ดังเล่าแล้ว (๖๔๐๘๒๕) ว่าสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เตรียมศึกษาข้อมูลประกอบการจัดทำแผนงานหลักของ สช. ฉบับที่ ๔ ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๗๐ และมาขอสัมภาษณ์ถามความเห็นผม และผมเตรียมให้ความเห็นเรื่องสำนึกรู้ใหม่ทางสังคม หลังการสนทนาเขาส่งสรุปข้อมูลดังต่อไปนี้
--------------------------------------------------------------------------------------------------
สรุปข้อมูลสัมภาษณ์ นพ.วิจารณ์ พานิช
วันพุธที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ผ่าน Zoom meeting เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น.
ผู้สัมภาษณ์หลัก นายจารึก ไชยรักษ์
ผู้สัมภาษณ์ร่วม น.ส.วิไลวรรณ สิริสุทธิ์ (สรุปประเด็น) และนางวันเพ็ญ ทินนา
--------------------------------------------------------------------------------------------------
“ข้อแนะนำ คือ ไม่แนะนำให้ขยายตัวในเชิงปริมาณ แต่ควรขยายในเชิงคุณภาพ เน้นสร้างความเข้มแข็ง
โดยใช้ Evidence เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายให้กว้างและใกล้ชิดกันมากขึ้น
โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับงานภาคการศึกษา/ภาควิชาการ และหาหน่วยงานที่เป็น Change agent”
คำถามนำ ท่านมีประสบการณ์ บทบาทหรือได้ทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ใดบ้าง
เคยร่วมงานกับ สช. ในช่วงต้นๆ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้ทำงานใกล้ชิดกับ สช. มากนัก
คำถาม ๑ ท่านทราบความมุ่งหมายหลักของ (Purpose) พรบ.สุขภาพแห่งชาติฯ หรือไม่ ท่านคิดว่าที่ผ่านมา กฎหมายดังกล่าวได้ทำหน้าที่ตามความมุ่งหมายนั้น ได้มากน้อยเพียงใด อาจยกตัวอย่างรูปธรรมประกอบ
ที่ผ่านมา พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่มีความซับซ้อน ทำใหเกิดการมีส่วนร่วม (participation) ในการสร้างสุขภาวะ (Well-Being) ของสังคม ของบุคคล
คำถาม ๒ คุณประโยชน์ต่อประเทศชาติจากการมี พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติฯ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ที่เด่นชัดมีอะไรบ้าง
ในภาพรวมการมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ/มี สช. เป็นคุณูปการของสังคมไทยอย่างมาก สังคมไทยได้รับประโยชน์มาก เพราะมีองค์กรที่ดูแลและชักชวนคนในสังคมมาร่วมกันดูแลภาพรวมสิ่งที่เรียกว่า Well-being ไม่ใช่แค่ Health ไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่เป็นสุขภาวะ (well-being) และชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนต่อเรื่องนี้ ซึ่งหลายเรื่องมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ แต่ก็เป็นความซับซ้อน เป็น Complexity เป็นการขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่มีความซับซ้อน มีความเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หลายภาคส่วน ทำให้เกิด Participation ทำให้ช่วยกันสร้างสุขภาวะของสังคม ของบุคคล “สช. ได้นำเอาเครื่องมือภายใต้ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำงานด้านสุขภาวะหลากหลายแบบเข้ามาใช้ในสังคมไทย อันนี้ถือเป็นคุณูปการที่สูงมาก”
คำถาม ๓ ด้วยพันธกิจตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติฯ คือ “แขนขวาขับเคลื่อนนโยบาย แขนซ้ายเคลื่อนไหวสังคม” ท่านคิดว่าตรงตามความมุ่งหมายหลักของการมี พรบ.สุขภาพแห่งชาติฯ หรือไม่ ที่ผ่านมาท่านเห็นรูปธรรมตามนี้บ้างหรือไม่ และมีข้อเสนอแนะหรือไม่ อย่างไร
Concept นี้ดี เข้าใจง่าย และง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ ผมมองว่า คือการทำงานภายใต้แนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ที่ใช้ภาคสังคมในการผลักดันขับเคลื่อนนโยบายด้วย
คำถาม ๔ พันธกิจตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ นั้น ท่านคิดว่างานอะไรที่ควรให้ความสำคัญ และงานใดบ้างที่มีความสำคัญน้อย
เรื่องสุขภาวะ well being เป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีความพัวพันกับทุกเรื่องในสังคม พัวพันกันหลายเรื่องที่เขาทำในลักษณะผลประโยชนที่เขาอยากได้ เมื่อมองในมุมสุขภาวะแล้วอาจมีเรื่องที่กระทบต่อผู้คนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นธรรมชาติและความเป็นจริงของสังคม ที่ส่วนน้อยได้ประโยชน์ในบางเรื่อง แต่เสียประโยชน์ในหลาย ๆ เรื่อง จึงต้องมีการมาคุยกัน ด้วยการมีส่วนร่วม ด้วยเครื่องมือสมัชชา สมัชชาหมายความว่า ทั้งมองภาพใหญ่และมองเฉพาะเรื่องในพื้นที่นั้น ในขณะเดียวกันสิ่งที่เราทำก็อาจกระทบกับคนอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากข้อเสนอ
ด้านความสำเร็จของ สช. ผมชื่นชมมาก สช. ที่ได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดี แต่งานนี้ เป็นงานที่ไม่จบ ไม่มีวันสิ้นสุด พูดง่ายๆ ไม่มีดีที่สุด ไม่มีอะไรสมบูรณ์ เพราะเหตุการณ์ เรื่องราวบ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางวิกฤต และอาจเปลี่ยนไปอีกในช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่กติกาต่าง ๆ ที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างดี ได้อยู่ในสังคมสุขภาวะร่วมกัน ต้องคิดใหม่กันเยอะ ต้องหารือกันเยอะ ในสังคมก็ยังต้องมีการตกลงกันอีกเยอะ หลังวิกฤติเป็นที่รู้กันว่า หากไม่มี intervention โดยหน่วยงานที่เป็นกลาง และใช้หลักวิชาการ/ข้อมูล ผู้ได้เปรียบคือคนที่ฉลาดกว่า คนที่แข็งแรงกว่า คนที่อ่อนแอ คนที่เข้าไม่ถึงข้อมูลจะเป็นผู้เสียเปรียบ ทำให้ช่องว่างทางสังคมยิ่งกว้างขึ้น คือ Inequity จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น “กลไกทางสังคม ของ สช. จะเป็นประโยชน์มากในการทำหน้าที่ช่วยป้องกัน แก้ปัญหาเรื่อง equity ที่เกิดขึ้นจากผลพวงการระบาดของโควิด-19” หมายความว่า ความฝันของเรา หรือสิ่งที่เราอยากเห็นหลังโควิด-19 ซึ่งหากไม่มีตัวแทรกแซงจะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น “ต้องมีกลไกกลางทางสังคมที่จะช่วยสร้างความเสมอภาค สร้างความเท่าเทียมทางสังคม ต้องเข้ามาทำงาน ต้องเข้ามาแทรกแซง และ สช. เป็นหนึ่งในกลไกนั้น”
กลไกภาคสังคม เศรษฐกิจ การเงิน ควรได้เข้ามาเห็นภาพ และที่สำคัญคือภาคการศึกษา ซึ่งในช่วงหลังผมให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนรู้และการศึกษา และได้มองว่าเรื่อง well being ของประเทศที่ก้าวหน้าจะให้ความสำคัญของการศึกษา ที่ไม่ได้มองว่าแค่เป็นเรื่องการศึกษาเพื่ออาชีพเท่านั้น แต่การศึกษาที่ดีจะทำให้เกิด well being และเกิด social well being (สุขภาวะเชิงสังคม) ในที่สุด โดยมองได้กว้าง และลึกมากกว่า ระบบการศึกษาที่ดี ทำให้เกิด well being ทั้งของบุคคลและสังคม
ที่ผ่านมา “สช. ยังเชื่อมโยงกับภาคการศึกษา/ภาควิชาการค่อนข้างน้อย ผมเสนอให้มีการทำงานร่วมกับภาคการศึกษา/วิชาการให้มากขึ้น” โดยเฉพาะเรื่อง Health Literacy ซึ่งหมายถึงความรู้ความเข้าใจที่ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี แต่ Education 2030 มองมากกว่านั้น มองสู่ well-being การจัดการศึกษาร่วมกับชุมชน สามารถทำให้เกิดสมรรถนะ ขีดความสามารถทางพฤติกรรมส่งผลให้เด็กที่จะเติบโตขึ้นจนเกิดนิสัยและพฤติกรรมอย่างเข้าใจความซับซ้อนของสังคมมากขึ้น มีความพอดีระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ต่อสังคม สร้างระบบที่หล่อหลอมกล่อมเกลาเกิดเป็น “ความสำนึกรู้” เอื้อต่อการเกิดสุขภาะวะต่อตนเองและสังคมวงกว้าง ทั้งหมดนี้จะโยงเข้าสู่เรื่องของระบบสุขภาพที่ สช. กำลังทำอยู่
คำถาม ๕ สช. ในฐานะหน่วยงานเลขานุการของ คสช. ตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมา ถ้าคะแนนเต็ม ๑๐ ท่านให้คะแนนเท่าใด และประเด็นสำคัญอะไรที่ สช. ควรปรับปรุงแก้ไข พัฒนา หรือยกระดับ
ผมให้ ๘-๙ คะแนน สช. ค่อนข้างประสบความสำเร็จ “ข้อแนะนำ คือ ไม่แนะนำให้ขยายตัวในเชิงปริมาณ แต่ควรขยายในเชิงคุณภาพ เน้นสร้างความเข้มแข็งโดยใช้ Evidence-based เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายให้กว้างและใกล้ชิดกันมากขึ้น” โดยสร้างความแข็งแรงของสังคม และเสนอให้มีการ “จัดลำดับความสำคัญของประเด็นทีมี Impact ต่อสุขภาพ/สุขภาวะ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับงานภาคการศึกษา/ภาควิชาการ” ผมคาดหวังว่า สช. จะเป็นองค์กรที่มีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งในเรื่องการศึกษาด้วย เสนอให้ สช. หาหน่วยงานที่เป็น change agent ที่ดี ๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจในภาพใหญ่ของประเทศ เช่น TDRI เป็นต้น และต้นแบบของประเทศที่ให้ความสำคัญกับด้านการศึกษา เช่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ ฯลฯ ทำงานแบบป่าล้อมเมือง ทำงานกับส่วนปลายให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำกับผู้บริหารในกระทรวงร่วมด้วย
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ส.ค. ๖๔