[review] รีวิว The Conjuring 3: The Devil Made Me Do It: คนเรียกผี 3 มัจจุราชบงการ (2021 HBO GO) การกลับครั้งใหม่ของสองสามีภรรยา เอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรน นักปีศาจวิทยา (Demonology) หรือนักสืบเรื่องราวเหนือธรรมชาติ การกลับมาครั้งนี้พวกเขาต้องเจอกับคดีที่ยากและเสี่ยงตายที่สุดในชีวิต พัวพันกับปีศาจที่ดลบันดาลใจให้เกิดการฆ่าอันโหดเหี้ยมทารุณ ถือว่าแฟ้มคดีหนึ่งที่สะเทือนขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์ แถมยังขึ้นโรงขึ้นศาลโดยผู้ก่อคดีอ้างว่าเกิดจากการถูกปีศาจเข้าสิงด้วย เอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรน จะไขคดีแล้วขับไล่ปีศาจตอนนี้ไปได้อย่างไร The Conjuring 3 จะมีความสนุกมากน้อยแค่ไหน เชิญสดับรับชมรับฟังได้จากรีวิวนี้เลยครับ
#เปิดเผยเนื้อหาบางส่วน
#ดูรีวิวได้ที่นี่
หากใครได้ชม The Conjuring 3: The Devil Made Me Do It มาแล้ว อาจมีหลายคนรวมถึงตัวผมเอง จะมีความรู้สึกว่าหนังภาคนี้มีความสนุกน้อยกว่าภาคก่อน มีความเป็นหนังผีน้อยกว่าภาคก่อน และมนต์เสน่ห์หลายอย่างหายไป ซึ่งในการรีวิวครั้งนี้ ผมก็ขอแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้หนัง The Conjuring 3 เป็นเช่นนั้น แล้วก็อย่างเช่นเคยนี่คือการวิเคราะห์จากความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ถูกเลยก็ได้ หรือท่านผู้ชมผู้ฟังมีความคิดเห็นอย่างไรก็สามารถเขียนคอมเม้นแนะนำเอาไว้ได้เลยนะครับ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แล้วบอกก่อนว่าการรีวิวนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง ซึ่งถ้าหากใครรู้สึกว่ายังไม่อยากโดนสปอยในหลายประเด็น ก็สามารถไปดูหนังมาก่อนก็ได้นะครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงการแสดงความคิดเห็นนั้น ก็ขอเล่าเรื่องย่อของหนังก่อนครับ
หนังเล่าเรื่องนี้ปี 1981 เอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรน ได้ไปประกอบพิธีขับไล่ปีศาจ ให้กับครอบครัวแกล็ทเซล ในคอนเนคติคัต โดยเจ้าปีศาจรายได้เข้าสิงร่างของเด็กชาย เดวิท แกล็ทเซล แม้บาทหลวงคราสเนอร์จะมาประกอบพิธีขับไล่แล้วก็ตาม แต่เจ้าปีศาจมันก็มีอำนาจมากเกินกว่าจะไล่ แผลงฤทธิ์ทำลายทุกคนที่อยู่ในนั้น แถมยังทำให้เอ๊ด วอร์เรนแทบปางตาย ก่อนที่เรื่องราวจะเลวร้าย อาร์นี่ จอห์นสัน แหนหนุ่มของ เด็บบี้ แกล็ทเซลพี่สาวเดวิด ตอนนี้พูดกับปีศาจที่สิงในร่างของเดวิดว่า ให้ปล่อยเด็กไปแล้วมาสิงร่างเขาแทน จอมปีศาจในร่างของเดวิดก็มองหน้ายิ้มให้อาร์นี่ แล้วก็เข้าร่างของอาร์นีทันที ในขณะที่ทุกคนกระจัดกระจายไปคนละทาง เอ็ดได้เห็นว่าปีศาจย้ายจากการสิงร่างเดวิทไปสิงร่างของอาร์นี่จริง แล้วทุกอย่างก็สงบลง เอ็ดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจากการหัวใจวาย

หลังจากนั้นอาร์นี่ จอห์นสัน ก็เริ่มเห็นภาพหลอน จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และในวันหนึ่งเขาทำงานในบ้านของเด็บบี้ แกล็ทเซล ทำงานกับหัวหน้าคนงานที่ชื่อบรูโน เขาเห็นบรูโน่เป็นปีศาจ จึงใช้มีดแทงบรูโนถึง 22 แผล และนี่คือการก่อคดีฆาตกรรมในเมืองนี้เป็นครั้งแรกในรอบนับร้อยปี
อาร์นี่ จอห์นสันถูกจับเข้าคุกถูกตัดสินให้มีโทษประหารชีวิตในข้อหาฆ่าคนตาย แต่เอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรนรู้ดีว่าอาร์นี่ตอนกระทำฆาตรกรรมนั้นเขาถูกปีศาจเข้าสิง ทั้งสองคนจึงไปหาทนายที่เก่งที่สุดมาช่วยสู้คดีนี้ ในระหว่างที่ยื่นอุทธรณ์ เอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรน ก็ต้องหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่าปีศาจมีจริงอาร์นี่ จอห์นสันถูกปีศาจสิงระหว่างกระทำฆาตกรรม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้ทุกท่านไปติดตามรับชมต่อได้ทาง HBO GO อย่างถูกลิขสิทธิ์กันนะครับ
The Conjuring 3: The Devil Made Me Do It คนเรียกผี ภาค 3 มัจจุราชบงการ เป็นหนังสยองขวัญเหนือธรรมชาติ ซึ่งภาคนี้ เจมส์ วาน ได้วางมือจากการกำกับขึ้นแท่นโปรดิวเซอร์ โดยปล่อยให้ ไมเคิล ชาเวสเป็นผู้กำกับแทน โดยที่เขาเคยฝากฝีมือเอาไว้ใน The Curse of La Llorona (2019) คำสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้ ซึ่งจะน่าจะไว้ใจได้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ
หนังภาคนี้หนังค่อนข้างยาวเกือบสองชั่วโมง เป็นการอ้างอิงจากเรื่องจริงเป็นการพิจารณาคดีของ อาร์นี่ จอห์นสัน คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นใน ปี 1981 ในบรู๊ค ฟิล คอนเนตทิคัต ที่เอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรนเข้าไปร่วมฟังการพิจารณาคดีด้วย
หนังเปิดมาด้วยการประกอบพิธีการขับไบ่ปีศาจที่มีความน่ากลัวตามแบบฉบับของ The Conjuring ที่เคยสร้างเอาไว้ใน 2 ภาคแรก ภาพที่ออกมาถือว่าน่ากลัวใช้ได้ โดยเฉพาะฉากการยื้อยุดเด็กชายเดวิท แกล็ทเซลมาประกอบพิธี การบิดตัวไปมาอันเนื่องจากปีศาจเข้าสิง สิ่งของลอยไปมาทำร้ายคน เจ้าปีศาจก็ดุร้ายมาก เราก็คิดว่าต่อไปจากนี้เราจะได้เห็นอะไรที่มันรุณแรงทวีคูณ แต่กลับกลายเป็นว่าในภาค 3 นี้ส่วนดีที่สุด และเอกลักษณ์สำคัญของหนังที่เคยทำเอาไว้ 2 ภาคแรกนั้นกลับหายไปอย่างน่าเสียดาย

โดยเฉพาะจังหวะที่สร้างความหลอกหลอนแบบมีชั้นเชิงนั้นหายไปหมดสิ้น ซึ่งหากไปจำในภาค 1 ได้ เราจะได้เห็นจังหวะการสร้างสรรค์การหลอกคนดู เช่นฉากปิดตาเล่นซ่อนหา ฉากจุดไม้ขีดไฟในห้องใต้ถุน ฉากผีเบทชีบากระโจนใส่เด็ก นั่นคือฉากจำที่ดี ซึ่งในภาค 3 นี้ไม่มีเลย และไหนจะไอ้พวกอุปกรณ์ กล้องภายภาพ เครื่องตรวจจับความร้อน เครื่องตรวจจับเคลื่อนเสียงอะไรเหล่านี้หายหมด เลยทำให้ The Conjuring 3: The Devil Made Me Do It ไม่มีความน่ากลัว ไม่ลุ้น แถมยังมีความเป็นแฟนตาซีมากกว่าหนังผี
อีกจุดหนึ่งคือการใส่สิ่งของอาถรรพ์ในหนัง ซึ่งในภาค 3 ก็ไม่มีให้เห็นอย่างชัดเจน อย่างในภาค 1 จะใส่ตุ๊กตาแอนนาเบลเข้ามา ใส่กล่องดนตรีกระจกที่สามารถมองเห็นผีได้เข้ามา หรือแม้แต่การใส่สิ่งของบางอย่างให้เพิ่มความน่ากลัว อย่างเช่นของเล่นเด็กที่ผีเล่นกับเด็กในภาค 2 ก็ไม่มี ถึงในภาค 3 แม้จะมีสิ่งของอาถรรพ์ที่ใช้ในการเรียกซาตานหรือปีศาจก็ตาม แต่ก็ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดมากพอ
การไม่เปิดเผยชื่อหรือที่มาของปีศาจก็เป็นจุดบอดของหนังภาค 3 นี้ ดูจบก็ไม่รู้เลยว่าปีศาจชื่ออะไร ซึ่งขาดเสน่ห์ไปมาก ปีศาจเสริมก็ไม่มี ตัวอย่างในภาค 1 มีปีศาจที่แฝงอยู่ในตุ๊กตาแอนนาเบล หรือภาค 2 ที่เขาเสริม The Crooked man หรือ ผีชายหลังค่อมเข้ามา ในแง่ความเป็นหนังผีหรือปีศาจในภาค 3 ส่วนตัวผมถือว่าไม่ประสบความไม่สำเร็จด้วย
แต่สิ่งที่เขายังคงไว้คือ การใช้ภาพ long take แนะนำบ้านที่เกิดเหตุ การใช้พล๊อตย้ายบ้านมาเจอบ้านผีสิง การประกอบพิธีขับไล่ผีศาจ และผีรังแกเด็ก แต่เขาใส่เอามานิดหน่อยเท่านั้นเอง

หนังมีแนวทางที่เน้นไปที่การสืบสวนสอบสวน โดยที่เอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรนต้องสืบหาว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านของพวกแกล็ทเซลแล้วก็เห็นว่ามีคนทำสิ่งของอาถรรพ์ไว้ใต้ถุนบ้าน เป็นคำสาปที่เผอิญไปโดนเดวิท แกล็ทเซลพอดิบพอดี จึงทำการสืบต่อไปว่าใครทำ ทำเพราะอะไร และมีใครเคยเห็นสิ่งของอาถรรพ์ทำนองนี้ที่ไหนบ้าง ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับลัทธิบูชาปีศาจหรือซานตานหนึ่งที่ในหนังเรียกว่า ลัทธิสายยานุศิษย์แห่งแรม เป็นการประกอบพิธีสำหรับเชิญปีศาจหรือซาตาน
และด้วยการที่ทางทีมสร้างเคยออกมาให้ข้อมูลว่า The Conjuring 3: The Devil Made Me Do It จะเปลี่ยนทิศทางหรือรูปแบบไปจากสองภาคที่ผ่านมา ซึ่งก็จริง เราได้เห็นเป็นหนังแนวสืบสวนสอบสวน ไม่ซ้ำรอยทางเดิม เป็นการวัดใจทีมเขียนบทกับผู้กำกับว่าจะเวิร์คหรือไม่ โดยเฉพาะยรรยากาศ 2 ภาคแรกนั้นอยู่กับในบ้าน แบบบ้านผีสิง ไล่ผีคนในบ้านแทบจะทั้งหมด เหตุการณ์และการเล่าเรื่องจึงมีเอกภาพมากดึงเราไว้กับหนังได้มาก
แต่ในภาคที่ 3 เนื้อเรื่องจะดำเนินตามแนวทางของการสืบสวนสอบสวน เน้นไปที่ตัวเอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรน เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวข้องกับสิ่งของอาถรรพ์ อีกทั้งเรื่องนั้นยังมาโฟกัสที่ตัวของตัวละครหลักนักปีศาจวิทยา โดยเล่าเรื่องย้อนไปในครั้งแรกที่ทั้งสองคนพบบกันด้วย เรื่องจึงค่อนข้างแตกกระจายพอสมควร และมีหลายจุดที่ทำให้เรารู้สึกเบื่อ และเมื่อไปถึงจุดที่พีคที่สุดก็ไม่ได้สร้างความประทับใจอะไรมากมายนัก เนื้อเรื่องไม่ค่อยเป็นเอกภาพ แล้วไม่สนุกเท่าสองภาคแรกนั่นเอง โดยส่วนตัวแล้วการเปลี่ยนแนวทางของหนังผมว่าไม่เวิร์ค แต่ความเวิร์คในความไม่เวิร์คก็ยังมีคือ เมื่อเรื่องมาอยู่ในตัวของนักปีศาจวิทยา เราจึงได้เห็นความสามารถของลอเรน วอร์เรนมากขึ้น เราได้เห็นว่าเธอมีพลังวิเศษในด้านการสื่อสารกับวิญญาณแบบไหนบ้าง มิติทร่เธอเห็นหน้าตาเป็นแบบไหน พลังที่เธอได้รับจากพระเจ้านั้นมันส่งผลกับเธอยังไง ในจุดนี้ผมว่าดีเลยทีเดียว เพราะาะเราจะได้รู้จักลอเรน วอร์เรนมากขึ้นนั่นเอง

ซึ่งประเด็นการพยายามเปลี่ยนทิศทางของเอ๊ด และลอเรน วอร์เรนจากแบบเดิมในสองภาคแรกนี่แหละ แบบไม่ต้องเน้นไล่ผี ไม่ต้องพิสูจณ์ผี เน้นไปที่สืบสวนสอบสวนคดีความที่เป็นเรื่องลึกลับหน่อย หรืออะไรก็ตาม อาจจะเป็นการแก้ทางตันของทั้งสองตัวละครในอนาคตก็เป็นได้ เช่นหากมีการสร้างภาคใหม่ ทีมสร้างก็สามารถจินตนาการเหตุการใหม่ การปราบผีแบบใหม่ ๆ สืบสวนแบบใหม่ ๆ แบบที่ไม่เคยมีในประวัติของเอ๊ด และลอเรน วอร์เรนก็ยังได้
สิ่งที่น่าผิดหวังมากที่สุดซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่าจะได้ชมจาก The Conjuring 3 The Devil Made Me Do It คือเรื่องราวการขึ้นโรงขึ้นศาล คิดว่าจะได้เห็นการโต้เถียงและยกหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับปีศาจขึ้นว่าความในชั้นศาล แต่กลับกลายเป็นว่าแทบไม่เห็นอะไรเลย เสียดายจริง ๆ
และจากที่กล่าวมาโดยรวมทั้งหมด ที่คาดว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้หนังเดอะคอนเจอริ่ง 3 ผิดฟอร์มไปจากหนังผีสยองขวัญที่เคยเป็น นั่นเอง โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ความผิดพลาดทั้งหมดของหนังนั้นน่าจะเกิดจากตัวของผู้กำกับ ไมเคิล ชาเวส ที่ไม่สามารถเล่าเรื่องนี้ออกมาได้อย่างสนุก ไม่ได้ยกเอกลักษณ์สำคัญที่สุดของหนังออกมา ลดทอนความเป็นหนังผีลง ผีที่ออกมาในเรื่องนั้นก็ขาดเสน่ห์ ไร้ความน่ากลัว จังหวะหลอกหลอนตุ้งแช่ก็ไร้ประสิทธิภาพ แทบจะไม่ได้เป็นหนังผีด้วยซ้ำ การเน้นความเป็นหนังสืบสวนสอบสวนมากขึ้นไม่ได้ทำให้ The Conjuring 3 The Devil Made Me Do It มีคุณค่าเท่า 2 ภาคแรกเลยด้วยซ้ำ
และหากจะพูดโดยวัดจากความรู้สึกส่วนตัวของผมนั้น ผมคิดว่า The Conjuring 3: The Devil Made Me Do It เป็นหนังที่ไม่สนุกอย่างใจหวัง มีความเป็นหนังผีในแบบที่ดูน้อยมาก น่ากลัวน้อยที่สุดสุดในหนังชุดจักรวาล The Conjuring ทั้งหมด ซึ่งนั่นมันเกิดจากความคาดหวังสูงของตัวผมเองล้วน ๆ เพราะดันยึดติดกับความเป็นหนังงผีแบบสุดขั้วของ The Conjuring นั่นเอง
อย่างไรเสียแนวทางของหนังในภาค 3 แม้จะเบี่ยงเข็มมาทางหนังสืบสวนสอบสวน มันก็ยังทำให้เรามีความสนุกตามแนวทางแบบนี้ได้บ้าง เพราะมันเป็นการสืบสวน ในเรื่องราวแห่งความลี้ลับ โลกแห่งจิตวิญญาณ สิ่งเหนือธรรมชาติ และแนวทางนี้ไม่ได้ถึงกับเสียหายอะไรมากจนทำให้คะแนนอยู่ในแนวลบ
ซึ่งถ้าจะมีการสร้างภาค 4 ขึ้นมา เจมส์ วานก็น่าทบทวนวิธีการการนำเสนอและการเล่าเรื่องใหม่ อาจจะดึงกลับไปสู่ความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม คือหนังผีแบบเต็มสูบ หรือเปลี่ยนทิศทางไปอีกก็ยังได้ มิเช่นนั้น เอ๊ด และ ลอเรน วอร์เรน นักปีศาจวิทยาอันเลื่องชื่อ อาจสิ้นมนต์เสน่ห์ในไม่ช้า
อย่างไรก็ตาม ใน The Conjuring 3: The Devil Made Me Do It หนังตั้งใจใส่ฉากที่บาทหลวงคราสเนอร์ ใส่หมวกยืนถือกระเป๋า แล้วต้องมองเข้ามาในบ้านแกล็ทเซล เชื่อว่าถ้าเขาเป็นแฟนหนังแนวไล่ผีสุดคลาสสิคระดับขึ้นหิ้ง the exorcist (1973) จะประทับใจไม่น้อยเลยครับ และนี่คือการตั้งใจคาราวะหนังไล่ผีชั้นครูอย่างแท้จริง
6.5/10
@วาทิน ศานติ์ สันติ

#TheConjuring3
#TheDevilMadeMeDoIt
#คนเรียกผี3มัจจุราชบงการ