Sun Country Airlines ยกตัวขึ้นอย่างนิ่มนวล ป้าเขมนั่งติดหน้าต่างสายตามองผ่านช่องใสๆ ใบหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย
ตอนเราไปขึ้นตั๋วพนักงานถามว่า “window seat” or “aisle seat”
ผมงงกับคำหลัง แต่ตอบไปว่า “window seat” และไม่ลืมขอบคุณ
เออ..เราสามารถเลือกที่นั่งตอนไปขึ้นตั๋ว
ได้ด้วยนะ ซึ่งเมืองไทยทำไม่ได้ (รึทำได้ผมไม่เคยเจอ)
ไฟบอกรัดเข็มขัดดับลง ผมปรับเก้าอี้เอนได้นิดหน่อย ป้าเขมที่ละสายตาจากช่องหน้าต่างแล้ว นั่งตัวตรงหลับตานิ่ง
เสียงกัปตันดังมาจากลำโพงเหนือศีรษะ กล่าวต้อนรับและแนะนำตัวเองพร้อมทั้งเที่ยวบิน ผมหยิบเอกสารแผ่นพับในช่องด้านหน้ามาดู
Sun Country Airlines เป็นเครื่องบิน Boeing 737 ที่นั่งฝั่งละ 3 ตัว แต่เที่ยวบินนั้นไม่มีใครมานั่งกับเรา
แอร์แต่งตัวสวย วัยราว 30 เศษ เข็นรถน้ำชา กาแฟ น้ำเปล่าและซองขนมมาแจก ผมและป้าเขมขอกาแฟ
เธอส่งแก้วกระดาษมีหูที่มีกาแฟอยู่ครึ่งแก้วให้ผมทีละแก้ว พร้อมยิ้มสดใสและบอกว่า ยังร้อนอยู่ ผมขอบคุณและรับให้ป้าเขมก่อน
ขนมปังกรอบอร่อยดี แต่กาแฟจืดมาก ผมเติมน้ำตาลก็ไม่ดีขึ้น พอแอร์ย้อนกลับมาผมขอเติมนมนิดหน่อยก็ไม่ดีขึ้น ยิ่งจืดหนักกว่าเดิม แถมหวานมาอีก
ป้าเขมจิบกาแฟหน่อยเดียว แล้วไม่สนอะไรนั่งหลับตาต่อ โดนไม่ปรับเอนเก้าอี้
พอแอร์เก็บรถเข็นเครื่องบินก็ตกอยู่ในความเงียบ ได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์เบาๆ
ผมหลับตาเหยียดตัวเท่าที่ทำได้ นึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
อีกราวสองชั่วโมง จะถึงท่าอากาศยานนานาชาติฟินิกซ์ สกาย ฮาร์เบอร์ ซึ่งเป็นจุดพั
ก เราจะเปลี่ยนเครื่องไปท่าอากาศยานนานาชาติ จอห์น เอฟ เคนเนดี พลันความตื่นเต้นก็จู่โจมผม นี่ผมกำลังจะไปท่าอากาศยานนานาชาติที่เป็น ศูนย์กลางการบินระดับโลก
เป็นการเดินทางโดยลำพังกับแม่บ้านในต่างแดนครั้งแรก ไม่มีคนนำทาง ไม่มีคู่มือเดินทาง ทั้งภาษาอังกฤษก็ส่งคืนครูไปเกือบหมดสิ้น