บันทึกกลุ่ม transformative learning โดย ศ. ดร. นพ. สุรศักดิ์ บูรณตรีเวทย์

บันทึกกลุ่ม transformative learning   โดย ศ. ดร. นพ. สุรศักดิ์ บูรณตรีเวทย์

ผมได้รับ  อีเมล์ จาก ศ. ดร. นพ. สุรศักดิ์ บูรณตรีเวทย์ ดังต่อไปนี้    เป็นข้อเขียนเชิง สะท้อนคิด ที่ดี จึงนำมาเผยแพร่    เสียดายอย่างเดียว    อ. หมอสุรศักดิ์ ไม่ได้เล่าสาระเรื่องกิจกรรม Transformative Learning ที่แชร์กัน

อันเนื่องมาจากคุยกลุ่ม transformative learning

ไม่ได้คุยกันทั้งทางตัวเป็น ๆ และทาง online กันมาหลายเดือน ต้นเรื่องในการคุยกันครั้งนี้มาจากที่ผมโพสต์เรื่องอาการสงสัยว่าเป็น major depressive disorder หรือ bipolar ชองผม ทำให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มแสดงความห่วงใย และอยากนัดพูดคุยกัน ผมเลยส่งข้อความไปถามพี่อั้นว่าจะลงมาสอนหรือมาประชุมที่ กทม เมื่อไร  จะได้นัดกลุ่มแวะไปคุยกับพี่    ที่ผมติดแบบนั้นเพราะอยากเจอพี่อั้นตัวเป็น ๆ พี่อั้นบอกมาว่าทำไมไม่คุยแบบ online ละ ผมนี่นิ่งไปนาโนนาที โอ้ทำไมผมลืมนึกเรื่องคุย online ไปได้

จากนั้นจึงมาถามวันว่างกันในกลุ่ม ได้วันว่างมา 4 วัน ผมได้โทร ไปหา อ โจ้ตอนหัวค่ำวันหนึ่ง เนื่องจากปกติ อ โจ้ไม่ได้เล่น fb เท่าไร ผมจึงโทร ไปเพื่อจะถามวันว่างที่จะเข้าคุยกลุ่มกันได้ พอดี อ โจ้บอกว่ากำลังอยู่ที่หอผู้ป่วยดูแลคุณพ่อซึ่งป่วยมาร่วมเดือนแต่ตอนนี้เริ่มดีขึ้นจะกลับบ้านได้แล้ว อ โจ้เป็นคนที่เรียนรู้และฝึกสติมาอย่างดี ทำให้ผ่านเรื่องราวดูแลคุณพ่อไปได้อย่างไม่ทุกข์นัก ผมได้เรียนรู้และชื่นชม อ โจ้ทุกครั้งไม่ว่าเรื่องลูกหรือเรื่องคุณพ่อ

หลังจากนั้น อ โจ้ก็เข้ามาบอกวันว่างของตนเองว่าว่างทั้งสี่วัน ระหว่างนั้นวันที่ลือกกันมีคะแนนสูสีกันอยู่ 2 วันคือคืนเมื่อวานกับคืนศุกร์หน้า อ นัทก็บอกว่าจัด 2 ครั้งก็ได้ ใครสะดวกครั้งไหนก็เข้าครั้งนั้น การพูดคุยเมื่อคืนจึงเกิดขึ้น ระหว่างนั้นผมได้ส่งข้อความถึง อ พัฒน ให้ช่วยบอก อ แนท ด้วย อ พัฒนได้บอกต่อไปยัง อ แนท และบอกผมว่า อ แนทรับตำแหน่งบริหาร รพ วชิระ จึงยุ่งมากช่วงนี้เรื่องการเตรียมฉีดวัคซีนโควิด

อ แนทเป็นสมาชิกกลุ่มที่ (ผมจะใช้คำพูดว่ายังงัยดีนะ) ไม่ค่อยพูดคุยเรื่องของตนเองเท่าไรทั้งเรื่องภายนอกและภายในตนเองมากเท่าสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม เป็นคนพูดน้อยต่อยหนัก แต่พอถึงเรื่องคุยกลุ่มทีไร แม้ อ แนทจะยุ่งและเหนื่อยแค่ไหน อ แนทก็จะปลีกตัวมาร่วมด้วย ถึงขั้นเสนอบ้านตนเอง (ที่อบอุ่นเพราะมีทั้งคุณพ่อคุณแม่และภรรยาลูก อ แนทอยู่ในบ้านเดียวกัน) ให้เป็นที่พูดคุยและพักค้าง


ของกลุ่มถึง 2 ครั้ง

เริ่มคุยกันสองทุ่ม ทะยอยกันเข้ามาจนครบจำนวนที่บอกไว้และเป็นการ reunion เกือบครบสมาชิกกลุ่มครั้งแรกในรอบหลายเดือน เริ่มต้นด้วยการ check in เล่าถึงเรื่องราวและความรู้สึกของแต่ละคนในช่วงเวลาที่ผ่านมา จากนั้นก็เยียวยากันเองไปมา

สิ่งที่ผมได้รับรู้และเรียนรู้ก็คือ พวกเราแต่ละคนเป็นปุถุชนธรรมดา ถึงแม้ภายนอกดูเข้มแข็ง ผลักดันงานของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนอื่นตามวิถีทางของตนเอง แต่ภายในของพวกเราแต่ละคนนั่นเหมือน ๆ กัน และผมเชื่อว่าเหมือนกันกับทุกคนในโลก นั่นคือเมื่อเรายังไม่สามารถบรรลุธรรม (ไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม) ขั้นสูงได้ เราก็ยังคิดถึงสิ่งภายนอกที่ส่งผลและมากระทบเรา แต่ที่ผมรู้สึกภูมิใจและชื่นชมกลุ่มเรา (การชื่นชมและยอมรับ

ตนเองผมว่ามันสำคัญมากกว่าการให้คนอื่นมาชื่นชมเรา) ก็คือ พวกเราเปิดใจรับฟังรับรู้กับสื่งรอบตัว พวกเราสืบค้นเรียนรู้เข้าไปในตัวเองในแต่ละครั้งที่พบปัญหาอุปสรรค พวกเราล้มแล้วลุกขึ้นมาได้อาจด้วยตนเองหรือด้วยกัลยาณมิตร บางครั้งล้มแล้วอาจลุกช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ล้มแล้วก็สัมผัสบรรยากาศยามล้มนานหน่อยก็ได้ พวกเราเติบโตขึ้นทั้งภายนอก (อ้วนขึ้น แก่ลง อุ้ยอันนี้ล้อเล่นบนความจริง) และภายในตนเอง

ผมเชื่อว่าพวกเราจะประสบสิ่งที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้ไม่ประสบสิ่งที่ตั้งใจทั้งหมด แต่เหมือนที่ อ โจ้เคยพูดไว้ว่า the path is the goal

อ สตางค์อย่าเสียใจนะครับ ศุกร์หน้าได้คุยกัน อ้อ ผมเพิ่งรู้ว่า อ สตางค์คุยงานกับ อ ชานนท์ สระบุรี และ อ เปิ้ลที่พระปกเกล้า 3 คนนี้เป็น workaholics ตัวจริงเสียงจริง ทำงานไม่หยุดไม่หย่อนด้วย passion ที่มี (นี่ผมเริ่มลามปามออกนอกกลุ่ม)

ขอบคุณมากครับสำหรับความห่วงใยและการเรียนรู้ไปด้วยกัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)