โปรดอย่าลืม !!! โควิด19 กลัว “สะอาดกาย สะอาดใจ ใช้ชีวิตอย่างสำรวม ไม่ประมาท รับประทานอาหารร้อน ๆ ใช้ช้อนกลาง (ใช้ช้อนตนเอง) ล้างมือให้สะอาด ไม่ประมาท เวลาพบปะผู้คน ให้สวมแมสก์เสมอ”

ตำนานโรคร้ายแรง รอบ 300 ปี

ต้นกำเนิดโรคเอดส์มาจากลิง

ต้นกำเนิดโควิดมาจากค้างคาวใช่ไหม ?

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

ประวัติศาสตร์โรคระบาดร้ายแรงในรอบ 300 ปี

           ความจริง โรคร้ายแรง ไม่ใช่จะเกิดเฉพาะในช่วง 300 ปี

นี้เท่านั้น แต่สมัยพุทธกาลก็เคยเกิดโรคร้ายแรงมาแล้ว มีเรื่องเล่าว่า

           ในสมัยหนึ่ง เมืองเวสาลีเกิดโรคระบาด ในขณะนั้นชาวเมืองคิดว่า เมืองนี้ไม่เคยเกิดภัยพิบัติเช่นนี้ถึง ๗ รัชสมัย คือเกิดโรคระบาด ฝนแล้ง ขาดแคลนอาหาร มีคนอดอยากล้มตายมากมาย ซากศพถูกโยนทิ้งเกลื่อนกลาดนอกเมือง พวกอมนุษย์ได้กลิ่นศพก็พากันเข้ามาในเมือง ทำอันตรายคนให้ตายมากขึ้น และยังเกิดอหิวาตกโรคระบาดอีกด้วย ทำให้เมืองเวสาลีประสพภัย ๓ อย่าง ได้แก่ ทุพภิกขภัย คือ ข้าวยากหมากแพง, โจรภัย และอมนุสสภัย ผู้คนจึงกราบทูลเจ้าผู้ครองนครว่า ภัยนี้อาจเกิดจากการที่พระองค์ไม่ทรงธรรม เจ้าผู้ครองนครจึงมีรับสั่งให้ชาวเมืองประชุมกันพิจารณาหาโทษของพระองค์ แต่ชาวเมืองไม่สามารถพิจารณาหาโทษได้ ทั้งหมดจึงปรึกษากันว่าควรจะนิมนต์ศาสดาองค์หนึ่งมาดับทุกข์ภัยนี้ บางคนกล่าวว่าควรนิมนต์เดียรถีย์ บางคนกล่าวว่าควรนิมนต์พระพุทธเจ้า ในที่สุดทุกฝ่ายก็

มีความเห็นตรงกันว่า ควรนิมนต์พระพุทธเจ้าให้เสด็จมาโปรด 

             ดังนั้น จึงได้ส่งเจ้าลิจฉวีสองพระองค์มาทูลนิมนต์เพื่อระงับภัยพิบัตินั้น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จถึงเมืองเวสาลี พระอินทร์พร้อมด้วยเทพบริวารเป็นอันมากได้มาเฝ้าในสถานที่นั้น ทำให้พวกอมนุษย์ต้องหลบหนีออกจากเมือง จากนั้นพระพุทธองค์ทรงสอนพระปริตรนี้แก่พระอานนท์ และรับสั่งให้ท่านสาธยายรอบเมืองที่มีกำแพงสามชั้นตลอดสามยาม พวกอมนุษย์ที่ยังเหลืออยู่ได้หลบหนีไปหมด เพราะกลัวอานุภาพพระปริตร ครั้นอมนุษย์หนีไปและโรคระบาดสงบลงแล้ว ชาวเมืองได้มาประชุมกันที่ศาลากลางเมือง และได้นิมนต์พระพุทธองค์เสด็จมายังเมืองนี้ ในเวลานั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสรัตนปริตรนี้แก่พุทธบริษัทที่มาประชุมกันในที่นั้น 

          "รัตนปริตร" คือ ปริตรที่กล่าวถึงคุณของพระรัตนตรัย แล้วอ้างคุณนั้นมาพิทักษ์คุ้มครองให้มีความสวัสดี อนึ่ง สามคาถาสุดท้าย คือคาถา ๑๖, ๑๗, ๑๘ เป็นคาถาที่พระอินทร์ตรัสขึ้นเองโดยดำริว่า พระพุทธเจ้าทรงกระทำให้ชาวเมืองประสบสุข โดยอ้างสัจวาจาที่กล่าวถึงคุณของพระรัตนตรัย เราก็ควรจะกระทำให้ชาวเมืองประสบสุข โดยอ้างคุณของพระรัตนตรัยเช่นกัน ฉะนั้น พระอินทร์จึงได้ตรัสสามคาถาเหล่านั้น

 

คาถารัตนปริตร

ภาษาบาลีดั้งเดิม

             ๑. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ

            ภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข

            สัพเพวะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ

            อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง.

แปลเป็นภาษาไทย

           ขอเทวดาบนพื้นดินและในอากาศทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ทั้งหมด จงเป็นผู้เบิกบานใจ รับฟังถ้อยคำด้วยความเคารพเถิด

ภาษาบาลีดั้งเดิม

             ๒. ตัสฺมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ

             เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ

             ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง

             ตัสฺมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา.

แปลเป็นภาษาไทย

            ดังนั้น ขอเทวดาทั้งปวงจงฟังข้าพเจ้า จงมีเมตตาจิตในหมู่มนุษย์ เพราะเขาเซ่นพลีกรรมทั้งกลางวันและกลางคืน ท่านจงอย่าประมาท คุ้มครองพวกเขาด้วยเถิด

ภาษาบาลีดั้งเดิม

              ๓. ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา

              สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง

              นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ

              อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง

              เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

            ทรัพย์ในโลกนี้ หรือโลกอื่น หรือรัตนะอันประณีตในสวรรค์ มีสิ่งใดที่จะเสมอกับพระตถาคตนั้นไม่มีเลย ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

              ๔. ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง

              ยะทัชฌะคา สักฺยะมุนี สะมาหิโต

              นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ

              อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง

              เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

           พระศากยมุนีผู้มีพระทัยตั้งมั่น ทรงบรรลุธรรมอันสิ้นกิเลสปราศจากราคะ ไม่ตาย และประณีต มีสิ่งใดที่จะเสมอด้วยพระธรรมนั้นไม่มีเลย ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระธรรม ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

              ๕. ยัง พุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง

              สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ

              สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ

              อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง

              เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

            พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงสรรเสริญสมาธิอันผ่องแผ้ว นักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญสมาธิอันประเสริฐที่ให้ผลทันที มีสิ่งใดที่จะเสมอด้วยสมาธินั้นไม่มีเลย ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระธรรม ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี.

ภาษาบาลีดั้งเดิม

              ๖. เย ปุคคะลา อัฎฐะ สะตัง ปะสัตถา

              จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ

              เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา

              เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ

              อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง

              เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

             พระสาวกของพระสุคตเจ้า ผู้เป็นพระอริยบุคคล ๘ จำพวก อันแบ่งเป็น ๔ คู่ ที่สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทาน ทานที่ถวายแก่พระอริยบุคคลเหล่านั้นมีผลมาก ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระสงฆ์ ด้วยวาจาสัจนี้ ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

              ๗. เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ

              นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ

              เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ

             ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา

              อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง

              เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

              พระอรหันต์ผู้บำเพ็ญเพียรด้วยจิตอันเข้มแข็งในพระศาสนาของพระโคดม เป็นผู้ปราศจากกิเลส ผู้เข้าถึงอมตธรรม ผู้บรรลุพระนิพพาน และผู้เสวยสันติสุข ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระสงฆ์ ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

        ภาษาบาลีดั้งเดิม

           ๘. ยะถินทะขีโล ปะฐะวิสสิโต สิยา

              จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย

              ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ

              โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ

               อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง

               เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

                  พระตถาคตตรัสเปรียบสัตบุรุษผู้เห็นแจ้ง เข้าถึงพระอริยสัจสี่ว่าเหมือนกับเสาใหญ่ปักลงดิน อันไม่ไหวติงเพราะแรงลมทั้งสี่ด้าน ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระสงฆ์ ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

                ๙. เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ

                คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ

                กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัง ปะมัตตา

                นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ

                อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง

                เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

        แปลเป็นภาษาไทย

    บุคคลเหล่าใดเจริญอริยสัจสี่ ที่พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระปัญญาอันลึกซึ้งตรัสไว้ดีแล้ว แม้ว่าท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้หลงเพลินอย่างมากอยู่ แต่ท่านก็จะไม่เกิดในชาติที่แปดอีก ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระสงฆ์ ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

               ๑๐. สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ

                ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ

                สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ

                สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ.

        แปลเป็นภาษาไทย

            ท่านเหล่านั้นคือพระโสดาบันผู้ละสังโยชน์ ๓ ประการ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ละกิเลสอื่น ๆ ได้ในขณะที่เห็นธรรม

ภาษาบาลีดั้งเดิม

                ๑๑. จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต

                ฉัจจาภิฐานานิ อะภัพพะ กาตุง

                อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง

                เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

 

แปลเป็นภาษาไทย

             ท่านเหล่านั้นเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ไม่กระทำกรรมอันไม่สมควร ๖ ประการ [คือ อนันตริยกรรม ๕ และการนับถือศาสนาอื่น ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระสงฆ์ ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

                ๑๒. กิญจาปิ โส กัมมะ กะโรติ ปาปะกัง

                กาเยนะ วาจา อุทะ เจตะสา วา

                อะภัพพะ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ

                อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา

                อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง

                เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

            แม้ท่านเหล่านั้นยังทำความผิดด้วยกาย วาจา หรือใจ อยู่บ้างก็ตาม แต่ท่านก็ไม่ปกปิดความผิดนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้เห็นพระนิพพานเป็นผู้ไม่ปกปิดความผิด ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระสงฆ์ ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

 

ภาษาบาลีดั้งเดิม

                ๑๓. วะนัปปะคุมเพ ยะถะ ผุสสิตัคเค

                คิมหานะมาเส ปะฐะมัสฺมิง คิมเห

                ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ

                นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ

                อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง

                เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

              พุ่มไม้ในป่าที่แตกยอดอ่อนในเดือนต้นแห่งคิมหันตฤดู มีความงามฉันใด พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมให้ถึงพระนิพพานเพื่อประโยชน์สูงสุด มีความงาม ฉันนั้น ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระธรรม ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

                ๑๔. วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร

                อนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ

                อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง

                เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

 

           

แปลเป็นภาษาไทย

 

         พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้แจ้งพระนิพพานอันเลิศ ทรงประทานธรรมอันยอดเยี่ยม ทรงแนะนำข้อปฏิบัติที่ดี พระองค์ผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า ทรงแสดงธรรมอันสูงสุดแล้ว ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

                ๑๕. ขีณัง ปุราณัง นะวะ นัตถิ สัมภะวัง

                วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสฺมิง

                 เต ขีณะพีชา อะวิรูฬหิฉันทา

                 นิพพันติ ธีรา ยะถายัง ปะทีโป

                 อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง

                 เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

            พระอรหันต์ผู้สิ้นเชื้อแล้ว ไม่ยินดีภพอีก มีจิตหน่ายภพเบื้องหน้า สิ้นกรรมเก่า ปราศจากกรรมใหม่ที่จะส่งไปเกิดอีก ท่านเหล่านั้นเป็นปราชญ์ ดับสิ้นไปเหมือนประทีปดวงนี้ ข้อนี้เป็นพระรัตนคุณอันประเสริฐของพระสงฆ์ ด้วยสัจวาจานี้ ขอจงมีความสวัสดี

 

ภาษาบาลีดั้งเดิม

                 ๑๖. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ

                 ภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข

                 ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง

                 พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

            ขอเทวดาบนพื้นดินและในอากาศทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ จงร่วมกันนมัสการพระพุทธเจ้าผู้เสด็จไปอย่างงาม อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

 

                 ๑๗. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ

                 ภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข

                 ตะถาคะตัง เทวะมนุสสะปูชิตัง

                 ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

             ขอเทวดาบนพื้นดินและในอากาศทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ จงร่วมกันนมัสการพระธรรมอันเป็นไปอย่างงาม อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอจงมีความสวัสดี

ภาษาบาลีดั้งเดิม

                 ๑๘. ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ

                ภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข

                ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง

                สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ.

แปลเป็นภาษาไทย

               ขอเทวดาบนพื้นดินและในอากาศทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ จงร่วมกันนมัสการพระสงฆ์ผู้ดำเนินไปอย่างงาม อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอจงมีความสวัสดี

 

       จะเห็นได้ว่า การสู้กับโรคภัยร้าย จะต้องคิดดู พูดดี ทำดี เอาดี

เข้าสู้ การต่อสู้กับโรคร้ายมหันตภัยโควิดก็ต้องเอาดีเข้าสู้ เริ่มจาก

ทำดีที่ตัวเราก่อน  ทานอาหารร้อน ๆ ใช้ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาด

ไม่ประมาท เมื่อพบปะผู้เคน ให้สวมแมสก์ใสมอ

            พูดสั้น ๆ คือต้องร่วมด้วยช่วยกัน เพราะเราจะก้าวผ่านวิกฤติโควิด19 ไปได้ ก็ต้องช่วยกันรณรงค์ป้องกัน

           เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษยชาติต้องเผชิญกับโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนหลักแสนหลักล้านคนทั่วโลก

          มนุษยชาติได้เคยข้ามผ่านความเจ็บปวด การสูญเสียมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยความเข้มแข็งและสติปัญญาก็สามารถก้าวผ่านและกลับมายืนได้แข็งแรงอีกทุกครั้ง 

          Pandemic ซึ่งวงการแพทย์ให้ความหมายว่า เป็นการเกิด

การแพร่ระบาดของโรคที่ลุกลามเกินกว่าที่คาดไว้ว่าอาจจะจำกัดวงอยู่ในภูมิภาคเดียว เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอหิวาตกโรค กาฬโรค ไข้หวัดใหญ่ หรือเอชไอวี ซึ่งล้วนเป็นโรคที่สังหารประชากรโลกมากมายในประวัติศาสตร์ 

 

โรคภัยระยะหลัง

           ย้อนรอยกลับไปเมื่อ 300 ปีที่ผ่านมาว่ามนุษย์ต้องผ่านการท้าทายจากโรคระบาดหนักอะไรมาบ้างแล้ว เพื่อจะได้เป็นกำลังใจให้พวกเราที่ต้องเผชิญกับ COVID-19 ในวินาทีนี้ว่า ครั้งนี้เราก็จะก้าวผ่านและเอาชนะโรคร้ายไปได้เช่นที่ผ่านมา

 

กาฬโรค พ.ศ.๒๒๖๓ (1720)

      epidemics

           กาฬโรค (Plague) (กาฬ แปลว่า ดำ โรคใจดำ ใจร้าย)เป็นโรคระบาดรุนแรงที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ในปี 2263 เป็นการระบาดครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายของยุโรป มีคนเสียชีวิตทั้งหมด 100,000 คน ในเมืองมาร์เซย์ ประเทศฝรั่งเศส 

          ซึ่งจริง ๆ กาฬโรคได้เกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อนแล้วตั้งแต่ช่วงเวลาของการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก การแพร่ระบาดของโรคครั้งนี้มีหมัดหนูเป็นตัวแพร่เชื้อ โดยหมัดหนูติดกับตัวหนูที่อยู่ใต้ท้องเรือสำเภาซึ่งเดินทางไปติดต่อค้าขายในดินแดนต่างๆ ผู้ป่วยกาฬโรคจะมีอาการตามชื่อที่ถูกเรียกกันว่า “ความตายสีดำ” หรือ “Black Death” กล่าวคือ ตามร่างกายของผู้ป่วยจะมีสีดำคล้ำอันเนื่องมาจากเซลล์ผิวหนังที่ตายไป ส่วนอาการของผู้รับเชื้อกาฬโรคจะมีแผลขนาดเท่าไข่ไก่หรือผลส้มตรงต่อมน้ำเหลืองต่าง ๆ จากนั้นจะมีไข้สูง ปวดตามแขนและขา เมื่ออาการหนักจะเจ็บปวดทุกข์ทรมาน กระทั่งเสียชีวิต

 

 อหิวาตกโรค” ในปีพ.ศ.2363 (1820)

         อหิวาตกโรค (Cholera) หรือที่เรียกว่า “โรคห่า” บ้างก็เรียกโรคป่วง บ้างเรียกโรคลงราก 

         ภาษาบาลี อหิ แปลว่า งู  โรคมีพิษประดุจพิษแห่งงูที่มีพิษร้ายแรง เช่น งูจงอาง งูเห่า

        ได้ระบาดไปยังประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ในปี พ.ศ. 2363 ที่มีการระบาดจากอินเดีย เข้ามาไทย ผ่านทางปีนัง ทำให้มีคนตายจำนวนมาก ถนนหนทางเกลื่อนกลาดเต็มไปด้วยซากศพ ประชาชนอพยพหนีออกจากเมืองด้วยความกลัว การระบาดครั้งนี้มีคนตายในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียงประมาณสามหมื่นคน ทั่วโลกประมาณหนึ่งแสนคน มีความรุนแรงและลุกลามจนคร่าชีวิตผู้คนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ช่วงปลายรัชกาลที่ 3 อหิวาตกโรคระบาดขึ้นที่กรุงเทพฯเป็นช่วงเวลาราวหนึ่งเดือน หนังสือพิมพ์ข่าวภาษาอังกฤษได้รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตกว่าห้าพันคน จนกระทั่ง พ.ศ.2416 ช่วงต้นรัชกาลที่ 5 อหิวาตกโรคได้กลับมาระบาดอีกครั้ง และเวลาเพียงเดือนเศษหนังสือพิมพ์ ข่าวภาษาอังกฤษได้รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกมากถึง 6,660 คน ว่ากันว่าสถารการณ์นี้ นอกจากเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วิชาการแพทย์สมัยใหม่ยังไม่ดีนัก และความรู้ด้านสุขอนามัยยังไม่แพร่หลาย อีกประการหนึ่งที่เป็นต้นทางของ “อหิวาตกโรค” ก็คือ กฎเกณฑ์ในการสัญจรข้ามประเทศที่ยังหละหลวม จนใครต่อใครสามารถผ่านเข้าออกได้อย่างง่ายดาย ซึ่งทำให้มีชาวต่างประเทศพาโรคติดต่อเข้ามาโดยไม่รู้ตัว

 

ไข้หวัดใหญ่สเปน พ.ศ.2461(1920)

      ไข้หวัดใหญ่สเปน  (Spanish flu) ซึ่งระบาดรุนแรงทั่วโลกระหว่างปี 2461-2463 ถือเป็นการระบาดครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไข้หวัดใหญ่สเปน เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะทำให้มีผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 3 ของประชากรโลกในยุคนั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปราว 20-50 ล้านคน ในจำนวนผู้ป่วย 500 ล้านคนที่ติดเชื้อในปี 2461 มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ราว 10-20% และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 25 ล้านคนเฉพาะในช่วง 25 สัปดาห์แรก  สิ่งที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่สเปนแตกต่างจากไข้หวัดใหญ่อื่น ๆ คือกลุ่มผู้เสียชีวิต โดยปกติไข้หวัดใหญ่มักคร่าชีวิตกลุ่มเด็กและคนสูงอายุ หรือผู้ป่วยที่อ่อนแออยู่แล้วมากกว่ากลุ่มอื่น แต่ไข้หวัดใหญ่สเปนเริ่มจากการคร่าชีวิตผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพแข็งแรง ขณะที่กลุ่มเด็กและคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนกว่า กลับเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มอื่น

 

ไข้หวัดใหญ่เอเชีย พ.ศ. 2499 – 2501(1965-1967)

          ไข้หวัดใหญ่เอเชีย (Asian Flu) เป็นการระบาดรุนแรงครั้งใหญ่ของเชื้อไข้หวัดกลุ่มเอ (เอช2 เอ็น2) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากจีนเมื่อปี 2499 และมาหยุดระบาดเมื่อปี 2501 ในระยะเวลา 2 ปีนี้เอง ไข้หวัดใหญ่เอเชียลุกลามจากกลุ่มชาวจีนในมณฑลกุ้ยโจว ไปยังสิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐ ตัวเลขคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่นี้ของแต่ละแหล่งแตกต่างกันออกไป บางแหล่งคาดว่าสูงถึง 4 ล้านคน แต่ WHO ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตไว้ที่ราว 2 ล้านคนทั่วโลก ในจำนวนนี้เกือบ 70,000 คนอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง พ.ศ.2511 (1968)

       โรคไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง (Hong Kong Flu) ซึ่งเกิดจากเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ เอช3 เอ็น2 ถูกพบครั้งแรกในเกาะฮ่องกงเมื่อเดือน ก.ค. 2511 ก่อนลุกลามไปยังเวียดนามและสิงคโปร์ใน 3 เดือน และขยายวงไปยังอินเดีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ยุโรป แอฟริกา อเมริกาใต้ และสหรัฐ เชื้อไข้หวัดนี้ซึ่งกลายพันธุ์จากโรคไข้หวัดใหญ่เอเชียที่ระบาดก่อนหน้าราว 10 ปี เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์น้อยกว่า เมื่อเทียบกับไข้หวัดสเปนและไข้หวัดเอเชีย และแม้จะมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำเพียง 5% แต่ก็ทำให้ประชากรโลกเสียชีวิตไปกว่า 1 ล้านคน สำหรับในฮ่องกง จุดเริ่มต้นการระบาด มีผู้ป่วยมากถึง 500,000 คน หรือคิดเป็น 15% ของประชากรฮ่องกงในเวลานั้น

เอชไอวี / เอดส์ ระบาดสูงสุด 2548 – 2555 (2005-2012)

          โรค HIV หรือ AIDS ถูกพบครั้งแรกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเมื่อปี 2519 โรคเอชไอวี/เอดส์ ได้วิวัฒนาการตัวเองอย่างมากจนระบาดไปทั่วโลก และคร่าชีวิตผู้ป่วยกว่า 36 ล้านคนนับตั้งแต่ปี 2524 ปัจจุบัน มีจำนวนผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับไวรัสเอชไอวี 31-35 ล้านคนทั่วโลก ส่วนใหญ่ประมาณ 21 ล้านคนอยู่ในแถบซาฮาราของแอฟริกา หลังเกิดการตื่นตัวต่อโรคเอดส์มากขึ้น วงการแพทย์ทั่วโลกก็พัฒนาวิธีการในการควบคุมไวรัสเอชไอวี และทำให้หลายคนที่ติดเชื้อนี้สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติขึ้น ระหว่างปี 2548-2555 จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์/เอชไอวีทั่วโลก ลดลงจาก 2.2 ล้านคน มาอยู่ที่ 1.6 ล้านคนต่อปี

ไข้หวัดใหญ่ 2009 พ.ศ. 2552 (2009)

     ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) 2009 เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่กลุ่ม เอ (เอช1 เอ็น1) ที่มีรายงานพบเชื้อในคนครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย. 2552 เริ่มแพร่ระบาดในเม็กซิโก และสหรัฐ ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายประเทศทั่วโลก เชื้อสายพันธุ์นี้มีองค์ประกอบพันธุกรรมที่เป็นผลรวมจากไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้ WHO ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อเอช1 เอ็น1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น เนื่องด้วยโรคดังกล่าวสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว จึงจัดเป็นโรคติดเชื้อที่สำคัญในช่วงเวลานั้น สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) คาดการณ์ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 คร่าชีวิตประชากรโลกรวมกว่า 280,000 คน แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่ WHO ยืนยันอยู่ที่ไม่ถึง 20,000 คนทั่วโลก

COVID -19 พ.ศ.2563 (2020)

          ไวรัสโคโรน่าหรือ COVID-19 เริ่มระบาดเมื่อต้นปี 2563 จากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ข้อมูล ณ วันที่ 6 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 1,217,717 คน และมีผู้เสียชีวิต 65,831 คน ซึ่งทำให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ไม่สูงนักคืออยู่ที่ประมาณ 5% อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถพัฒนาวัคซีนเพื่อหยุดการแพร่ระบาดได้ และตัวเลขของผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังคงเพิ่มมากขึ้น

        จากข้อมูลน่าจะทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดโรคระบาดใหญ่ระดับโลกและเราก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง รวมทั้งปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ก็สูงขึ้นกว่าสมัยก่อนมากมาย รวมทั้ง COVID จริงๆ แล้วมีความรุนแรงน้อยกว่าบางโรคระบาดที่ผ่านมาในอดีตคือมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำ หลายๆ ประเทศก็มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อป้องกันและหยุดการแพร่ระบาดของโรคอย่างจริงจัง ดังนั้นการให้ความร่วมมือกับภาครัฐ มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและต่อสังคม รักษาสุขภาพและสุขอนามัยที่ดีอย่างสม่ำเสมอเพื่อเราจะได้ผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้เร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตามโรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไหร่ การมีประกันสุขภาพไว้ด้วยจะยิ่งช่วยให้เราอุ่นใจมากขึ้นในทุกสถานการณ์

         จะเห็นว่า ชาวโลกเราได้รับภัยจากเชื้อโรคที่เป็นอันตรายอย่างร้ายแรงและน่ากลัวมาแล้ว ช่วงหลัง ๆ นี้ 2 โรค ที่ผู้ตายเวลาจะนำไปเผาศพก็จะมีการป้องกันอย่างรัดกุม มิดชิด ห้ามคนเข้าใกล้ ตายแล้วให้รีบเผาทันทีเหมือนกัน และดูเหมือนว่าจะเป็นที่รังเกียจของสังคมเสียด้วยเพราะต้องถูกกักกัน ห้ามเข้าใกล้ เว้นระยะห่าง นั้นคือ

“เอดส์ และโควิด19” เป็นโรคทำให้ไร้ญาติขาดมิตรและบริวาร

 ท้าวความหลังโรคเอดส์

           มีการกล่าวกันว่า จากการศึกษาย้อนหลัง พบว่าโรคเอดส์มีต้นกำเนิดมาจากประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกในปี 2503 (ปีที่ผมเกิดพอดี) และน่าจะมีต้นตอมาจากลิงในทวีปแอฟริกา เพราะชาวแอฟริกาในบางท้องถิ่นนิยมรับประทานเนื้อลิง ต่อมาจึงมีการติดเชื้อไวรัสจากลิงมาสู่คน และมีการวิวัฒนาการจนกลายเป็นสายพันธุ์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และต่อมาได้แพร่ไปยังเกาะเฮติ ทวีปอเมริกา ยุโรป

         ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ (Centers for Disease Control and Prevention) ของสหรัฐอเมริกา ได้รายงานการค้นพบ “โรคเอดส์”อย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก 

          โดยในรายงานระบุว่า พบคนไข้เป็นชาย รักร่วมเพศ จำนวน 5 คน ที่ เมืองลอสแองเจลลิส แคลิฟอร์เนีย ป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อ “นิวโมซีสตีส แครินิอาย” (Pneumocystis Carinii) ทั้งที่เป็นคนแข็งแรงมากมาก่อน และไม่เคยใช้ยากดภูมิต้านทานใด ๆ

           และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่าเซลล์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ทั้งนี้เพราะโรคเอดส์เป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอดส์หรือเอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์และจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง เชื้อโรคจึงฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นและในที่สุดผู้ป่วยเหล่านี้ก็เสียชีวิตเพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคบกพร่อง จึงเรียกโรคที่พบใหม่นี้ว่า‘โรคภูมิต้านทานบกพร่อง หรือ “โรคเอดส์’

             สำหรับผู้ป่วยเอดส์รายแรกในประเทศไทยนั้นเป็นชายอายุ 28 ปี เดินทางไปศึกษาต่อที่อเมริกาและมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เริ่มมีอาการในปี 2526 ได้รับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอเมริกา จากนั้นจึงกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทยในปี 2527 และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

          สำหรับประเทศไทย กรมควบคุมโรค ได้เคยรายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ ปี 2559 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 430,000 คน ลดลงต่อเนื่องจากที่เคยพบกว่า 1,500,000 คน ในช่วงแรกๆ ของการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นผลมาจากผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวี มากขึ้น 

           อย่างไรก็ตามในทุก ๆ ปียังพบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ย 7,000 คนต่อปี ขณะที่อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 15,000 คนต่อปี  ส่วนทั่วโลกพบว่าในปี 2557 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีสะสมจำนวน 36 ล้าน 9 แสนคน

           ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดรักษาเอดส์ให้หายขาด มีเพียงแต่ยาที่ช่วยชะลอการพัฒนาโรคและลดอัตราการเสียชีวิตจากเอดส์ หาก

ผู้ติดเชื้อรู้ตัวและได้รับการรักษาแต่แรกเริ่ม ก็อาจช่วยไม่ให้การติดเชื้อเอชไอวีลุกลามไปสู่ระยะที่เป็นเอดส์ได้

            โรคเอดส์ ภาษาถิ่น คือ โรคสี่ตาย  เพราะเกิดจากการมี

เพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้อง ขาดการป้องกัน

            มีเชื้อเอชไอวีสองชนิดที่ติดต่อมายังมนุษย์ คือเอชไอวี-1 และเอชไอวี-2 โดย เอชไอวี-1 นั้นเป็นอันตรายมากกว่า ติดต่อง่ายกว่า และเป็นสาเหตุของการติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่บนโลกนี้ เชื้อเอชไอวี-1 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสที่พบในลิงชิมแปนซี และการศึกษาทาง molecular phylogenetics ก็บ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสเอชไอวี-1 ปรากฏขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1884-1924 ในแอฟริกาเขตเส้นศูนย์สูตร

           เชื้อเอชไอวี-2 นั้นติดต่อกันได้ยากกว่าและส่วนใหญ่พบอยู่ในแอฟริกาตะวันตกร่วมกับเชื้อใกล้ชิดอื่น ๆ ได้แก่ไวรัสที่พบใน Sooty Mangabey (Cercocebus atys) ซึ่งเป็นลิงโลกเก่าใน Guinea-Bissau, Gabon และ Cameroon

           นักวิจัยเรื่องเอชไอวีส่วนใหญ่ยอมรับว่าเชื้อเอชไอวีวิวัฒนาการมาจากเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในลิงหรือเอสไอวี (Simian Immunodeficiency Virus - SIV) และเชื้อเอชไอวีแพร่มาจากไพรเมทที่ไม่ใช่มนุษย์ในอดีต (แบบโรครับจากสัตว์ - zoonosis) งานวิจัยในเรื่องนี้ทำโดยใช้ความรู้ทาง molecular phylogenetics เพื่อเปรียบเทียบลำดับจีโนมของไวรัสเพื่อหาความเกี่ยวข้องกัน

 

เชื้อเอชไอวี-1 แพร่จากชิมแปนซีมาสู่คน

แพร่จากที่ไหน

           เนื่องจากชนิดส่วนใหญ่ของเอชไอวี-1 นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสายพันธุ์เชื้อเอสไอวีที่ติดต่อในลิงชิมแปนซีสายพันธุ์ Pan troglodytes troglodytes (SIVcpz) นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าเชื้อเอชไอวีมีขึ้นครั้งแรกในประชากรชิมแปนซีป่าใน

West-Central Africa[5] จะเป็นในป่าฝนทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของแคเมอรูน (modern East Province) ใกล้แม่น้ำ Sanaga หรือตอนใต้ลงไปกว่านั้นใกล้ Kinshasa ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกนั้นยังเป็นประเด็นสนทนาในแวดวงวิทยาศาสตร์อยู่[6][5][7]

 

เมื่อไร

              จากการตรวจลำดับพันธุกรรมเชื้อเอชไอวี-1 ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในตัวอย่างเชื้อร่วมกับการประมาณอัตราการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณพบว่าการติดเชื้อข้ามจากชิมแปนซีมาสู่มนุษย์เกิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยอาจเป็นช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1915-1941

         งานวิจัยชิ้นหนึ่งตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 2008 ได้ทำการวิเคราะห์ลำดับสารพันธุกรรมของไวรัสที่ได้จากชิ้นเนื้อปี ค.ศ. 1960 ที่เพิ่งได้รับการค้นพบเทียบกับลำดับสารพันธุกรรมที่ทราบอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เชื่อว่าน่าจะมีบรรพบุรุษของเชื้อร่วมกันช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1884 ถึง ค.ศ. 1924

           ก่อนหน้านี้เคยเชื่อกันว่า genetic recombination จะ "กวน" (confound) การวิเคราะห์ทาง phylogenetic เช่นนี้อย่างมาก แต่งานวิจัยในช่วงหลังทำให้เชื่อว่า recombination เหล่านี้ไม่น่าจะทำให้เกิด systematic bias แม้จะเชื่อว่าทำให้เกิด variance มากขึ้นก็ตาม[2] ผลการวิจัยทาง phylogenetics สนับสนุนงานวิจัยในช่วงหลังที่เสนอว่าเชื้อเอชไอวีมีการกลายพันธุ์อย่าง "ค่อนข้างน่าเชื่อถือ" (fairly reliably).

 

อย่างไร

             ตามทฤษฎีว่าด้วยนักล่านั้น คำอธิบายที่เรียบง่ายและเป็นไปได้มากที่สุดของการแพร่ข้ามสายพันธุ์ของเชื้อ คือไวรัสนี้แพร่จากชิมแปนซีมายังมนุษย์เมื่อนักล่าคนหนึ่งถูกกัดหรือมีแผลบาดขณะล่าหรือหั่นเนื้อลิง การที่ผู้ล่าต้องสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ ของลิงสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ และจากการผสมพันธุ์กันระหว่างคนโรคจิตกับลิงในทวีปแอฟริกาก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อเช่นกัน

 

สถานะปัจจุบันของโรคเอดส์

         ศ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์เอดส์และความก้าวหน้าการรักษาว่า ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีนับตั้งแต่มีการระบาด 38 ปี ล่าสุดจำนวน 77.3 ล้านคน และ 35.4 ล้านคนเสียชีวิตนับตั้งแต่มีการระบาด และมีจำนวน 36.9 ล้านคน ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตในปี 2560 และมีผู้ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ...

           สถานการณ์โรคเอดส์ไทยปี 2561 กรมควบคุมโรคประเมินมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) รายใหม่ 17 คนต่อวัน ตั้งความหวังกับ ‘PrEP’ หรือ ‘การป้องกันเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ’ ยากินป้องกันในช่วงที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หากมีการขยายบริการเต็มรูปแบบ ร่วมกับ

การดำเนินการเรื่องตรวจเร็ว-รักษาเร็วในทุกกลุ่มประชากร ไทยจะยุติปัญหาเอดส์ได้ทันกำหนดโลกในปี 2573 ที่มาภาพประกอบ: The Mirror

 

ปี 2561 ไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV เฉลี่ยวันละ 17 คน

 

          กรมควบคุมโรคใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ Spectrum-AEM คาดว่าในปี 2561 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) รายใหม่ประมาณ 6,400 คน เฉลี่ยวันละ 17 คน ผู้เสียชีวิตเนื่องมาจากเอดส์ 18,000 คน เฉลี่ยวันละ 49 คน และมีผู้ติดเชื้อที่มีชีวิตอยู่ประมาณ 480,000 คน ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2561 พบว่า ผู้ติดเชื้อที่มีชีวิตอยู่ได้รับการวินิจฉัย หรือรู้สถานะว่าตนเองติดเชื้อแล้ว 451,384 คน ดังนั้นคาดว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวี อีกประมาณ 28,000 คน ที่ยังไม่รู้สถานะการติดเชื้อ และยังไม่ได้รับ

การรักษา ที่สำคัญคือสามารถส่งถ่ายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว 

       ส่วนสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ระบุว่าสถานการณ์ของโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ได้แก่ เอดส์ วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และยาเสพติด ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ปี 2561 คาดว่ามีจำนวน 77,716 คน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ จำนวน 2,078 คน 

การติดเชื้อเฉลี่ยวันละประมาณ 6 คน และกว่าร้อยละ 70 ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นก็เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะโรคซิฟิลิสพบว่าในปี 2557 มีอัตราป่วย 4.4 ต่อแสนประชากร เพิ่มเป็น 23.8 ต่อแสนประชากรในปี 2561 พบมากที่สุดในกลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี 

          รายงานสุขภาพปี 2562 ชี้สถานการณ์ HIV/เอดส์ ดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ

      ข้อมูลจาก รายงานสุขภาพคนไทย 2562 ระบุว่าสถานการณ์เอชไอวีและโรคเอดส์ในไทยดีขึ้น เช่นเดียวกับการเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส แต่ปัญหาทัศนคติและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อยังมีแนวโน้มสูงสำหรับผู้ป่วยวัณโรค การเร่งรัดค้นหาและส่งเสริมให้เข้าถึงการรักษาที่ได้มาตรฐานและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อและดื้อยายังเป็นภารกิจสำคัญของไทย

 

โรคเอดส์หมดไปจากโลกหรือยัง ?

      คำถามนี้ ก็ตอบได้เลยว่า  “ยัง” อย่าประมาทกับโรคนี้ เพราะ

โรคสี่ตาย  เกิดจากขาดการป้องกัน และทำวิตถารในการประกอบ

กามกิจ จึงถูกลงโทษโดยธรรมชาติ ต้องป้องกัน และทำให้ถูกต้อง

ตามทำนองคลองธรรม

 

โควิด-19 : ค้างคาว เป็นตัวแพร่

เชื้อไวรัสโคโรนา

สายพันธุ์ใหม่จริงหรือไม่ ?

         “พวกมันเป็นผลงานชิ้นเอก [ของธรรมชาติ]” ทันชิ ว่า

เธอเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสเท็กในสหรัฐฯ เป็นนักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งที่พยายามจะแก้ไขภาพลักษณ์เชิงลบของค้างคาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จนกลายเป็นการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก

          นักอนุรักษ์กังวลมากเมื่อเห็นรายงานว่าคนพยายามฆ่าค้างคาวเป็นฝูงให้ตาย แต่สมัยพุทธกาล ใช้หลักเมตตา เอาดีเข้าสู้ไม่เข่นฆ่าใครให้ตาย แต่เราป้องกันตนเอง เป็นหลัก

          ค้างคาวเป็นต้นเหตุของการระบาดใหญ่คราวนี้จริงหรือไอโรโร ทันชิ พยายามจะแก้ไขภาพลักษณ์เชิงลบของค้างคาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จนกลายเป็นการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก

          เหตุใดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะไม่ใช่การระบาดครั้งสุดท้ายต้นตอไวรัสอาจมาจากงูเห่าจีน – งูสามเหลี่ยมจีน

วิจัยล่าสุดชี้ “สัตว์ตัวกลาง” นำไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากค้างคาวมาสู่มนุษย์การลักลอบค้าตัวนิ่มอาจลดลงหลังจากจีนยกระดับความคุ้มครองและปลดจากตำรายาจีน

            ทันชิอธิบายว่า คนโทษค้างคาวเพราะว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Sars-Cov2) ซึ่งทำให้เกิดโรคโควิด-19 คล้ายกันถึง 96 เปอร์เซ็นต์กับไวรัสอีกสายพันธุ์ซึ่งพบในค้างคาวเกือกม้า

       นี่ทำให้ค้างคาวทุกสายพันธุ์ต้องตกเป็นผู้ต้องหา แต่พวกมันก็มีวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานแก้ต่าง

          “งานวิจัยเรื่องวิวัฒนาการที่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า ราว 40-70 ปีที่แล้ว ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(Sars-Cov2) แยกตัวออกมาจากไวรัสอีกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งพบในค้างคาวเกือกม้า” ทันชิ เล่า “เป็นหลักฐานว่าค้างคาวอาจจะไม่ได้นำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปแพร่ระบาดในมนุษย์”

 

              ดร.พอล ดับเบิลยู เวบาลา จากภาควิชาชีววิทยาสัตว์ป่าจากมหาวิทยาลัยมาไซมาราในประเทศเคนยา ก็เห็นด้วย เขาบอกว่า ในเชิงวิวัฒนาการ ค้างคาวห่างไกลจากมนุษย์มาก ดังนั้นถึงแม้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มาจากค้างคาวจริง ก็น่าจะผ่านตัวกลางอีกตัวอยู่ดี

 

ต้องโทษใคร

           Dr Paul Webala on a field trip, emerging from a bat cave  Dr Paul Webala/BBC

          ดร.เวบาลา บอกว่า มนุษย์ได้สร้างสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการระบาดใหญ่จากการไปรุกล้ำที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าทันชิและเพื่อนนักวิจัยเห็นตรงกันว่ามนุษย์ต่างหาก ไม่ใช่ค้างคาว ที่เป็นผู้ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในครั้งนี้

           ดร.เวบาลา บอกว่า มนุษย์ได้สร้างสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการระบาดใหญ่จากการไปรุกล้ำที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า รวมถึงการค้า ขนย้าย และกักเก็บสัตว์ป่าด้วย

           “การกระทำเหล่านี้สร้างสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งให้เชื้อโรคแพร่ระบาดข้ามสายพันธุ์ไปสู่สัตว์อื่น ๆ ที่ไม่เคยไม่ปฏิสัมพันธ์กันมาก่อน” ดร.เวบาลา กล่าว

          ด้วยเหตุนี้ การฆ่าค้างคาวจะไม่ได้ป้องกันเราจากโรคโควิด-19 แต่เป็นตรงกันข้าม นักอนุรักษ์มองว่าการฆ่าหรือไล่พวกมันออกจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่เข้าไปใหญ่

           ดร.เวบาลา บอกว่า ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของสายพันธุ์ค้างคาวมากกว่า 1.4 หมื่นสายพันธุ์ กินสัตว์ที่เป็นแมลงอย่างเดียว และแมลงหลายชนิดที่ค้างคาวกินสามารถเป็นพาหะนำโรคที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ด้วย อาทิ ไข้เลือดออกและมาลาเรีย

           ดังนั้นการทำให้ค้างคาวต้องพลัดถิ่นจะเพิ่มแนวโน้มให้โรคเกิดแพร่ระบาดมากขึ้น

          ค้างคาวมีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไร

ค้างคาวช่วยแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์พืชกว่า 500 ชนิด

“หากคุณใส่ผ้าฝ้าย กินชาหรือกาแฟ หรือว่ากินอาหารที่ทำมาจากข้าวโพด หรืออาหารที่มาจากฟาร์ม ก็เท่ากับว่าชีวิตประจำวันของคุณได้ข้องเกี่ยวกับค้างคาวแล้ว” ดร.เวบาลา กล่าว

              ค้างคาวสำคัญมากต่อระบบนิเวศน์ เป็นตัวถ่ายละอองเรณู แพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ และก็ช่วยควบคุมศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องเรือน หรือยารักษาโรค ต่างก็ได้ประโยชน์จากค้างคาวทั้งสิ้น

              หากไม่มีค้างคาว อินโดนีเซียจะไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกทุเรียน มาดากัสการ์จะสูญเสียต้นเบาบับอันเป็นเอกลักษณ์ และการเพาะปลูกถั่วแมคคาเดเมียก็จะเสียหาย

              ดร.เวบาลา บอกว่า ค้างคาวพาเมล็ดพันธุ์แพร่กระจายมากกว่านกถึง 2 เท่า ช่วยในกระบวนการแพร่กระจายสายพันธุ์พืชและฟื้นฟูป่าในพื้นที่เขตร้อน

             ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้

ทันชิบอกว่า เราสามารถพบค้างคาวได้ทุกทวีปในโลกยกเว้นเพียงแอนตาร์กติกาเท่านั้น พวกมันปรับตัวได้ดีเยี่ยมระหว่างวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

 

             ดร.เวบาลา บอกว่า ผู้เชี่ยวชาญเพิ่งเริ่มค้นพบว่าค้างคาวมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีมากซึ่งปรับตัวเพื่อรับมือกับเชื้อโรคและโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะ

            “ความแข็งแกร่งอันน่าทึ่งนี้ มีแนวโน้มช่วยให้เราสามารถค้นพบวิธีการป้องกันไวรัสใหม่ ๆ ในร่างกายมนุษย์ได้”

            สรุปแล้วโควิด 19 เราไม่ต้องไปโทษค้างคาว  แต่เราต้องโทษ

ตัวเองที่ไม่ระมัดระวังตน ใช้ชีวิตแบบไม่สำรวม ประมาทเกินไป ไว้ใจ

จนเกินไป จึงทำให้โรคร้ายต้องมาจับ หรือติดเรา 

            ว่ากันตามจริงเลย สัตว์เดรัจฉาน รวมทั้งไวรัสโคโรนา มัน

ก็หากินของมันเอง มันชอบความสกปรก ที่ใดอับชื้นสกปรก มันจะไป

อยู่อาศัย แต่ถ้าที่ใด สะอาด ที่นั้นโควิด19 มันจะกลัว

           เพราะฉะนั้น แม้โควิด19 จะมียอดคนติดเชื้อสูง อีกไม่นาน

ก็จะหมดไปแน่นอน ถ้าพวกเราช่วยกันรณรงค์ป้องกันเฝ้าระวัง 

           ไม่ต้องไปทำอะไรมาก เอกเกริก เพราะเพียงแต่ต่างคนต่างดูแลตนเองให้ดี 

ใช้ชีวิตแบบไม่ประมาทหรือภาษาพระ คือ 
“ใช้ชีวิตอย่างสำรวม” เชื่อว่า โควิด19 หวาดกลัวแน่นอน และ

ในที่สุดมันก็จะหายไปจากสังคมมนุษย์ และสังคมโลก เพราะมันกลัว

        โปรดอย่าลืม !!! โควิด19 กลัว 

           “สะอาดกาย สะอาดใจ ใช้ชีวิตอย่างสำรวม

         ไม่ประมาท รับประทานอาหารร้อน ๆ ใช้ช้อนกลาง

         (ใช้ช้อนตนเอง) ล้างมือให้สะอาด ไม่ประมาท

         เวลาพบปะผู้คนให้สวมแมสก์เสมอ”

 

สวัสดี โชคดี มี Money ใช้
สุขกาย สุขใจ ไร้โควิด19 ตลอดไป

 

 

 

แหล่งข้อมูล

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_4364210

https://www.komchadluek.net/today-in-history/280847

https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/tips-for-you/300-years-pandemics.html

https://www.facebook.com/Phuketandamannews.FC/posts/2831380663623443

https://www.matichon.co.th/prachachuen/prachachuen-scoop/news_2069826

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/870449

https://www.facebook.com/boraannaanma/posts/2481305778790234/

https://www.tcijthai.com/news/2019/11/scoop/9565