สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก  ๑๐. กรอบปฏิบัติที่ ๖ ขยายความ (extending)


 

บันทึกชุด สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก นี้   เขียนเพื่อชี้แนวทางจัดการเรียนรู้แบบที่เรียกว่า active learning (ที่ในบันทึกชุดนี้ใช้คำว่า การเรียนรู้เชิงรุก) แนวทางหนึ่ง    โดยมีเป้าหมายเพื่อฝึกนักเรียนให้เรียนรู้จากการปฏิบัติตามด้วยการคิดที่เรียกว่า การใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection)   ที่นำไปสู่การฝึกทักษะการเรียนรู้ที่นักเรียนกำกับการเรียนรู้ของตนเอง (self-directed learning) เป็น    ผ่านกระบวนการ สานเสวนา (dialogue) ระหว่างนักเรียนกับครู และระหว่างนักเรียนกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน    เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สนุกเร้าใจ (student engagement)   กระตุ้นสมองให้เจริญงอกงาม  และสร้างพัฒนาการรอบด้านตามแนวทางของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑    เป็นบันทึกที่เขียนขี้นจากการตีความหนังสือและรายงานวิจัยของศาสตราจารย์ Robin Alexander    นักวิจัยผู้ยิ่งใหญ่ด้านการศึกษาของอังกฤษ    สังกัดมหาวิทยาลัย  Warwick  และมหาวิทยาลัย Cambridge     คือหนังสือ A Dialogic Teaching Companion (2020) (๑)  และรายงานวิจัย Developing  dialogic teaching : genesis, process, trial (2018) (๒)    บันทึกนี้ใช้คำไทยว่า “สอนเสวนา” ในความหมายของ dialogic teaching

บันทึกนี้ตีความจากหนังสือ A Dialogic Teaching Companion (2020) บทที่ ๗ หัวข้อ Repertoitre 6 : Extending   และส่วนหนึ่งของ Appendix I

กรอบที่ ๖ “การพูดขยายความ” นี้   ต่อเนื่องมาจากกรอบที่ ๕ “ตั้งคำถาม”    คือเมื่อมีการถามก็มีการตอบ ตามด้วยการประเมินหรือให้คำแนะนำป้อนกลับ   ตามโมเดล IRE/IRF ที่เราคุ้นเคยกันดีแล้ว     การพูดขยายความ ช่วยให้ “จังหวะที่สาม” (the third turn) ของ IRE/IRF ขยายยาวออกไป   สร้างคุณค่าต่อการเรียนรู้เพิ่มขึ้นมากมาย   ตรงตามเป้าหมายของการสอนแนวสานเสวนาในบันทึกชุดนี้   

การพูดขยายความ ทำให้ “จังหวะที่สาม” เปลี่ยนจาก “ป้อนกลับ” (feedback)  ไปเป็น “ป้อนไปข้างหน้า” (feed forward)    สร้างการคิดและการเสวนาต่อเนื่อง    โดยสำนักวิจัยต่างๆ ให้ชื่อกระบวนการ พูดขยายความนี้ มากมายหลากหลายชื่อ หลากหลายความหมาย ได้แก่  ขยายความ (elaboration),  ถกเถียง (querying),  พูดใหม่ (revoice),  ใช้ถ้อยคำใหม่ (rephrase),  ท้าทาย (challenge), สังเคราะห์ใหม่ (recapitulation),  ทำความชัดเจน (clarify),  สรุป (summarise),  ทำนาย (predict)

การพูดป้อนไปข้างหน้านี้ ควรมาจากทั้งครูและนักเรียน   โดยนักเรียนพูดมากกว่า   เมื่อนักเรียนพูดครูฟังเพื่อทำความเข้าใจการคิดหรือวิธีคิดของนักเรียน    และเพื่อใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับแก่ครู   สำหรับครูนำมาใช้ปรับปรุงการสอนของตน    รวมทั้งเป็นข้อมูลเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูในกิจกรรม PLC   

คำพูดใน “จังหวะที่สาม” นี้ อาจมีลักษณะต่างกันได้ ๒ แบบ   คือ  (๑) เป็นถ้อยคำเชิงเอื้อให้เกิดการคิดต่อเนื่อง สู่การทำความเข้าใจวิธีคิดและวิธีเรียนของตนเอง    หนังสือใช้คำว่า facilitative feedback   (๒) เป็นถ้อยคำที่บอกว่าคำตอบถูกหรือไม่ และควรทำอะไรต่อไป    ที่หนังสือใช้คำว่า directive feedback    

การพูดเพื่อนำไปสู่การเสวนาแบบขยายความนี้ มีความเสี่ยงที่จะก่อความไม่เสมอภาคทางการเรียนรู้ในชั้นเรียนมากยิ่งกว่าการตั้งคำถามในบันทึกที่แล้ว    มีผลการวิจัยที่ทำใน ๕ ประเทศที่เป็นสังคมที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมน้อย ได้แก่เดนมาร์ก  ฟินแลนด์  ไอซแลนด์ นอร์เวย์  และสวีเดน    ได้ผลว่าการให้คำพูดป้อนกลับ (feedback) ของครูแก่นักเรียนจากต่างสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม มีความแตกต่างกัน   รวมทั้งนักเรียนจากต่างสถานะดังกล่าวตีความคำพูดป้อนกลับเดียวกัน ต่างกัน   นี่คือประเด็นอ่อนไหวที่สามารถนำมาเป็นโจทย์วิจัยชั้นเรียนในบริบทไทยได้     

คำพูดในจังหวะที่สาม อาจเรียกว่าเป็นการพูดเพื่อเคลื่อนการเสวนาต่อ (talk move)   โดยอาจทำได้ใน ๓ รูปแบบ (talk format) คือ ทำทั้งชั้น แบ่งกลุ่มย่อย หรือจับคู่นักเรียน    การเคลื่อนการเสวนาต่อในจังหวะที่สาม เป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ในการสอนแนวสานเสวนา   

หนังสือให้คำแนะนำ ๔ ประการสำหรับการพูดเพื่อนำสู่การขยายความ ดังนี้ (๑) เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างได้ผลดีผ่านการอภิปราย  ประการแรกต้องให้นักเรียนพูด เพื่อได้แสดงออกอย่างมีความหมาย และได้รับการรับฟังและเข้าใจ   (๒) ต้องทำให้นักเรียนฟังซึ่งกันและกันอย่างตั้งใจ (๓) การอภิปรายต้องไม่ทำอย่างผิวเผิน นักเรียนต้องมีการเจาะลึกทำความเข้าใจเหตุผลของตนเอง  (๔) เป้าหมายสำคัญที่สุดคือ เพื่อให้นักเรียนทำความเข้าใจเหตุผลของคนอื่น 

การพูดเพื่อส่งเสริมการขยายความมี ๔ เป้าหมาย  ๙ การขับเคลื่อน (move)  ดังต่อไปนี้

เป้าหมาย : นักเรียนแต่ละคนแชร์ ขยาย และทำความชัดเจน ต่อความคิดของตนเอง 

  1. มีเวลาคิด    มีคนพูดและคนฟัง  มีการเขียนในช่วงเวลาคิด   มีช่วงเวลารอให้คิด   
  2. ขอให้พูดอีก   “กรุณาพูดอีกทีได้ไหม”   “เธอหมายความว่าอย่างไร”   “ขอให้ยกตัวอย่างได้ไหม”
  3. หมายความว่าอย่างนี้ใช่ไหม   “ขอครูทำความเข้าใจที่เธอพูด   เธอหมายความว่าอย่างนี้ .... ใช่ไหม”   

เป้าหมาย : นักเรียนฟังซึ่งกันและกันอย่างตั้งใจ 

  1. ใช้คำพูดใหม่  หรือพูดซ้ำ    “ใครจะช่วยพูดซ้ำตามที่สมศรีพูด ด้วยถ้อยคำของตัวเอง”   “เพื่อนที่จับคู่กันพูดว่าอย่างไร”

เป้าหมาย : นักเรียนทำให้เหตุผลชัดเจนหรือลึกซึ้งขึ้น

  1. ถามหาหลักฐาน หรือวิธีให้เหตุผล    “ทำไมเธอจึงคิดอย่างนั้น”    “หลักฐานคืออะไร”    “เธอได้ข้อสรุปนั้นมาอย่างไร”     “มีข้อความในหนังสือตรงไหนที่ทำให้เธอคิดอย่างนั้น”
  2. ท้าทาย หรือหาตัวอย่างแย้ง    “เป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม”    “แนวคิดนี้เข้ากันได้กับตัวอย่างของสมชายไหม”    “หากสัตว์ตัวนั้นไม่ใช่สุนัขแต่เป็นแมว จะเกิดเหตุการณ์นั้นไหม”

เป้าหมาย : นักเรียนคิดร่วมกันกับผู้อื่น

  1. เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย และให้เหตุผลว่าทำไม    “ที่เธอพูดเหมือนหรือต่างจากที่ศักดาพูด หากต่าง ต่างตรงไหน”    “คนทั่วไปคิดเรื่องที่บุญช่วยพูดว่าอย่างไร”    “มีใครอยากพูดตอบประเด็นที่ไพบูลย์พูดไหม”
  2. พูดเสริม    “ใครจะช่วยพูดเสริมจากที่ปราณีพูดไปแล้ว”     “ใครจะช่วยเสนอเพิ่มเติมให้ข้อเสนอของสถาพรประสบความสำเร็จไหม” 
  3. อธิบาย    “ใครจะช่วยอธิบายได้ไหมว่าที่สุนทรีพูด เธอหมายความว่าอย่างไร”    “มีใครจะช่วยอธิบายด้วยคำพูดของตนเองไหม ว่าทำไมสมเดชจึงมีคำตอบนั้น”    “ปราโมทย์ช่วยอธิบายข้อมูลหลักฐานที่อารีเสนอได้ไหม” 

สมัยผมเป็นเด็ก คงจะเป็นนักเถียง  และก่อความขัดแย้ง คือนำไปสู่การทะเลาะกัน    ผู้ใหญ่จึงสอนว่า เมื่อเราคิดไม่เหมือนเขาอย่าเถียง ให้นิ่งเสีย “อย่าต่อความยาวสาวความยืด”   จะเห็นว่า บันทึกชุดนี้แนะนำในทางตรงกันข้าม   คือให้ใช้ความไม่เห็นพ้องเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน    แต่ต้องมีวิธีพูดและสื่อสารอย่างสุภาพ มีท่าทีเชิงบวก    ไม่นำไปสู่การวิวาท   

วิจารณ์ พานิช

๑๘ เมษายน ๒๕๖๔   ปรับปรุง ๒๔ เมษายน ๒๕๖๔ 

                   



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี