สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก  ๙. กรอบปฏิบัติที่ ๕ ตั้งคำถาม (questioning)


 

บันทึกชุด สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก นี้   เขียนเพื่อชี้แนวทางจัดการเรียนรู้แบบที่เรียกว่า active learning (ที่ในบันทึกชุดนี้ใช้คำว่า การเรียนรู้เชิงรุก) แนวทางหนึ่ง    โดยมีเป้าหมายเพื่อฝึกนักเรียนให้เรียนรู้จากการปฏิบัติตามด้วยการคิดที่เรียกว่า การใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection)   ที่นำไปสู่การฝึกทักษะการเรียนรู้ที่นักเรียนกำกับการเรียนรู้ของตนเอง (self-directed learning) เป็น    ผ่านกระบวนการ สานเสวนา (dialogue) ระหว่างนักเรียนกับครู และระหว่างนักเรียนกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน    เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สนุกเร้าใจ (student engagement)   กระตุ้นสมองให้เจริญงอกงาม  และสร้างพัฒนาการรอบด้านตามแนวทางของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑    เป็นบันทึกที่เขียนขี้นจากการตีความหนังสือและรายงานวิจัยของศาสตราจารย์ Robin Alexander    นักวิจัยผู้ยิ่งใหญ่ด้านการศึกษาของอังกฤษ    สังกัดมหาวิทยาลัย  Warwick  และมหาวิทยาลัย Cambridge     คือหนังสือ A Dialogic Teaching Companion (2020) (๑)  และรายงานวิจัย Developing  dialogic teaching : genesis, process, trial (2018) (๒)    บันทึกนี้ใช้คำไทยว่า “สอนเสวนา” ในความหมายของ dialogic teaching

บันทึกนี้ตีความจากหนังสือ A Dialogic Teaching Companion (2020) บทที่ ๗ หัวข้อ Repertoitre 5 : Questioning    และส่วนหนึ่งของ Appendix I

ครูพึงแยกแยะคำถามตื้นกับคำถามลึกเป็น    คำถามตื้นใช้ตรวจสอบความรู้    คำถามลึกใช้ตรวจสอบความคิด   การสอนแบบสานเสวนามุ่งให้เกิดการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนคิดเป็น คือคิดลึกและเชื่อมโยงกว้างขวาง   

มีผู้แนะนำวิธีจำแนกชนิดของคำถามไว้ดังนี้

  • ความกว้าง (scope) (กว้าง - แคบ)
  • รูปแบบ (form) (คำถามปลายเปิด หรือคำถามปลายปิด)
  • หน้าที่ (function) (ถามข้อสังเกต  ความจำ  หรือความคิด)

นอกจากนั้น ยังมีผู้จำแนกคำถามออกเป็น ๒ กลุ่ม (domain) คือ     

  • กลุ่มถามความรู้ (cognitive domain)    ถามความจำ   ถามเชิงนิรนัย (deduction) หรือตีความ  วินิจฉัย  แก้ปัญหา   ประเมิน
  • กลุ่มถามเพื่อการจัดการ (management domain)    ถามให้ทำนาย  ถามความรู้สึก ถามเพื่อเรียกความสนใจ  ถามเพื่อควบคุมชั้นเรียน   

หลักการสำคัญคือ ใช้คำถามหลายๆ แบบคละกัน   โดยครูมีสติอยู่ตลอดเวลาว่าต้องมีคำถามที่ซับซ้อน ต้องการความคิดชั้นสูงในสัดส่วนที่สูงพอ   ผมเดาว่าน่าจะมีประมาณครึ่งหนึ่งของคำถามทั้งหมด    ประเด็นนี้เป็นโจทย์วิจัยในบริบทโรงเรียนไทยได้    หนังสือ สอนอย่างมือชั้นครู บทที่ ๑๕ (หน้า ๑๕๒ - ๑๖๑) แนะนำวิธีตั้งคำถามไว้อย่างดีมาก (๓)   รวมทั้งในบทที่ ๑๙ (หน้า ๑๙๔ - ๒๐๑) ยังว่าด้วยเรื่อง เรียนโดยการตั้งคำถาม (inquiry-guided learning)     หนังสือเล่มนี้ ดาวน์โหลดได้ฟรี 

เนื่องจากเป็นคำถามที่ซับซ้อน  จึงต้องตามมาด้วย “เวลาคิด” สัก ๑ นาที    และอาจใช้เทคนิค think – pair – share เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนร่วมมือกันในการเรียนรู้   

หนังสือแนะนำประเด็นที่ครูพึงทำความเข้าใจคำถาม ๔ หมวด ดังต่อไปนี้

  • การจัดการคำถาม    ประกอบด้วยการจัดการ ๖ แบบคือ 
  • เพื่อใช้จัดการกระบวนการในชั้นเรียนที่ใช้การตั้งคำถามเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน   “ใครตอบได้ว่า กติกาที่เราได้ตกลงกันไว้เรื่องการอภิปรายในชั้นเรียนอย่างไรบ้าง”
  • กำหนดคิวตอบ โดยครูใช้คำถามว่า “ใครบอกครูได้ว่า.....เป็นอย่างไร”    ให้นักเรียนยกมืออาสาเป็นผู้ตอบ   
  • ครูกำหนดตัวผู้ตอบ  “สมเกียรติ เมื่อวานเราได้ข้อสรุปว่าอย่างไร”
  • ให้เวลาคิด (thinking time)   สำหรับคำถามที่ต้องคิดคำตอบ ที่เขาเรียกว่า authentic question 
  • กระจายการมีส่วนร่วม   ให้นักเรียนทุกคนได้ตอบหรือเสนอความเห็น
  • ถามเพื่อขยายความ (extension) จากคำตอบของนักเรียนไปสู่ประเด็นเชื่อมโยงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น    หรือขยายความลึกในมิติของความรู้   
  • ลักษณะของคำถาม
  • เพื่อสอบความรู้ หรือความจำ
  • เพื่อสอบความคิด ที่เรียกว่า “คำถามที่มีคุณค่าแท้จริง” (authentic question) 
  • วัตถุประสงค์ของคำถาม   

เพื่อเริ่มการเสวนา

  • ทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา   “เมื่อวานเราเรียนเรื่อง...ไว้ว่าอย่างไรบ้าง”
  • ชวนทบทวนข้อเท็จจริง หรือสาระความรู้   ‘ใคร…’  ‘…อะไร’ ‘…ที่ไหน’  ‘…อย่างไร’ 
  • ชวนทบทวนเหตุผล  ‘ทำไม…’
  • ชวนแลกเปลี่ยนสิ่งที่สังเกตเห็น  หรือข้อคิดเห็น   ‘ใครเคยสังเกต...บ้าง  เห็นอะไรบ้าง’    ‘นักเรียนมีความเห็นเรื่อง...อย่างไร’
  • ชวนตีความหรือสรุปประเด็นเรียนรู้ (deduction)    ‘จากเหตุการณ์...นักเรียนสรุปประเด็นเรียนรู้ว่าอย่างไร’
  • ชวนสะท้อนคิด หรือทำนาย    ‘นักเรียนคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้า...’   ‘ทำไมนักเรียนจึงคิดว่า...’ 
  • ชวนสะท้อนความรู้สึก   ‘ในเรื่อง...ถ้านักเรียนเป็น...นักเรียนจะรู้สึกอย่างไร’

              เพื่อตรวจสอบความคิด  เหตุผล หรือข้อมูลหลักฐาน

  • ตรวจสอบความคิดที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม    ‘นักเรียนคิดอย่างไร  จึงพร้อมใจกันทำ...’
  • ทำความชัดเจนความคิดที่อยู่เบื้องหลังคำตอบของนักเรียน    ‘เธออธิบายได้ไหมว่า คิดอย่างไรจึงตอบอย่างนั้น’    ‘ช่วยอธิบายว่าเธอหมายความว่าอย่างไร’
  • ให้นักเรียนประเมิน หรือตัดสิน    ‘ตามในเรื่อง... นักเรียนคิดว่า... ทำถูกต้องตามหลักศีลธรรมหรือไม่    ขอให้ชี้แจงเหตุผล’

               เพื่อขยายความ

  • ขยายความต่อเนื่องจากการเสวนาช่วงก่อน    ‘ขอให้ยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งได้ไหม’    ‘ที่..อธิบายเรื่อง...นั้น   ใครมีคำอธิบายแบบอื่นบ้าง’
  • เชื่อมโยงสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้น    ‘ใครเห็นด้วยกับ...ยกมือขึ้น’    ‘ใครจะอาสาสรุปประเด็นเรียนรู้เรื่อง...ไหม’
  • โครงสร้างของคำถาม
  • คำถามปลายเปิด    ไม่เน้นคำตอบถูกผิด    เพื่อกระตุ้นความคิดที่หลากหลาย
  • คำถามปลายปิด    เน้นถามความจำ  ทฤษฎี สูตร  หรือเหตุการณ์
  • คำถามนำ    ‘....ใช่หรือไม่’   เป็นคำถามเพื่อทวนความจำ
  • คำถามที่กระชับ หรือแคบ    ถามจำเพาะประเด็น ต้องการคำตอบที่จำเพาะ    
  • คำถามเชื่อมสู่ประเด็นอื่น   อาจเป็นชุดคำถามต่อเนื่องกัน  เพื่อให้นักเรียนอธิบาย    เป็นคำถามเพื่อขยายความคิด 
    • ครูถามนักเรียนสองสามคน ให้พูดสิ่งที่ตนคิด    เพื่อนๆ ในชั้นตั้งใจฟัง     การเรียนรู้เกิดขึ้นทั้งในผู้พูดและผู้ฟัง

คำถามเพื่อตรวจสอบความคิด  และคำถามเพื่อขยายความ    เป็นเครื่องมือทำให้ IRE/IRF ไม่หยุดอยู่ที่คำคอบ    มีการเสวนาต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเรียนรู้ระดับลึกและเชื่อมโยง   

เรื่องการใช้คำถามเพื่อการเรียนรู้ในชั้นเรียนนี้ ครูพึงระมัดระวังเรื่องการเมืองในชั้นเรียน    ทั้งที่นักเรียนเป็นตัวการ และที่ครูเป็นตัวการ   นักเรียนบางคนอาจต้องการอวดเก่ง (โชว์สาว?)  ต้องการเกทับเพื่อน    ครูอาจมีอคติรักนักเรียนบางคนเป็นพิเศษ หรือไม่ชอบหน้านักเรียนบางคน   ครูต้องระมัดระวังอย่าให้ปัจจัยเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการจัดการชั้นเรียนที่มีอคติ มีการใช้กระบวนการถามตอบเพื่อยกย่องนักเรียนบางคน หรือกลั่นแกล้งนักเรียนบางคน    เขาแนะนำว่า หากครูรู้ว่าคำถามนั้นนักเรียนคนใดตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรชี้ให้ตอบ    เพราะจะเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ    แต่ก็มีวิธีแก้ด้วย ‘สิทธิในการเงียบ’   คือนักเรียนตอบไม่ได้ก็ยอมรับว่าตอบไม่ได้    ไม่มีการลงโทษใดๆ ไม่ว่าทางวาจา กิริยา หรืออื่นๆ   

ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนผ่านคำถามคำตอบและการคิดนี้เป็นเรื่องละอียดอ่อน    ครูเรียนรู้จากสถานการณ์จริง (ใน PLC) ได้ไม่รู้จบ    โดยหนังสือให้ข้อแนะนำภาคปฏิบัติแก่ครู ๔ ข้อดังต่อไปนี้ 

  • ครูควรให้นักเรียนสองสามคนได้เสวนาแลกเปลี่ยนยาวๆ     ดีกว่าเสวนาสั้นๆ กับนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง   
  • การใช้หลักการให้โอกาสนักเรียนได้พูดทุกคน ไม่ควรใช้กับเวลา ๑ คาบ   แต่ควรใช้กับเวลาที่ยาวกว่านั้น เช่น ๑ วัน หรือ ๑ สัปดาห์   
  • เน้นกติกา เมื่อมีคนพูด ทุกคนฟังและคิดตามไปด้วย   เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นทั้งในคนพูดและในคนฟัง   

วิจารณ์ พานิช

๑๘ เมษายน ๒๕๖๔    ปรับปรุง ๒๔ เมษษยน ๒๕๖๔

             



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี