วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๔ มีการประชุมคณะกรรมการร่าง หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการเรียนรู้    ของคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์  มธ.   ผมเข้าร่วมประชุมในฐานะที่ปรึกษา    ช่วยให้ผมได้มีโอกาสใคร่ครวญสะท้อนคิดเรื่องการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกของไทย     โดยเฉพาะในสาขาการศึกษา 

เกิดคำถามเชิงจริยธรรมในการจัดหลักสูตรต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคนซุบซิบ ว่าจัดเพื่อหารายได้โดยไม่รับผิดชอบด้านคุณภาพ   ก่อผลร้ายต่อสังคมในมิติที่ลึก 

  • การเปิดหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ภายใต้เป้าหมายเพื่อหารายได้เป็นหลัก   โดยไม่รับผิดชอบด้านคุณภาพ   เป็นการบกพร่องด้านคุณธรรมจริยธรรมของสถาบันหรือไม่    มีวิธีตรวจสอบสถาบันอย่างไร  หากตรวจพบจะดำเนินการอย่างไร    เรื่องนี้ผมคิดว่าหน่วยกำกับดูแลระดับประเทศของไทยย่อหย่อนการทำหน้าที่ทางตรงที่ตัวต้นเหตุ     และหาทางป้องกันทางอ้อม โดยออกระเบียบคลุมทุกสถาบัน ทำให้สถาบันดีๆ เดือดร้อน เพราะขาดความยืดหยุ่น    
  • ขาดการวิจัยเชิงระบบ  เพื่อตรวจสอบสภาพของบัณฑิตศึกษาของประเทศ ในแง่มุมต่างๆ    ทำความเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทาย และข้อน่าตกใจ   ว่าอยู่ที่ไหนบ้าง   เกิดจากพฤติกรรมอะไรบ้าง   สำหรับนำมากำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สร้างคุณค่า ลดแรงบ่อนทำลาย ของบัณฑิตศึกษา
  • แรงบ่อนทำลายอย่างหนึ่งคือ สังคมบ้าคลั่งปริญญา   คนได้ปริญญาเอกได้รับการยกย่องโดยไม่คำนึงว่าได้มาอย่างไร    คนแสวงหาคำนำหน้าว่า “ด็อกเตอร์” เพื่อแสดงฐานะ    ซึ่งเป็นอาจเป็นฐานะที่ผิวเผิน ขาดความลุ่มลึก   ก่อสังคมที่อยู่กับความลวง มากกว่าความจริง     
  • โจทย์วิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง    ไม่ก่อประโยชน์แท้จริงต่อสังคม    สร้างโจทย์ขึ้นมาจากความคิดเชิงทฤษฎี    เพียงเพื่อให้ได้ปริญญา โดยไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์ด้านการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษา         

ใคร่ครวญมาถึงตอนนี้ ผมก็ได้ประเด็นเอาไปเสนอต่อที่ประชุมว่า   โจทย์วิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ในหลักสูตรนี้ต้องมาจากปัญหาในระบบการศึกษา และคำตอบจากวิทยานิพนธ์ต้องเอาไปใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงการดำเนินการด้านการเรียนรู้หรือการศึกษาได้   

กล่าวใหม่ว่า โจทย์วิจัยต้องมาจากชีวิตจริงหรือการปฏิบัติงานจริง    ไม่ใช่มาจากคำถามเชิงทฤษฎี    คือโจทย์วิทยานิพนธ์ต้องเชื่อมโยงกับ practical aspect   มากกว่า theoretical aspect   หรือกล่าวใหม่ว่า เป็นวิทยานิพนธ์ที่ การปฏิบัตินำ ทฤษฎีหนุน       

ผมถือว่า ประเด็นโจทย์วิจัย เป็นมิติด้านคุณธรรมจริยธรรม   เพราะคณะฯใช้เงินดำเนินการจากภาษีอากรของราษฎร    หลักสูตรปริญญาเอกจึงต้องมุ่งเป้าที่ผลกระทบที่จะเกิดต่อคุณภาพการศึกษา     ที่จะเกิดคุณประโยชน์ต่อคนไทยรุ่นต่อไป    คือมีส่วนยกระดับคุณภาพพลเมืองไทยรุ่นต่อไป   

จาก Concept paper ที่ทีมยกร่างหลักสูตรเสนอ ผมตีความว่า ทีมงานเสนอคุณค่าที่นักศึกษาปริญญาเอกในหลักสูตรนี้จะได้รับสามประการคือ (๑) ได้เข้ามาอยู่ในชุมชนการเรียนรู้ที่สมาชิกมาจากหลากหลายสาขาวิชาการ และหลายบทบาทในสังคม   เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่คณะฯ ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗   (๒) นักศึกษาได้นำเอาความรู้จากประสบการณ์ของตนเข้ามาแชร์ในพื้นที่เรียนรู้นี้    และ (๓) ได้ใช้พื้นที่ของการเรียนปริญญาเอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำวิทยานิพนธ์ ฝึกวิทยายุทธ์ในการทำงานสร้างสรรค์ในลักษณะของการเป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง   

ผมชอบข้อความใน concept paper ว่า 

 “หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการเรียนรู้ ขับเคลื่อนควบคู่ไปกับวิสัยทัศน์ และ ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    โดยมุ่งเน้นที่จะ “สร้างผู้นำด้วยการศึกษาและวิจัยระดับโลก” และ ยึดพันธกิจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อจัดการศึกษา โดยมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ ความเป็นเลิศทาง วิชาการและการวิจัย บ่มเพาะศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถพัฒนาสังคมในด้านต่าง ๆ รวมไปถึงการส่งเสริม การใช้ปัญญาควบคู่กับศีลธรรมที่โอบอุ้มความเป็นมนุษย์ที่หลากหลายเพื่อธำรงไว้ซึ่งวิชาธรรมศาสตร์และ การเมือง    ดังนั้นหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตของคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มุ่งหวังที่จะสร้าง ชุมชนการเรียนรู้ที่นักศึกษาไม่ได้เพียงรับความรู้จากทางคณาจารย์เท่านั้น แต่จะเป็นพื้นที่ที่ผู้เรียนสามารถ แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และทำงานร่วมกับคณาจารย์ในฐานะเพื่อนร่วมงาน (colleague) ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้นี้    ภายใต้หลักสูตรดุษฎีบัณฑิตนี้ นักศึกษาจะได้เริ่มต้นเส้นทางการเรียนรู้ ผ่านการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ที่จะนำเสนอให้เห็นว่าการเรียนรู้และการศึกษาอาศัยศาสตร์หลากหลายแขนงที่ทำงานร่วมกัน และตระหนักถึง ปัจจัยที่หลากหลายซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์ นักศึกษาจะได้รับการสนับสนุนให้มีบทบาทมากขึ้นใน การแบ่งปันมุมมองในการพัฒนาการศึกษาและส่งเสริมความรู้กับคณาจารย์ทั้งจากการเรียนรู้ ในรายวิชาบังคับ และวิชาเลือก และจากการทำวิทยานิพนธ์ นักศึกษาในหลักสูตรอื่น ๆ รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับคณะฯ โดยความรู้เหล่านั้นจะอิงกับความสนใจของนักศึกษา    นอกจากนักศึกษาเองจะได้รับโอกาสที่จะมีคณาจารย์จากศาสตร์หลากหลายแขนงช่วยส่งเสริมทักษะทางด้านวิชาการแล้ว องค์ความรู้ที่มาจากนักศึกษาก็ช่วยขยายศักยภาพและมุมมองของคณะฯ เช่นกัน ซึ่งถือเป็นกระบวนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ คณะฯ กลายเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เกื้อกูลกันบนฐานของความเข้าใจและเท่าเทียม”  

ผมตีความว่า นักศึกษาในหลักสูตรนี้ จะคัดเลือกและชักชวนมาจาก  Agentic teachers, agentic school administrators, agentic educators, และผู้สนใจเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาไทยในบทบาทอื่นๆ     จึงอยากเห็นการจัดการหลักสูตรเชิงรุก  และร่วมมือกับหน่วยงานที่กำลังทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการศึกษาไทย    ในการทำกระบวนการ “จับคู่” (matching)    คือจับคู่นักศึกษา กับปัญหาที่ต้องการแก้    สู่หัวข้อวิทยานิพนธ์  ที่จะดำเนินการในสถานการณ์จริง    โดยมีทุนวิจัยสนับสนุน   

โดยนัยยะนี้ นักศึกษาในหลักสูตรนี้ (และอาจารย์ที่ปรึกษา) จะกลายเป็น  “ผู้ทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลง” (change agent) ของระบบการศึกษาไทย    นักศึกษาปริญญาเอกจะเป็น “agentic PhD student”   ไม่ใช่ “passive PhD student” หรือ “degree-oriented PhD student” อย่างที่พบเห็นกันทั่วไป   

หากทำเช่นนี้ได้จริง คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์  มธ. ก็จะบรรลุเป้าหมาย “สร้างผู้นำด้วยการศึกษาและวิจัยระดับโลก”  ได้อย่างแท้จริง   

ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม    ในการประชุม อ. ดร. นรุตม์ ศุภวรรธนะกุล กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการร่างหลักสูตรนำเสนออย่างดีมาก สั้น กระชับ และชัดเจน (รับ นศ. ปีละ ๕ คน)   และกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจริงๆ คือ ดร. ภูมิศรัณย์  ทองเลี่ยมนาค  และ อ. ดร. เกียรติภูมิ ล้วนแก้ว ให้ความเห็นดีมาก    และผมก็เข้าผสมโรง 

สรุปคือ เรายุให้จัดหลักสูตรให้มีคนจากหลากหลายพื้นความรู้ (สาขาวิชา) ในระดับปริญญาตรี มาทำงานร่วมกัน      รูปแบบการเรียนเน้นการทำงานวิชาการบนฐานการปฏิบัติงานจริง     คือทำวิจัยในงานจริง เพื่อยกระดับความรู้เชิงระบบหรือเชิงวิธีการหนุนการเรียนรู้    หรือวิจัยเพื่อหนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลง นั่นเอง

เรายุว่า ต้องมีวิธีดึงดูดนักศึกษาที่เก่ง และมุ่งมั่นเข้ามาเรียนด้วยแรงดึงดูดที่หลากหลาย     ทั้งการมีเงินค่าตอบแทนการทำงานวิจัย  การได้ไปฝึกต่างประเทศ  การได้ทำงานที่มีคุณค่าและที่ตนรัก และได้เรียนรู้และร่วมพัฒนาศาสตร์แห่งอนาคต    ดังกรณี ดร. เกียรติภูมิ เสนอให้ได้เรียน “ปริมาณวิทยา” ให้ได้ทักษะเชิงปริมาณ ที่เป็นทักษะแห่งอนาคต   

ผมขายไอเดียว่า ควรพิจารณา หาทางให้นักศึกษา (นำโดยอาจารย์) ทำงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อน Growth Mindset ในระบบการศึกษาไทย  และในโรงเรียน    สร้างการเปลี่ยนแปลงจาก Fixed Mindset ระดับ organization, institution, และระดับ systems ดังที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน    โดยผมมีข้อเสนอว่า เรื่อง growth mindset ไม่ได้มีในระดับ individual เท่านั้น     ยังมีอยู่ในระดับ organization, institution, และ systems ด้วย    และผมมีข้อสังเกตว่า หากไม่แก้ไขประเด็นนี้ในเชิงระบบ การปฏิรูปการศึกษาจะเกิดผลน้อย ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง      

หากหลักสูตรนี้กล้าจับประเด็นยากๆ ในระบบการศึกษาไทย   ก็จะเท่ากับได้เป็นผู้นำการลงมือทำตามหลักการสำคัญทางการศึกษา คือ ต้องมี High Expectation   และแสวงหา High Support 

ผมดีใจที่คณะยกร่างหลักสูตร ที่นำโดย อ. ดร. ลินดา เยห์   และหนุนโดยท่านคณบดี รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี  รับคำท้าของคณะผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษา   

วิจารณ์ พานิช

๒ มิ.ย. ๖๔