ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก


ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก

ตัวชี้วัดคุณค่าของกุลสตรีไทยสมัยโบราณ มี 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ 
1. การเจียนหมากและจีบพลู
2. การทำขนมจีบไทย
3. การริ้วมะปราง
4. การละเลงขนมเบื้องไทย 
หากสตรีคนใดทำได้ดีทั้ง 4 ตัวชี้วัด จะถือว่าผ่านการประเมินและมีค่าตัวถึงร้อยชั่ง หรือที่เรียกว่า " สาวน้อยร้อยชั่ง "

ขนมเบื้อง หรือ ขนมเบื้องไทย เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่งซึ่งทำยากและต้องอาศัยทักษะที่ฝึกฝนจนชำนาญ โดยเฉพาะการละเลงแป้งถั่วทองที่ผสมกะทิลงบนกระทะแบนที่เรียกว่า กระเบื้อง ให้เป็นแผ่นกลมๆ และบางเสมอกัน ใส่ไส้หวานหรือเค็มแล้วพับ

ไส้หวานจะทาด้วยไข่ผสมน้ำอ้อย โรยฝอยทองและแต่งหน้าด้วยมะพร้าวทึนทึกขูด ส่วนไส้เค็มทำด้วยกุ้งแม่น้ำสับ ผัดกับมะพร้าวขูด โรยด้วยใบมะกรูดซอยและต้นหอมซอย

ขนมเบื้องในสมัยโบราณจะทำเป็นชิ้นพอดีคำ แต่ในยุคปัจจุบันดัดแปลงเป็นชิ้นใหญ่ขึ้นจนถึงใหญ่มาก เมื่อละเลงแป้งขนมเบื้องในกระทะแล้วจะทาด้วยครีมสีขาว ซึ่งใช้ไข่ขาวของไข่เป็ดและน้ำตาลตีเข้าด้วยกันจนขึ้นฟู ก่อนที่จะใส่ไส้หวานไส้เค็ม มีการเพิ่มลูกพลับแห้ง  ลูกเกด และเมล็ดธัญพืชเพื่อให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังใส่ไส้หวานและไส้เค็มให้อยู่ในขนมเบื้องอันเดียวกันเสียเลยอีกด้วย

การละเลงขนมเบื้องนั้นมีอุปกรณ์ที่ใช้เรียกว่า กระจ่า ทำด้วยกะลามะพร้าว ส่วนด้ามจับทำด้วยไม้ ปัจจุบันเป็นกะจ่าโลหะ แต่ในภาษาไทยมีสำนวนที่เกี่ยวข้องกับขนมเบื้องไทย ใช้ว่า " ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก" มีความหมายว่า ดีแต่พูด ทำไม่ได้ตามที่พูด ซึ่งมีที่มาจากการทำขนมเบื้องหรือละเลงขนมเบื้องต้องใช้กระจ่าไล้แป้งให้เป็นแผ่นกลม บาง เสมอกัน ผู้ที่ไม่มีฝีมือจะทำได้ยาก แม้จะรู้วิธีทำจนสามารถพูดอธิบายได้ก็ตาม

ปรากฏสำนวนละเลง " ขนมเบื้องด้วยปาก "ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน นางสร้อยฟ้านางศรีมาลาทำขนมเบื้อง ดังนี้

...ศรีมาลาว่าชะช่างร้อนจิต
พระอาทิตย์ยังไม่ลับดับแสงเหลือง
เด็กเด็กมันยังตื่นครื้นทั้งเมือง
ขนมเบื้องทำด้วยปากยากอะไร...

นางศรีมาลาพูดเป็นนัยกับจมื่นไวยว่าอย่าดีแต่พูด เหมือนกับการละเลงขนมเบื้องด้วยปาก
นางสร้อยฟ้าได้ยินนางศรีมาลาพูดดังนั้น ก็โกรธคิดว่านางศรีมาลาพูดทับถมตนเรื่องการทำขนมเบื้อง จึงนำมาซึ่งเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเนืองๆ

ต้นเรื่องมีอยู่ว่าจมื่นไวยสั่งให้นางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลาทำขนมเบื้องไทย

สร้อยฟ้าศรีมาลาว่าเจ้าคะ
ตั้งกระทะก่อไฟอยู่อึงมี่
ต่อยไข่ใส่น้ำตาลที่หวานดี
แป้งมีเอามาปรุงกุ้งสับไป

ทั้งสองนางจึงขมีขมันทำขนมเบื้องไทยอย่างสุดฝีมือ คงจะทำทั้งไส้หวานและไส้กุ้ง โดยพื้นเพของนางศรีมาลาเป็นคนภาคกลาง จึงมีทักษะการทำขนมเบื้องได้ดี ส่วนนางสร้อยฟ้าเป็นราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ ไม่เคยทำขนมเบื้องมาก่อน แม้จะพยามจนสุดฝีมือแล้วขนมเบื้องที่นางทำออกมาก็ยังได้แค่นี้

…ศรีมาลาละเลงแผ่นบางบาง
แซะใส่จานวางออกไปให้
สร้อยฟ้าไม่สันทัดอึดอัดใจ
ปามแป้งใส่ไล้หน้าหนาสิ้นดี
พลายชุมพลจึงว่าพี่สร้อยฟ้า
ทำขนมเบื้องหนาเหมือนแป้งจี่
พระไวยตอบว่าหนาหนาดี
ทองประศรีว่ากูไม่เคยพบ
ลาวทำขนมเบื้องผิดเมืองไทย
แผ่นผ้อยมันกระไรดังต้มกบ
แซะม้วนเข้ามาเท่าขาทบ
พลายชุมพลดิ้นหรบหัวร่อไป…

นางสร้อยฟ้าถูกเย้ยหยันเรื่องการทำขนมเบื้อง จึงเกิดเป็นปมอยู่ในใจ เมื่อได้ยินแว่วๆว่า "ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก" จึงแค้นเคือง ประกอบกับนางไม่เข้าใจความหมายของสำนวนไทย "ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก" ว่ามีความหมายอย่างไร ทำให้ความสงบสุขในครอบครัวของจมื่นไวยต้องพินาศลงด้วยขนมเบื้องเป็นเหตุ

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต


 

หมายเลขบันทึก: 691601เขียนเมื่อ 21 กรกฎาคม 2021 12:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 กรกฎาคม 2021 14:48 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี