ปีกว่าแล้วที่โลกตกอยู่ภายใต้สถานการณ์โควิด-๑๙ ยิ่งวันสองวันนี้อาการของบ้านเรา เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ติดเชื้อหนักสุดเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา คณะแพทย์บอกอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งไม่รู้จะขึ้นไปถึงไหน จะหยุดหรือชลอตัวเมื่อไหร่
ยิ่งน่ากังวลใจ เมื่อเห็นข่าวสถานที่ท่องเที่ยวยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แทบทุกที่โดยเฉพาะแถบชายทะเล ขบวนแห่ด้วยรถเครื่องเสียงขนาดใหญ่ ผู้คนรวมถึงผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเองยังคงร้องเล่นเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน โดยมิได้สวมหน้ากากอนามัย อย่างไม่อินังขังขอบต่อข้อมูลโรคที่น่าเป็นห่วงขึ้นทุกขณะ
หรือเหตุการณ์กำลังเดินซ้ำรอยบางประเทศที่มีการระบาดอย่างหนักก่อนหน้านี้ เคยคิดว่าความมั่นใจในตัวเองและบูชาสิทธิเสรีภาพส่วนตัวอย่างเลยเถิดของฝรั่งเป็นข้อเสียได้เหมือนกัน เพราะน่าจะมีส่วนทำให้การระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ทุกคนรู้

แล้วบ้านเราล่ะ เป็นด้วยเหตุผลกลใด ถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อจะหนักหนาสาหัสแนวเดียวกับเขา ทั้งๆที่เมื่อเริ่มต้นเราทำได้ดีกว่า จนบางฝ่ายกระแนะกระแหนว่าดีเกินจนทำให้ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ อาจเพราะเหตุนี้ด้วย หลายอย่างจึงถูกผ่อนปรนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้
หากลองเว้นปัจจัยอื่นๆไว้ก่อน แล้วหันมามองเฉพาะพฤติกรรมคนอย่างเดียว เพราะอัดอั้นตันใจมานานเกินไปแล้วหรือเปล่ากับระยะเวลาปีกว่าที่ไม่สามารถใช้ชีวิตดังเดิมได้หรือทนถึงขีดสุดแล้วหรือแค่เรื่องที่คุ้นเคย"ทำอะไรตามใจคือไทยแท้"
สำหรับตัวเองแล้ว อย่างหนึ่งที่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการระบาดของโรคอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไหน รวมทั้งบ้านเราในครั้งนี้ โดยเฉพาะจากสถิติที่พบว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ ๒๐-๒๙ ปี ใช่ความรู้สึกต่างกันที่เกิดขึ้นของคนต่างวัยหรือไม่?
เนื่องจากโอกาสเสียชีวิตจากโรคในวัยคนหนุ่มสาวกับวัยส.ว.มีความแตกต่างกันอย่างเทียบไม่ได้!