วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔  มีการประชุมคณะอนุกรรมการด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ ติดตามและประเมินผล ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔   

คณะอนุกรรมการชุดนี้มี ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นประธาน   ผมเป็นอนุกรรมการคนหนึ่ง   มีการประชุมไปแล้วเพียงครั้งเดียว เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ ผ่านระบบซูม    ทิ้งระยะห่างเกือบ ๑๐ เดือน แล้วจึงประชุมครั้งที่ ๒  

อ่านเอกสารประกอบการประชุมล่วงหน้าแล้ว    ผมสะกิดใจตามชื่อบันทึกนี้   พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่เรากำลังช่วยกันผลักดัน ต้องการก่อการนวัตกรรมอะไร    คำว่า “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” มันคลุมเครือ

จึงต้องกลับไปอ่านข้อความใน พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒  (๑)     อ่านแล้วได้ความดังคาด    “มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “นวัตกรรมการศึกษา” หมายความว่า แนวคิด วิธีการ กระบวนการ สื่อการเรียนการสอน หรือการบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ ซึ่งได้มีการทดลองและพัฒนาจนเป็นที่น่าเชื่อถือว่าสามารถส่งเสริม การเรียนรู้ของผู้เรียนและการจัดการศึกษา และให้หมายความรวมถึงการนำสิ่งดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาด้วย” 

 

“มาตรา ๕ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 

(๑) คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน รวมทั้งเพื่อดำเนินการให้มีการขยายผลไปใช้ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอื่น 

(๒) ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา

(๓) กระจายอำนาจและให้อิสระแก่หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารและการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ 

(๔) สร้างและพัฒนากลไกในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 

ในกรณีที่มีปัญหาเรื่องการตีความหรือการวินิจฉัยปัญหาอันเกิดจากการใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ การตีความจะต้องเอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างนวัตกรรมการศึกษา และมุ่งเน้นให้เกิดสัมฤทธิผลของการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นสำคัญ” 

 

“มาตรา ๑๘ ให้จัดตั้งสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานวิชาการและงานธุรการของคณะกรรมการนโยบาย รวมทั้ง ให้มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 

(๑) เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินการ ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการนโยบาย 

(๒) จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับประเทศในการดำเนินการส่งเสริมให้มีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย 

(๓) จัดให้มีการวิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

(๔) จัดทำมาตรฐานข้อมูลและมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลการจัดการศึกษาของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาและสถานศึกษานำร่องเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย

(๕) รวบรวมข้อมูล ศึกษา และวิเคราะห์แนวทางการจัดการศึกษาของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา รวมทั้งนำเสนอแนวทางการขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการศึกษาของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ต่อคณะกรรมการนโยบาย 

(๖) กำกับ ติดตาม และตรวจสอบการจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 

(๗) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

(๘) ปฏิบัติงานอื่นใดตามพระราชบัญญัตินี้  หรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน หรือตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย   

 

“มาตรา ๑๙ ในแต่ละพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คณะหนึ่ง จำนวนไม่เกินยี่สิบเอ็ดคน ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนมาตรา ๒๐ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕   ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 

(๑) กำหนดยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

(๒) ประสานให้หน่วยงานทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐและ เอกชน ดำเนินการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาตามยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงาน ตาม (๑) 

(๓) ประสานให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะให้การสนับสนุนทางเทคนิคในการจัดทำสื่อการสอน จัดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ พัฒนาบุคลากร จัดระบบการประเมินและวัดผล และการอื่นที่จำเป็นสำหรับพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

(๔) นำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ไปปรับใช้กับการจัดการศึกษาในสถานศึกษานำร่องให้เหมาะสมกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

(๕) ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษานำร่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

(๖) จัดให้มีการออกแบบการทดสอบผู้เรียนเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา   

(๗) ส่งเสริม สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ และติดตามสถานศึกษานำร่องเพื่อให้จัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและเกิดการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา

(๘) เสริมสร้างและเตรียมความพร้อมให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในการเป็นสถานศึกษานำร่องหรือในการนำนวัตกรรมการศึกษาไปใช้ในการจัดการศึกษา

(๙) เพิ่มขีดความสามารถให้แก่หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อทำการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาหรือนำนวัตกรรมการศึกษาไปใช้

(๑๐) จัดให้มีการประเมินผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษานำร่อง

(๑๑) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำการแทนหรือปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการขับเคลื่อนมอบหมาย

(๑๒) รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษารวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต่อ คณะกรรมการนโยบาย 

(๑๓) หน้าที่และอำนาจที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการขับเคลื่อน

(๑๔) ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย

การดำเนินการตาม (๑) (๒) (๔) (๖) และ (๑๐) ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย   การออกแบบทดสอบตาม (๖) และการประเมินผลตาม (๑๐) ต้องสอดคล้องกับหลักสูตร ตามมาตรา ๒๕   ในกรณีที่คณะกรรมการขับเคลื่อนเห็นว่าสถานศึกษานำร่องใดมีความพร้อม อาจมอบหมายหน้าที่ และอำนาจตาม (๖) ให้แก่สถานศึกษาดังกล่าวดำเนินการในส่วนของตนได้”

 

“มาตรา ๒๔ ให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ทำหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการขับเคลื่อน และให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 

(๑) จัดให้มีระบบข้อมูลตามมาตรฐานที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด รวมทั้งศึกษา และวิเคราะห์แนวทางการจัดการศึกษาของสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

(๒) จัดให้มีการวิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

(๓) จัดทำรายงานการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยให้แจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทราบด้วย 

(๔) ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายหรือคณะกรรมการขับเคลื่อนมอบหมาย 

ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือแก่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง”

 

“มาตรา ๒๘ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ การจัดสรรงบประมาณเฉพาะในส่วนของเงินอุดหนุนรายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและค่าใช้จ่ายดำเนินงานให้แก่ สถานศึกษานำร่องตามมาตรา ๒๗ (๑) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ให้จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อจัดสรรให้แก่สถานศึกษานำร่องแต่ละแห่งโดยตรง ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามความจำเป็นและความต้องการของสถานศึกษานำร่อง   การจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามวรรคหนึ่งให้แก่สถานศึกษานำร่อง แต่ละแห่ง ให้คำนวณตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดโดยความเห็นชอบของสำนักงบประมาณ”

 

ข้อสงสัยของผมคือ หัวใจของ “นวัตกรรมการศึกษา” ตาม พรบ. นี้หมายถึงอะไรแน่    ผมตีความว่า หมายถึงการเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีอิสระ และความรับผิดชอบ ในการริเริ่มสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ให้ยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้แก่นักเรียน  แก้ปัญหารการศึกษาคุณภาพต่ำของประเทศไทย    รวมทั้งเปิดช่องให้ชุมชนในพื้นที่เข้าไปร่วมกันดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ของตน

 

ในการประชุมคณะอนุกรรมการครั้งที่แล้ว ฝ่ายเลขานุการได้แจ้งให้ทราบว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้มีหน้าที่   “บทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ ติดตามและประเมินผล สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้จัดทำร่างหน้าที่และอำนาจของ คณะอนุกรรมการด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ ติดตามและประเมินผล ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา มีหน้าที่และอำนาจและได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาใน คราวประชุม ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ดังนี้ ๑) เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับประเทศในการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรม การศึกษาและการส่งเสริมให้มีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา รวมทั้งการกำกับ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ต่อคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ๒) กลั่นกรองเรื่องที่จะเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามอบหมาย” 

 

พรบ. นี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๒  เป็นเวลากว่า ๒ ปีมาแล้ว    ในฐานะอนุกรรมการนโยบาย ยุทธศาสตร์ ติดตามและประเมินผล   ที่ดูตามการเรียกประชุม ผมตีความว่า คณะกรรมการนโยบายต้องการให้คณะอนุกรรมการทำหน้าที่ด้าน policy implementation มากกว่าทำหน้าที่เสนอนโยบาย     ผมคาดหวังว่าในการทำหน้าที่นี้ ทางฝ่ายบริหารต้องเสนอข้อมูลประกอบการคิดและตัดสินใจ    ว่าที่ผ่านมา ๒ ปี มีการทำอะไรไปแล้วบ้าง เกิดผลอะไรบ้าง    และที่คณะอนุกรรมการเสนอแนะไปเมื่อเกือบ ๑๐ เดือนที่แล้ว มีการนำไปดำเนินการอย่างไรบ้าง  เกิดผลอะไรบ้าง    แต่ไม่ได้ตามหวัง   

หากมีการดำเนินการตามที่ระบุใน พรบ.  เวลา ๒ ปีผ่านมา น่าจะเห็นความก้าวหน้าไม่ใช่น้อย   หากกลไกตามที่ระบุใน พรบ. ทำหน้าที่   

โชคดี ที่มีวาระเพื่อทราบความก้าวหน้าและแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ๓ จังหวัด คือ ศรีสะเกษ, ระยอง และสตูล    ที่เห็นผลงานชัดเจน (มีคนกระซิบบอกผมว่า ของสตูลก้าวหน้าที่สุด   แต่ตามรายงานในวันนี้สตูลมีโรงเรียนในโครงการไม่ถึงร้อยละสิบของทั้งจังหวัด)     จากการขับเคลื่อนของภาคีในจังหวัดและทีมพี่เลี้ยงจากภายนอก    

ท่านประธานให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถาม ให้ความเห็น และให้ข้อเสนอแนะเมื่อศึกษาธิการจังหวัดแต่ละท่านนำเสนอเสร็จ    ผมจึงมีโอกาสได้เสนอความเห็นอย่างสร้างสรรค์    ว่ากลไกจังหวัดที่คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ (ม. ๑๙) ต้องไม่ทำตัวเป็น “ผู้บังคับบัญชา” โรงเรียน    ต้องทำตัวเป็นกลไกหนุน (empower) โรงเรียน   ให้โรงเรียนมีอิสรภาพ ความยืดหยุ่น ความรับผิดชอบ และจริยธรรมในการทำงาน    นวัตกรรมการบริหารงานด้านการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้องไม่ใช่การเปลี่ยนผู้บังคับบัญชา  จากส่วนกลางมาเป็นส่วนจังหวัด    และกลไกระดับจังหวัดก็ต้องให้ความยืดหยุ่นแก่โรงเรียน    ไม่กำหนดกติกาแบบ  one size fits all     

เป้าหมายสำคัญที่สุดต้องอยู่ที่ CLO – Core Learning Outcome ของนักเรียน    อยากเห็นการนำเสนอที่มีข้อมูลพัฒนาการของ CLO   และการดำเนินการในชั้นเรียนและในโรงเรียน   

แต่ละจังหวัดน่าจะยกตัวอย่างโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับ CLO สูง    ให้โรงเรียนมานำเสนอเองว่าเขามีเป้าหมายอะไร  ทำอย่างไรบ้าง เผชิญความยากลำบากอย่างไร  ต้องปรับวิธีการใหม่อย่างไร  จึงบรรลุเป้าหมายนั้น    ข้อเรียนรู้ที่เกิดขึ้นคืออะไร   และเป้าหมายการพัฒนา CLO ต่อไปคืออะไร     

อยากเห็นการนำเสนอที่มี Double-Loop Learning เพราะในจังหวัดทั้งสามนี้มีการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่มาอย่างน้อย ๓ ปี   คือเริ่มก่อนมีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาอย่างเป็นทางการ    ผมมีความเห็นว่า โรงเรียนที่ดี  และพื้นที่การศึกษาที่ดี  ต้องมีกลไกสร้าง DLL ของตนเอง     

อ่านระหว่างบรรทัด และบวกกับข้อมูลที่ผมมี เกี่ยวกับจังหวัดทั้งสามแล้ว     ผมมองว่า คุณูปการยิ่งใหญ่ของ พรบ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือการเปิดโอกาสให้ “สินทรัพย์ทางปัญญาด้านการเรียนรู้” (intellectual assets for learning) ที่มีอยู่ในพื้นที่ได้เข้าไปช่วยยกระดับคุณภาพโรงเรียน    ทั้งสามจังหวัดที่มานำเสนอ เป็นจังหวัดที่มี “สินทรัพย์”  ดังกล่าวสูงทั้งสิ้น    การสะสม “สินทรัพย์” เหล่านี้ ไม่ได้มาจากกระทรวงศึกษาธิการ   หรืออาจมองแง่ลบก็อาจบอกว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวปัญหาในการสร้างและยกระดับ  “สินทรัพย์” เหล่านั้น    ทำอย่างไร พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจึงจะช่วยสะท้อนภาพใหญ่นี้ให้แก่สังคมไทย       

  “สินทรัพย์ทางปัญญาด้านการเรียนรู้” ที่สั่งสมอยู่และออกฤทธิ์ในในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั้งสามจังหวัดที่มาเสนอผลงาน คืออะไร    ผมตอบว่า คือ learning skills  หรือ learning how to learn    ที่สตูลสั่งสมอยู่ในจังหวัดเอง ที่ภาคประชาสังคมของจังหวัด ที่ทำหน้าที่ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มานานราวๆ ๒๐ ปี    โดยมีคุณสมพงษ์ หลีเคราะห์ (หรือบังพงษ์ที่ผมคุ้นเคยและนับถือ) เป็นแกนนำ และได้สร้างแกนนำรุ่นใหม่หลายคน   ทีมนี้ผมรู้จักดีมาก   

ส่วนในอีก ๒ จังหวัด “สินทรัพย์” ไปจากภายนอกจังหวัด   คือทีมงานของสถาบันอาศรมศิลป์และโรงเรียนรุ่งอรุณนำโดย รศ. ประภาภัทร นิยม ทีมหนึ่ง    กับทีมงานของมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ นำโดยคุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร อีกทีมหนึ่ง    สองทีมนี้ทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน     โดยทีม อ. ประภาภัทร เน้นที่ระยอง     ส่วนสยามกัมมาจลเน้นที่ศรีสะเกษ   

“สินทรัพย์ทางปัญญาด้านการเรียนรู้” ที่เป็น learning skills  หรือ learning how to learn นี้มีเคล็ดลับอยู่ที่ เป็นทักษะในการเรียนรู้จากการปฏิบัติ    ออกแบบการเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็น    ไม่หลงงมงายอยู่เฉพาะการเรียนจากการท่องจำทฤษฎี ที่ทำให้ไร้ปัญญา    หรือทำได้เพียงตามที่คนอื่นบอก   คิดพัฒนาเองไม่เป็น   

    “สินทรัพย์” ดังกล่าวจึงเป็น complex-adaptive learning skills    ที่ทีมพี่เลี้ยงเอาไปถ่ายทอดให้แก่ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่   

ผลลัพธ์ที่แท้จึงเป็น “นวัตกรรมการเรียนรู้ของคนในวงการศึกษา”     ตอบคำถามของชื่อบันทึกนี้ 

ระบบการศึกษาไทย จะสร้างคนมีปัญญาแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ได้   ต้องเปิดช่องและสนับสนุน ให้คนในวงการศึกษา มีความสามารถในการสั่งสม complex-adaptive learning skills ได้จากการปฏิบัติงานของตน

นวัตกรรมที่แท้จริงและยั่งยืน อยู่ที่กระบวนทัศน์หรือชุดความคิดว่าด้วยการศึกษา ที่ฝังอยู่ในคนในวงการศึกษา  ในพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียน  และในผู้คนทั้งสังคมไทย   

ตราบใดที่ยังคิดว่า โรงเรียนคือสถานที่ที่คนมีชุดความรู้ที่ชัดเจนแน่นอน จัดกระบวนการให้นักเรียนได้เรียนรู้ ASK ชุดที่กำหนด   ตามวิธีการมาตรฐาน   ตราบนั้นนวัตกรรมการศึกษาจะไม่เกิด   

นวัตกรรมการศึกษาจะเกิดอย่างแท้จริง ต่อเมื่อ คนในวงการศึกษาตระหนักว่า ตนยังรู้ไม่ครบถ้วนในงานที่ตนทำ    ยังต้องหาวิธีทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นในหลากหลายมิติ    การทำงานของตนจึงเป็นวงจรเรียนรู้ (learning loop) ไปในตัว    และจะทำได้ดีต่อเมื่อมีการรวมตัวกันเพื่อเรียนรู้จากการทำงาน ที่เรียกว่า PLC – Professional Learning Community    สภาพในย่อหน้านี้ ในทางการศึกษาเรียกว่า growth mindset   

สิ่งที่น่าจะวัด เป็นดัชนีบอกความสำเร็จของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไทย    คือ Growth mindset และ learning behavior ของ stakeholders ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเหล่านั้น    

วิจารณ์ พานิช

๑ มิ.ย. ๖๔