วันนี้ (11 พฤศจิกายน 2548) ขณะที่ผมกำลังประชุมคณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัดอยู่ ประมาณ 15.00 น. ทางงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ได้ขึ้นมาตามที่ห้องประชุมว่ามีผู้ใจบุญประสงค์จะมาบริจาคเงินและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาล ผมก็ได้ลงไปพบที่ห้องประชาสัมพันธ์ ได้พบกับคุณชาตรี ระพิทย์พันธ์ ลุกสาวและน้องชาย ซึ่งประสงค์จะมาบริจาคถังอ๊อกซิเจนขนาดเล็กและอุปกรณ์สำหรับให้อ๊อกซิเจน(Flow meter & Humidifier) เนื่องจากซื้อมาเตรียมให้ภรรยาใช้แต่ยังไม่ทันได้ใช้ภรรยาก็เสียชีวิตก่อน จึงเป็นของใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้เลยราคาประมาณ 5,200 บาท ซึ่งอาจดูไม่แพงมากสำหรับคนมีเงินแต่สำหรับโรงพยาบาลเล็กๆที่มีหนี้สินมากอย่างเราแล้วนับว่ามีค่ามากที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยของเรา ผมได้บอกกับคุณชาตรีว่า แม้ภรรยาจะไม่ทันได้ใช้แต่ก็น่าจะได้รับผลบุญที่ทำครั้งนี้ด้วย (เมื่อ 5 ปีก่อนทางคุณชาตรีและญาติพี่น้อง นำโดยคุณลุงกัง แซ่ขวาง ซึ่งเป็นคุณพ่อก็ได้มาบริจาคเตียงผู้ป่วยแบบปรับระดับได้ให้กับโรงพยาบาลหลายเตียง ตอนที่เราเปิดอาคาร 60 เตียงโดยการพึ่งพาชาวบ้าน ได้เตียงบริจาคทั้ง 30 เตียง ทุกวันนี้ก็ยังใช้เตียงเหล่านี้อยู่และได้เล่าให้ฟังว่ามีผู้ป่วยมาใช้เตียงเหล่านี้จำนวนมาก ทำให้ผู้บริจาคได้ผลบุญและมีความสุขใจ) นอกจากถังอ๊อกซิเจนนี้แล้วยังมีเงินบริจาคอีก 5,000 บาท ผมก็ได้เรียนให้ทราบว่าตอนนี้ทางโรงพยาบาลมีมูลนิธิโรงพยาบาลบ้านตาก ถ้าบริจาคถึง 10,000 บาท ก็สามารถตั้งกองทุนเป็นชื่อของภรรยาหรือครอบครัวได้ โดยที่เงินต้นจะยังคงอยู่ตลอด เราจะใช้แค่ดอกผลเท่านั้น ครบรอบปีก็จะมีสรุปผลกองทุนส่งไปให้ทราบ แทบไม่ต้องคิดเลยคุณชาตรีตอบตกลงทันที ควักกระเป๋าสตางค์นับเงินจนครบ 1 หมื่นบาทให้เลยโดยตั้งกองทุนเป็นที่ระลึกแก่ภรรยาเพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วย อย่างนี้นี่แหละครับที่เรียกว่า "อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หล่นลงมาดั่งฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน" หลังจากที่มีผู้บริจาคให้โรงพยาบาลแล้วเราจะทำหนังสือขอบคุณพร้อมใบอนุโมทนาบัตรส่งไปให้ทุกรายเพื่อยืนยันว่าได้มีการนำเงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค ไม่ใช่ไปเข้าพกเข้าห่อของใคร เมื่อมีการถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกแล้วผมก็ได้เรียนกับคุณชาตรี น้องชายและลูกสาวไปว่า หากครบรอบวันสำคัญหรือประสงค์จะทำบุญเพิ่มเติมในโอกาสต่อไปก็นำมาสมทบกับกองทุนที่มีอยู่เดิมได้ จะทำให้เงินต้นเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆได้หรือหากวันสำคัญๆอาจชักชวนญาติๆมาร่วมทำบุญกับโรงพยาบาลก็ได้ บุญนี้จะเห็นผลทันตาคือส่งถึงคนที่มีชีวิตอยู่ในชาตินี้ภพนี้เลยทั้งผู้รับประโยชน์ก็คือตัวผู้ป่วยและผู้บริจาคเองก็มีความสุขใจ

        ตอนจะกลับผมได้เดินไปส่งขึ้นรถที่ลานจอดรถก็ได้เดินไปคุยกันไป คุณชาตรีบอกว่าที่มาบริจาคให้ที่บ้านตากเพราะเป็นคนบ้านตากแม้ตอนนี้จะไปทำงานที่อื่นก็ยังระลึกถึงบ้านเกิดเสมอ รวมทั้งเวลากลับมาบ้านได้พูดคุยกับญาติพี่น้อง คนรู้จักต่างก็พูดถึงโรงพยาบาลบ้านตากในทางที่ดี ได้เห็นการพัฒนาโรงพยาบาลที่เปลี่ยนไปมาก ดีขึ้นมาก ได้เห็นข่าวของผู้อำนวยการที่ลงตามหนังสือพิมพ์หรืออกทีวี ทำให้เกิดความประทับใจ เชื่อมั่นว่าทำจริง เงินจะไม่รั่วไหล และจะชวนคนรู้จักมาร่วมบริจาคอีก และอีกคำพูดหนึ่งก่อนจะขึ้นรถก็คือคุณชาตรีบอกว่า "หมอการที่คนจะบริจาคเงินหรือสิ่งของให้ใครนั้น จะมีอยู่สองส่วนในการตัดสินใจก็คือความตั้งใจของเขาที่จะทำบุญรวมกับความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวผู้นำองค์กรนั้นๆ ไม่ใช่ใครนึกจะไปขอก็ให้ ก็อยากให้หมอมีกำลังใจทำต่อไป อย่าท้อ อาจจะมีคนไม่เข้าใจอยู่บ้างก็เป็นธรรมชาติของคน แต่คนบ้านตากส่วนใหญ่เขาเชื่อมั่นหมอ" ผมได้ยินก็รู้สึกหัวใจพองโตเพราะนอกจากคุณชาตรีจะนำเงินมาบริจาคแล้ว ยังได้นำกำลังใจมาให้ตัวผมอีกด้วย

         ในอำเภอบ้านตาก ถือเป็นพื้นที่ยากจน แต่สามารถระดมเงินบริจาคได้ถึง 25 ล้านบาท นั้นส่วนหนึ่งมาจากชาวบ้านช่วยกันคนละเล็กละน้อย บ่อยครั้งที่คุณยายคุณป้ามานอนโรงพยาบาลด้วยบัตรฟรีแล้วขอบริจาคโดยให้ผมไปรับเงิน 200 บาทบ้าง 500 บาทบ้าง หรือ 20 บาทก็มี ซึ่งเทียบเป็นเงินอาจดูน้อย แต่ถ้าเทียบแบบสัมพัทธ์กับรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่แล้วจะถือว่ามีค่ามาก และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากพ่อค้า คหบดี นักการเมืองที่ได้มาช่วยกันบริจาครั้งละมากๆทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัด อย่างคุณอุดร ตันติสุนทร สว.ตาก และครอบครัวได้บริจาค4-5 ล้านบาท โดยวันที่ผมไปรับเงินท่านก็จะพูดคล้ายๆคุณชาตรีว่าเชื่อมั่นว่าเงินบริจาคจะไม่หายไปโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากเห็นผลงานและความทุ่มเทที่ผมทำมา ส่วนจากต่างจังหวัดที่ต้องพูดถึงก็คือคุณทัศนีย์ เทียนทอง ที่บริจาคถึง 9 ล้านบาท ท่านอยู่ที่นครปฐมแต่ได้ยินเรื่องราวของโรงพยาบาลบ้านตากจากคนรู้จักที่มารับราชการเป็นที่ดินอำเภอ(คุณอาทร ขาวอุไร)ที่อำเภอบ้านตากจึงได้แสดงความจำนงบริจาคให้ทั้งที่ไม่รู้จักหน้าตากันเลย ได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์  ในการที่ได้รับเงินบริจาคนี้จึงมาจากผลของการพัฒนาโรงพยาบาลให้สามารถบริการได้ดี ส่วนใหญ่ที่มารับบริการก็เป็นคนที่มีฐานะยากจน มารับบริการฟรี เมื่อเราบริการเขาดี เขาก็ไปคุยต่อ ขนาดคนจนยังบริการดี คนมีฐานะก็น่าจะบริการดีด้วย(คนส่วนใหญ่มักคิดแบบนี้เพราะสังคมไทยเป็นสังคมอภิสิทธิ์มานาน มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขาดความเสมอภาคมานาน) ทำให้คนมีฐานะได้เห็นความสำคัญและนำเงินบริจาค

         ที่สำคัญ ผู้ที่มาบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลบ้านตาก จะไม่มีการมาอวดเบ่ง มาสร้างความลำบากใจให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้านตากเลย เพราะผมไม่ได้ไปขอแบบมีข้อแลกเปลี่ยน ทุกคนที่มาบริจาคจะเป็นผู้แสดงความจำนงด้วยตนเอง ด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาอยากทำบุญอย่างแท้จริง ผมเป็นแต่เพียงผู้ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น เวลาเรานำโล่หรือเกียรติบัตรไปให้ทุกคนจะบอกว่า ไม่ต้องก็ได้หมอ เพราะได้ความสุขใจไปแล้ว ที่ทำไม่ได้หวังโล่ หวังรางวัลอะไร มีหลายคนมาถามผมว่ามีเทคนิคในการหาบริจาคอย่างไร ผมก็ตอบว่าไม่ได้มีเทคนิคอะไร เพียงแต่พูดความจริง/ความจำเป็นให้คนได้ทราบ มีความบริสุทธิ์ใจ  หากเขาศรัทธาเขาก็จะทำเอง

          ชื่อเสียงความดีของโรงพยาบาลที่ท่านเหล่านี้ได้ประจักษ์นั้น ไม่ใช่เกิดจากตัวผมคนเดียว เพราะการบริการของโรงพยาบาลเกิดจากคนหลายคน หลายฝ่าย หากไม่ร่วมมือกันอย่างดีแล้ว คงสร้างความพึงพอใจได้ยาก ดังนั้นผมจึงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของโรงพยาบาลบ้านตากเท่านั้น ตัวเจ้าหน้าที่ ชุมชน ชาวบ้าน และผู้บริจาคต่างหากที่เป็นส่วนใหญ่ของความสำเร็จในการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตาก