับบุตรบุญธรรมเท่านั้นเพราะมีอำนาจปกครองบุตรแล้ว ส่วนพ่อแม่ไม่มีอำนาจปกครองบุตรแล้วเพราะได้มอบอำนาจปกครองบุตรให้แก่ผู้รับบุตรบุญธรรมแล้วจึงไม่ต้องให้ความยินยอมตามกฎหมาย
  • ผู้ปกครอง ในกรณีที่ไม่มีบุคคลก่อนหน้านี้ หรือมีแต่ถูกถอนอำนาจปกครองไปแล้ว หากการหมั้นไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลข้างต้น จะถือเป็นโมฆียะ**

3.    ของหมั้น 

เป็นสิ่งที่ต้องมีเพื่อให้การหมั้นสมบูรณ์ โดยฝ่ายชายจะต้องมอบของหมั้นให้ฝ่ายหญิง (ชายและหญิงเท่านั้นจึงจะหมั้นกันได้) ขณะทำการหมั้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้นโดยเป็นทรัพย์สินอะไรก็ได้ เช่น แหวนเพชร ทองคำ เงินสด รถ เครื่องบิน เมื่อหมั้นแล้วของหมั้นนั้นจะตกเป็นสิทธิแก่ฝ่ายหญิงทันที และฝ่ายชายอาจเรียกคืนได้หากฝ่ายหญิงผิดสัญญาไม่สมรสด้วย

 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผิดสัญญาหมั้น ?

            ถ้าคู่หมั้นของเราผิดสัญญาหมั้น เราไม่สามารถฟ้องร้องต่อศาลให้อีกฝ่ายสมรสกับเราได้  เพราะการสมรสจะต้องเกิดจากความสมัครใจ ถ้าเขาไม่รักก็บังคับเขาไม่ได้  ดังนั้น การหมั้นจึงเปรียบเหมือนสัญญาใจ แต่ไม่ได้การันตีว่าจะต้องได้จดทะเบียนสมรสเสมอไปหากอีกฝ่ายผิดสัญญาหมั้น อาจจะต้องจ่ายค่าทดแทนกรณีที่ทำให้อีกฝ่ายเกิดความเสียหาย ก็เท่านั้นเอง

 บทสรุปและวิพากษ์

            ตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเราที่มีมาแต่โบราณกาลนั้นการแต่งงาน นิยมมีสินสอด ซึ่งจะมีจำนวนเท่าไรนั้น ไม่มีข้อกำหนดตายตัวแม้บางตำราอาจจะมีการคิดสูตรมาคำนวณก็จริง แต่นั้น ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ของเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะตกลงยินยอมกัน เป็นประการสำคัญ แต่หลายครอบครัวอาจจะมองว่าเพื่อเป็นหน้าเป็นตาหรือเกียรติศักดิ์ศรีของเจ้าสาว อาจจะกำหนดสินสอดให้สมน้ำสมเนื้อ หรือดูดี แต่ก็ไม่ใช่เพื่อโอ้อวด หรืออวดมั่งอวดมีแต่อย่างไร (เพราะปัจจุบัน ถ้าสินสอดเกิน 10 ล้าน บาท ฝ่ายที่ได้เงินสินสอดต้องเสียภาษีร้อยละ 5 ด้วย) ส่วนการหมั้นนั้น การแต่งงาน อาจไม่มีการหมั้นก็ได้ เพราะหลายครอบครัว ถ้าตกลงปลงใจกันได้แล้วก็อาจให้มีการกำหนดการแต่งงานกันเลยก็มี ไม่ต้องหมั้นก็ได้ แต่ถ้ามีการหมั้น ก็จะมีสินสอดของหมั้น หรือสินสอดทองหมั้นเช่น ทองคำ แหวนเพชร หรืออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านเรือน สังหาริมทรัพย์ เช่น รถยนต์ เป็นต้น ในอนาคต คิดว่า 
การกำหนดค่าสินสอดเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการแต่งงาน หรือก่อหนี้ กรณีฝ่ายญาติเจ้าบ่าว อาจไม่มีเงินมาก อาจจะไปกู้เงินเป็นจำนวนมากมาเพื่อเป็นสินสอด  นั้นเท่ากับว่าสร้างหนี้ก่อนแต่งงานแล้ว อาจจะทำให้ครอบครัวเจ้าบ่าวเดือดร้อน อาจจะมีการบูรณาการในการหาสินสอด โดยที่ฝ่ายหญิงอาจจะช่วยแบ่งเบาภาระก็อาจจะมี เช่น ช่วยกันหา เพราะทั้งคู่ก็รักและชอบพอกันแล้ว คือเอาคนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เอาเงินเป็นสำคัญ เพราะถ้าฝ่ายเจ้าสาวพิจารณาแล้วเห็นว่า ฝ่ายชายเป็นคนดี ขยันในการทำมาหากิน ไม่ใช่คนขี้เหล้าเมายา คงจะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ก็อาจจะไม่ให้ความสำคัญว่าสินสอดนั้นจะมีเท่าไร คงจะเป็นสินสอดแบบพอเพียง พอประมาณมีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้นกันในตัวที่ดี และเพื่อศักดิ์ศรีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนของครอบครัว นั้น คือจุดใหญ่ใจความ....ที่ฝ่ายเจ้าสาวและเจ้าบ่าวต้องคำนึง

 

 

แหล่งข้อมูล

https://bit.ly/3CM6cly

https://bit.ly/30U5PZe

https://wedding.kapook.com/view245429.html

https://thestandard.co/dowry-the-problem-of-oppression-in-many-countries/

https://www.the101.world/pride-price/

https://wedding.kapook.com/view245429.html

https://www.m-culture.go.th/phatthalung/ewt_news.php?nid=3312&filename=index

https://www.sanook.com/news/8403598/

 

 


 

หมายเลขบันทึก: 693605เขียนเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2021 02:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2021 03:02 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี