อัยการจับพิรุธจำเลย โดยการอ่านภาษากายขณะกำลังพิจารณาคดีผ่านโปรแกรม Zoom


อัยการจับพิรุธผ่านทาง Zoom โดยการอ่านภาษากาย

     

อัยการจับพิรุธผ่านทาง Zoom โดยการอ่านภาษากาย”

เหตุการณ์การข่มขู่พยานในการพิจารณาคดีครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2021

ที่เมืองโจเซฟเมืองเล็กๆทางตะวันตกเฉียงใต้ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา

การพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการพิจารณาโดยวิธีออนไลน์ผ่านโปรแกรมZoom เนื่องจากเป็นมาตรการในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19

โดยคดีนี้เป็นคดีที่จำเลยทำร้ายร่างกายแฟนสาวซึ่งเป็นผู้เสียหายและศาลได้มีคำสั่งห้ามเข้าใกล้และห้ามติดต่อผู้เสียหายในระหว่างการรอการพิจารณา

ในขณะที่กำลังจะเริ่มการพิจารณานั้น อัยการ นามว่า Deborah Davis ได้สังเกตพฤติกรรมและภาษากายของทั้งจำเลยและผู้เสียหายตลอดเวลาตั้งแต่การเริ่มประชุม เนื่องจากมีสายรายงานมาว่าจำเลยอาจจะอยู่ใน ที่พักเดียวกันกับผู้เสียหายในขณะที่กำลังพิจารณาคดี

ผู้เสียหายมีท่าทางไม่สบายใจ และลูกตาเคลื่อนไหวไปมาในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และไม่เป็นธรรมชาติ

ส่วนจำเลยมีท่าทางกระวนกระวาย และเดินวนไปมาขณะกำลังประชุม VDO call

เมื่อภาษากายได้บอกใบ้อะไรบางอย่าง อัยการ Davis ก็ไม่รอช้า เธอได้ขออนุญาตให้หยุดการพิจารณาในทันที และแจ้งในที่ประชุมว่า เธอมีเหตุที่เชื่อได้ว่า จำเลยได้อยู่ในที่พักเดียวกันกับผู้เสียหายในขณะที่กำลังประชุมอยู่นี้ ซึ่งเธอเกรงว่าผู้เสียหายจะได้รับอันตราย จึงได้แจ้งผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที

ด้วยไหวพริบของผู้พิพากษา เมื่อได้ยินดังนั้น จึงถามว่าผู้เสียหายอยู่ที่ใดในขณะนี้ ซึ่งเธอได้ตอบว่าอยู่ที่บ้านพักของเธอเอง และผู้พิพากษาก็ได้ถามจำเลยด้วยคำถามเดียวกัน ซึ่งจำเลยได้ตอบว่าตนนั้นอยู่อีกที่หนึ่ง ผู้พิพากษาจึงขอให้จำเลยเดินออกไปนอกที่พัก เพื่อแสดงเลขที่บ้านให้กับคณะพิจารณาคดีเห็น

จำเลยอ้างว่า แบตเตอรี่โทรศัพท์ของตนเหลือเพียง 2% จำเป็นต้องนั่งอยู่ในบ้านเพื่อชาร์จไฟไม่ให้หน้าจอดับ

ขณะเดียวกันอัยการได้ประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ให้เข้าไปตรวจสอบที่บ้านของผู้เสียหายทันที ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 นาทีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาเคาะประตูบ้านของผู้เสียหาย ผู้พิพากษาจึงขอให้ผู้เสียหายเดินออกไปเปิดประตูบ้าน และก็เป็นดังที่คาดไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบจำเลยในบ้านพักของผู้เสียหายซึ่งก่อนหน้านี้จำเลยได้โกหกว่าตนอยู่อีกสถานที่หนึ่ง

การพิจารณาคดีจึงได้หยุดลงทันที และท่านผู้พิพากษากล่าว “ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยประกันตัว ถึงต่อให้จำเลยจะเสนอเงินประกันตัวมากถึง 10ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม จำเลยก็จะไม่มีสิทธิประกันตัวโดยเด็ดขาด อีกทั้งยังโดนข้อหา ”ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม” เพิ่มเติมอีกด้วย

เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่า การเรียนรู้ภาษากาย และพฤติกรรมวิทยา (Body Language and Behavioral study) เป็นประโยชน์และสำคัญอย่างมาก และการใช้ความรู้และทักษะด้านการอ่านพฤติกรรมทางภาษากาย ไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของตำรวจในขณะการสอบปากคำหรือสอบสวนเท่านั้น แต่เป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกคน

การสังเกตเพียงเสี้ยววินาทีอาจจะสามารถช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์หรือผู้เสียหายได้ ในสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องศึกษาและฝึกฝนวิชา ภาษากาย (Body Language) อย่างน้อย 7.5 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่เพื่อใช้ในการสอบสวน จับผิดผู้ต้องหา แต่ยังสามารถใช้ทักษะการอ่านภาษากายนี้สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและสมาชิกในชุมชนได้อีกด้วย

ในประเทศไทยนั้นยังไม่มีหลักสูตรการฝึกสอนการอ่านภาษากายเบื้องต้น หรือแม้กระทั่ง ความรู้ด้านอาชญาวิทยา (Criminology) ให้กับเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมอย่างเพียงพอ นี่อาจจะเป็นจุดอ่อนของกระบวนการยุติธรรมไทยอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการยุติธรรม

 โดยเฉพาะในประเทศไทยไม่มีกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวบัญญัติไว้โดยเฉพาะ หากมีก็จะใช้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 295 ซึ่งมีความว่า  “ ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” หรือหากเป็นการทำร้ายร่างกายที่รุนแรงมาก ถึงขั้นที่ผู้ถูกทำร้ายต้องพักรักษาตัวเกินกว่า 20 วัน ก็จะใช้ มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

อันตรายสาหัสนั้น คือ

(1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

(2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

(3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด

(4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

(5) แท้งลูก

(6) จิตพิการอย่างติดตัว

(7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(8) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน

      จริง ๆการทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ถือว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่หากว่า การใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายในครอบครัวแล้ว ย่อมถือได้ว่า เป็นความอันอันยอมความได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคสอง นั้นเอง ดังนั้น หากว่าเป็นการทำร้ายร่างกายกับในครอบครัวแล้ว จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ และเมื่อมีการตกลงถอนคำร้องทุกข์ หรือถอนฟ้องแก่กันแล้ว คดีอาญาย่อมสามารถระงับได้

          สถิติจากสายด่วน 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงให้เห็นว่ามากกว่าร้อยละ 40 ของกรณีความรุนแรงในครอบครัว ที่รายงานไปยังสายด่วน เกี่ยวข้องกับกรณีที่ผู้หญิงมีประสบกาณ์การถูกทำร้าย ข้อสังเกตที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ผู้หญิงมีประสบกาณ์การถูกทำร้าย คิดเป็นร้อยละ 41 ของกรณีความรุนแรงในครอบครัวที่ได้รับรายงานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน 2561 จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 43 ในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 และยังคงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 46 ในปี 2563 เมื่อรวมคดีความรุนแรงทั้งหมดแล้ว สัดส่วนของความรุนแรงต่อผู้หญิง จากกรณีที่ได้รับระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน 2563 คิดเป็นร้อยละ 40 ของจำนวนคดีทั้งหมดซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36 ในปี 2561

แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของความรุนแรงต่อผู้หญิงคือ One Stop Crisis Center (OSCC) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้หญิงที่ประสบกับความรุนแรงและเข้ามารับบริการของ OSCC ในโรงพยาบาลของรัฐก็เพิ่มขึ้นจากผู้หญิง 26 คนต่อ วันในปี 2550 เป็นผู้หญิง 36 คนต่อวันในปี 2558 มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 55) ของคดีความรุนแรงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสามี และคู่รักของพวกเขาในฐานะผู้ล่วงละเมิด

          ในขณะที่ต่างประเทศจะมีกฎหมายครอบคลุมเกี่ยวกับ Domestic Violence หรือความรุนแรงในครอบครัวกำหนดโทษไว้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศไทยจะเรียกคดีลักษณะหรือว่า “เรื่องผัวเมีย” บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากจะรับแจ้ง

          หวังว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะไปสะกิดผู้มีอำนาจในประเทศไทย ให้พิจารณาการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสมาชิกในครอบครัวที่ถูกทำร้ายโดยคนในครอบครัวเอง เพื่อสอดคล้องกับจุดยืนที่ต้องการประกาศในเวทีโลกว่า เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา



-ตฤณห์ โพธิ์รักษา-

ขอบคุณรูปภาพจาก

https://www.clickondetroit.com...

หมายเลขบันทึก: 689862เขียนเมื่อ 3 เมษายน 2021 20:52 น. ()แก้ไขเมื่อ 10 เมษายน 2021 14:59 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี