คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร


คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร

ปาฐกถาเรื่อง
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร
ตอนที่ ๑
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

กรรมการธรรมศึกษา และอาจารย์สอนพระอภิธรรม พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
แสดง ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่ ๓ กันยายน ๒๔๙๘
(ปาฐกถานี้แสดงเมื่อครั้งยังรวมอยู่ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ)

พระคุณเจ้า ท่านผู้เป็นประธาน และท่านผู้เจริญทั้งหลาย

ปาฐกถาวันนี้ คือเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงตอนที่ ๑๒ ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในตอนก่อนถึงเรื่องกรรม แต่เรื่องกรรมในตอนนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่า กรรมที่กระทำไปแล้ว ได้ติดตามมาสนองแก่ผู้กระทำในชาตินั้น หมายความว่ากระทำในชาตินั้นแล้วให้ผลในชาตินั้น การแสดงการให้ผลของกรรมในชาติเดียวกันเป็นการแสดงง่าย มีเหตุผลอ้างอิงมากมาย และบางเรื่องสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ไม่ยากนัก แต่สำหรับเรื่องกรรมที่กระทำในชาติก่อนนำผลให้ชาตินี้ก็ดี หรือกรรมที่กระทำในชาตินี้แล้วไปแสดงตัว คือแสดงผลของมันในชาติหน้าก็ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุด และยิ่งกว่านั้น ก่อนที่จะเข้าใจว่า กรรมที่กระทำในชาตินี้ไปแสดงผลของมันในชาติหน้าได้ ก็จำเป็นจะต้องเข้าใจในเรื่องตายเรื่องเกิดเสียก่อน

ด้วยเหตุนี้ วันนี้ข้าพเจ้าจึงได้นำเอาเรื่องการเกิดการตายของสัตว์มาแสดง เพื่อปรารถนาจะให้ท่านได้ทราบว่า กรรมที่กระทำในชาตินี้ไปแสดงผลในชาติหน้าได้อย่างไร ถ้าหากเข้าใจเรื่องการตายการเกิดดีแล้ว การกล่าวเรื่องกรรมที่นำไปให้ผลในภพหน้าก็จะเป็นเรื่องง่าย แต่ปัญหาของเรื่องการเกิดการตายนี้ไม่ใช่เป็นปัญหาเล็กน้อย ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์มาจนกระทั่งถึงบัดนี้ มีนักปราชญ์ราชบัณฑิต หรือศาสดาเป็นอันมาก ได้พยายามคิดค้นหาทางที่จะให้ทราบว่าคนตายแล้วสูญไปเลย หรือว่าคนตายแล้วไปเกิดได้อีก ถ้าไปเกิด เอาอะไรไปเกิด ไปอย่างไร การค้นคว้าในเรื่องเหล่านี้สืบต่อมาจนนับชั่วอายุคนไม่ได้ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่นั่นเอง หาได้คลี่คลายออกไปจนถึงสมารถยืนยันได้ไม่

เรื่องคนตายไปแล้วจะไปเกิดหรือไม่นั้น มีความเข้าใจกันไปหลายกระแส บางท่านก็เข้าใจว่าร่างกายของคนเรานี้ประกอบด้วยรูป หรือวัตถุ ดังนั้นเมื่อคนตาย ร่างกายก็ฝังจมดินไปไม่สามารถจะไปเกิดได้อีกบางท่านเข้าใจว่าตายแล้วก็ต้องไปเกิดอีก ในบรรดาผู้ที่เข้าใจว่าตายแล้วไปเกิดได้นี้ ก็มีความเข้าใจแตกแยกออกไปมาก เช่นผู้ตายจะต้องไปอยู่สวรรค์หรือในนรก ก็แล้วแต่ผลแห่งการกระทำของตน และสวรรค์หรือนรกนั้นได้มีผู้สร้างขึ้นสำหรับลงโทษ หรือให้รางวัลตลอดนิรันดร โดยไม่กลับมาเป็นมนุษย์อีก บางท่านเข้าใจว่าคนที่ตายแล้วต้องไปเกิดเป็นคนเท่านั้น ไปเกิดเป็นสัตว์ไม่ได้ แต่บางท่านว่าไปเกิดเป็นคนหรือเป็นสัตว์ก็ได้ 
บางคนเข้าใจว่าจิตหรือวิญญาณหรือเจตภูตนี้เป็นอมตะ เมื่อร่างกายของคนแตกดับไปแล้ว วิญญาณก็จะออกจากร่างล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ บางคนที่ศึกษาวิชาทางโลกทางวิทยาศาสตร์มามากๆ ก็เข้าใจว่าถ้าบุคคลใดมีลูกเต้าสืบต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็จะไปเกิดได้อีกตามหลักของชีววิทยา เพราะลูกทุกๆ คนนั้นสืบต่อมาจากเซลล์ของพ่อแม่นั่นเอง เมื่อสืบต่อไปหลายๆ ชั่วแล้ว ชีวิตเดิมก็จะปรากฏขึ้นมาอีก แต่บางคนกลับมีความเห็นว่า ร่างกายนั้นประกอบไปด้วยรูปหรือวัตถุ ความรู้สึกนึกคิดนั้นเป็นหน้าที่ของมันสมอง ซึ่งได้วิวัฒนาการทีละน้อยๆ มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนมีอำนาจในการนึกคิดและรู้สึกได้ แต่เมื่อตายแล้วก็เป็นอันหมดเรื่องกัน ไม่สามารถจะไปเกิดได้อีกเลย

เรื่องนี้เป็นเรื่องมากคนมากความคิดเห็น แม้เจ้าของลัทธิศาสนาใหญ่ๆ หลายศาสนา ก็มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะเรื่องคนเกิดหรือคนตายเราเห็นได้ง่ายๆ แต่เรื่องตายแล้วไปเกิดได้หรือไม่ เป็นเรื่องลึกลับ เป็นปัญหาโลกแตกมาจนบัดนี้ 
สำหรับคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า คนตายแล้วไปเกิดอีกได้ แต่จะไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ก็ได้ แต่อย่างไรก็ดี พระองค์มิได้ทรงสอนไว้เฉยๆ ลอยๆ ว่า คนตายแล้วไปเกิดได้เท่านั้น หากแต่ได้ทรงแสดงรายละเอียดในเรื่องนี้ไว้เป็นขั้นเป็นตอนอย่างพิสดาร ถึงวิธีที่ไปเกิดได้อย่างไร? มีอะไรบ้าง? ไปอย่างไร? เกิดอย่างไร? พระองค์ทรงสอนไว้ยากง่ายเป็นชั้นๆ แล้วแต่วุฒิของบุคคลผู้ใดสนใจศึกษา มีพื้นฐานมาดี ก็สามารถเข้าใจได้ละเอียดขึ้น

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนว่า คนตายแล้วไปเกิดก็ดี แต่ความคิดเห็นของศาสดาอีกหลายท่านที่มีตรงกันในหลักใหญ่ๆ ของพระพุทธศาสนาเพียงว่า “เกิดอีก” เท่านั้น เช่น ศาสนาพราหมณ์ถือว่า คนตายแล้วจิตหรือวิญญาณก็ล่องลอยออกจากร่างไปปฏิสนธิใหม่ เหตุนี้จิตหรือวิญญาณก็เป็นอมตะไม่มีวันตาย เมื่อจากคนนี้ก็ไปสู่ยังคนนั้น เมื่อจากคนนั้นก็ไปสู่ยังคนอื่นๆ ต่อไปตามลำดับ

เหมือนคนอาศัยอยู่ในบ้าน เมื่อบ้านพังลงแล้วจะอาศัยอยู่ไม่ได้ ก็ต้องเดินทางไปหาบ้านอยู่ใหม่ต่อไป แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ตรงกันข้าม พระองค์สอนว่า จิตหรือวิญญาณนั้นมิได้เป็นอมตะไม่มีวันตาย หากแต่เกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย และจิตก็ล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ไม่ได้เลย จะเทียบคนย้ายจากบ้านที่จะพังหาได้ไม่ ยิ่งกว่านั้น ความเข้าใจที่ว่าการไปเกิดได้ ก็ไปแต่จิตหรือวิญญาณเท่านั้น ก็เป็นความเข้าใจผิด เพราะยังมีรูปอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า กรรมชรูป คือรูปอันเกิดแต่กรรม ก็ร่วมในการปฏิสนธิด้วย สำหรับข้อนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ท่านจะได้เห็นความพิสดารน่าอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา เพราะไม่ว่าใคร หรือศาสดาองค์ไหนที่เห็นว่า คนตายแล้วไปเกิดได้ ก็จะต้องไปแต่จิตหรือวิญญาณเท่านั้น ทั้งมิได้แสดงการตายการเกิดอย่างไรให้ชัดแจ้ง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า นอกจากจิตไม่ใช่ล่องลอยไปแล้ว รูปบางชนิดก็ไปเกิดได้ ส่วนจะไปได้อย่างไร? รูปอะไรบ้าง? มีเหตุผลหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างไรนั้น ขอได้โปรดฟังต่อไป

การที่เข้าใจว่า คนตายแล้วไปเกิดได้นั้น จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องจิต เรื่องรูป เรื่องกรรม และเรื่องความตายว่า เหตุใดจึงตาย ? ความตายมีกี่อย่าง? ขณะใกล้ตายมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? มีความรู้สกอย่างไร? และจิตทำงานกันอย่างไร? ฯลฯ ให้เข้าใจดีเสียก่อน ดังนั้นท่านก็จะเห็นได้ว่า เรื่องตายเรื่องเกิดนี้จะกล่าวกันง่าย และให้เข้าใจดีด้วยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอย้อนไปถึงเรื่องจิตอีกครั้งหนึ่งตามที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นตอนๆ ว่า จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ รู้จักคิดนึกจดจำ จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่มีการเกิด-ดับสืบต่อกันเสมอเป็นนิตย์มิได้หยุดนิ่ง และจิตนั้นเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่ก็มีอำนาจในการสั่งสมสันดานหรือสามารถเก็บอารมณ์ต่างๆ ไว้ในจิต แล้วก็แสดงออกซึ่งอารมณ์นั้นๆ ได้ 
เมื่อแยกการงานของจิตออก ก็จะได้เป็น ๒ คือ:-

๑. การงานที่จิตกระทำได้แก่การที่จิตขึ้นวิถีรับอารมณ์ต่างๆ จากทางทวารหรือประตูทั้ง ๖ คือ รับอารมณ์จากทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เช่น เห็น ได้ยิน คิด เป็นต้น

๒. จิตเป็นภวังค์ได้แก่จิตมิได้ขึ้นวิถีรับอารมณ์จากทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเลย แต่จิตก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา คือ เกิด-ดับ และมีอารมณ์ที่ติดมาตั้งแต่ปฏิสนธิ

การที่ข้าพเจ้าแยกการทำงานของจิตออกเป็น ๒ เช่นนี้ เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ในขณะรับอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ นั้น จิตก็ทำงาน และ จิตที่เป็นภวังค์ คือ มิได้ขึ้นวิถีรับอารมณ์ จิตก็ทำงานเหมือนกัน

ข้อ ๑. การขึ้นวิถีรับอารมณ์ของจิตนั้น จิตจะรับอารมณ์ หรือจะเกิดอารมณ์ขึ้นได้ ก็จะต้องอาศัยมีผัสสะ คือ การกระทบ หากมิได้กระทบแล้ว จิตก็ไม่สามารถรับอารมณ์ เช่นสียงมิได้กระทบหูแล้วจะไม่ได้ยิน รูปมิได้กระทบตาแล้วจะไม่เห็น และ อารมณ์หรือเรื่องที่จำ เป็นตัวให้คิด ไม่กระทบกับจิตแล้วก็จะคิดนึกไม่ได้เลย

ข้อ ๒. ภวังคจิต คำว่าภวังค์ หรือจิตตกภวังค์นี้ มีพูดกันอยู่เสมอโดยทั่วไป แต่ตามความเข้าใจของคนส่วนมากนั้นเข้าใจว่า ภวังค์หมายถึงจิตมีความสงบ คือนั่งเฉยๆ หรือนั่งใจลอย แต่ตามหลักของปรมัตถธรรมนั้นตรงกันข้าม คำว่าภวังค์หมายถึงองค์แห่งภพ หมายถึงจิตตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติคือตาย ขณะใดที่จิตมิได้ยกขึ้นสู่อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้ว ขณะนั้นจิตก็เป็นภวังค์ ภวังค์ที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือคนกำลังหลับสนิท ขณะหลับสนิท จะไม่มีความรู้สึกตัวเลย ขณะใดจิตมีความรู้สึกตัวขึ้นในอารมณ์จากทางทวารทั้ง ๖ แล้ว ขณะนั้นจิตก็พ้นไปจากเป็นภวังค์ ความจริงขณะที่เราเห็นหรือได้ยินหรือคิดนั้น จิตก็ขึ้นวิถีรับอารมณ์แล้วก็มีภวังคจิตคั่นสลับอยู่ตลอดไป ทั้งนี้เป็นไปโดยรวดเร็วมาก ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึก

การที่ข้าพเจ้านำท่านมาสู่ความเข้าใจที่สับสนนี้ ก็เพราะปรารถนาจะให้ท่านได้ทราบว่า ในขณะที่จิตมิได้ขึ้นวิถีรับอารมณ์นั้น จิตก็เป็นภวังค์ จิตเป็นภวังค์นี้จะไม่มีความรู้สึก แต่ถึงไม่รู้สึกก็ดี จิตก็ทำงาน คือ เกิด-ดับ สืบเนื่องกันไปเป็นเนืองนิจ และมีอารมณ์เหมือนกัน แต่เป็นอารมณ์ที่อยู่ในจิต มิได้แสดงออกมาให้เราเห็น ได้ยิน หรือรู้สึกได้ เป็นอารมณ์เก่าที่สืบเนื่องต่อจากปฏิสนธิ ถ้าจะเปรียบกับไดนาโมทำไฟ ก็คือ ไดนาโมที่กำลังหมุนอยู่มิได้หยุดนิ่งนั่นเอง มันพร้อมที่จะส่งกระแสไฟไปจุดยังหลอดถ้าเปิดสวิทช์ขึ้น ภวังคจิตก็มิได้หยุดนิ่งอยู่เฉยๆ แต่กำลังทำงานอยู่เหมือนกัน พร้อมที่รับอารมณ์อยู่เสมอ

การที่ข้าพเจ้าแสดงจิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์ และภวังคจิตนั้น ก็เพื่อจะนำท่านเข้าสู่เรื่องของความตายว่าบุคคลที่กำลังจะตายนั้น จิตกำลังจะทำงานอะไรอยู่….. ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะได้แสดงถึงเรื่องว่าด้วยความตายเสียก่อนว่า มีเหตุอะไรบ้างที่จะมาทำให้ตาย 
ตามพุทธภาษิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งความตายออกเป็นส่วนใหญ่ๆ ไว้เป็น ๒ ประการคือ :-

๑. กาลมรณะ หมายความว่า ถึงเวลาที่จะต้องตาย

๒. อกาลมรณะ หมายความว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องตาย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่


https://drive.google.com/file/d/1KRwPmxVaKIr91z7-IvRTaldyvBA0lEQR/view?usp=sharing
 

คำสำคัญ (Tags): #dhamma
หมายเลขบันทึก: 690956เขียนเมื่อ 4 มิถุนายน 2021 12:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 มิถุนายน 2021 12:33 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี