GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ค่าย comcamp # 4 ( ตอนที่ 2 )

เรื่องเล่า จากค่าย คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2543
ตอนที่ 2
วันเทรนสตาฟ
ผมตกข่าวหรือไรก็ไม่ทราบเขานัดเทรนสตาฟที่จะไปสอนแต่ละวิชา ซึ่งผมได้สอนวิชา network ความจริง ก็งงตัวเองอยู่เหมือนกัน พอดีเบนซ์บอกว่าไม่มีคนสอน และผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่ารับมาสอนได้ไง แต่ก็ ok ครับ น่าจะสอนได้คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงของผมหรอกมั้ง และพอถึงวันเทรนสตาฟเรื่อง network ซึ่งทำการเทรนโดยพี่อู๋ ( วิศวะ ) ซึ่งเป็นเจ้าของวิชานี้ ผมก็รีบกุรีกุจอไปให้ทันในการเทรนครั้งนี้
“เหออตึก 12 ชั้น ทำไมมันไกลแบบนี้ ตายละหว่าแบกกระเป๋าเสื้อผ้าใบโตมาจากบ้านด้วย นี้ถ้าไปตึก 12 ชั้นเขาคงนึกว่าเราเอาระเบิดมาวางหรือไม่ก็เอาของมาขายเป็นแน่ ทางที่ดีเอาไปไว้ที่ห้องชมรมก่อนดีกว่า “
เมื่อผมขึ้นไปชมรมก็เจอนาย ขัน ซึ่งนานทีปีหนถึงจะเห็นว่าขึ้นมาที่ชมรม จากนั้นเราก็ได้มีการทักทายกันนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วผมก็เอากระเป๋าไปวางไว้ที่ห้อง แล้วรีบเดินจ่ำอ้าวไปที่ตึก12 ชั้น ทันที
ทันเวลาพอดีเลย พี่อู๋กำลังจะเริ่มสอน Network ผมรีบเอากระดาษมาจดที่พี่อู๋สอน และทำความเข้าใจมันอย่างเร็วที่สุด ผมเปิดเว็บเน็คเทคไปพร้อม ๆ กับการฟัง ซึ่งนั้นเป็นวิธีที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น
“ จบเพียงเท่านี้ครับเนื้อหา network ต่อด้วย Photoshop กันเลย “
แล้วผมก็เรียน Photoshop จาก Not ซึ่งบางคำสั่งผมก็รู้มาบ้างแล้ว แต่บางคำสั่งผมก็ไม่รู้  ผมก็ได้ความรู้เพิ่มเติมมาจากนาย Not เช่นกันครับ
เมื่อนาย Not สอนเสร็จ ทุกคนก็พากันปิดเครื่องเตรียมที่จะกลับบ้าน ในขณะนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ผมกับสมาชิกชมรม internet ส่วนหนึ่งกลับมาที่ชมรม ตอนนั้นร็สึกว่าจะซื้อฟุตลองมากินด้วย ที่จำได้เพราะว่านั้นคือฟุตลองอันแรกที่ซื้อด้วยตัวเอง ( ปกติเพื่อนแบ่งให้กิน ) พอไปถึงชมรมก็ชวนเพื่อน ๆ กินฟุตลอง แต่ก็คงกินตามมารยาทมั้งกินนิด ๆ หน่อย ๆ ในใจก็นึกว่า เอ้…หรือว่าผมใส่ซอสกับมายองเนสมากไปหรือเปล่าหว่าเขาถึงไม่กิน ไม่เป็นไรเรากินให้หมดเลยก็ได้ ตอนนั้นกินไปหมดเลย บวกกับซาลาเปาที่อยู๋ในราคาโปรโมชั่นใบละ 10 บาท วันนั้นรู้สึกอิ้มกับอาหารเซเว่นอีเลฟเว่นมาก
พวกเราชาวชมรม internet ก็ได้สนทนาคุยกันไปซักพัก ผมก็ขอตัวกลับบ้าน
 
การประชุมครั้งสุดท้าย
การประชุมครั้งนี้บรรยากาศเริ่มซีเรียสแหะมีการถกเถียงกันเรื่องการแบ่งสันปันงาน ว่าฝ่ายไหนจะทำอะไรกันบ้าง ทำเอาวันนั้นผมพาปวดหมองไปด้วย เลยแอบวาดรูปบนเอกสารที่แจกประกอบเป็นคนหัวกลม ๆ แล้วทำหน้างงมือเกาหัวอยู่ คนข้าง ๆ ผมก็แอบเห็นก็หันมายิ้ม ก็นึกในใจว่าอย่างน้อยรูปปัญญาอ่อนที่ผมวาดมันก็ช่วยให้คนบางคนยิ้มได้
“พี่ไม่พูดกับเขาบ้างหรือ”  แนนหรือกระแตพูดเนี่ยแหละจำไม่ได้
“ไม่รู้จะพูดอะไรนิยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย “ ถ้ารู้เรื่องคงจะร่วมวงโต้วาทีกันไปนานแล้วละ
ผมเหลือบไปมองเห็น PCT ของแนน เลยถามไปว่า “ ลาดกระบังใช้ PCT ได้ด้วยหรือ “
“ใช้ได้คะแต่ว่าที่หอแนนใช้ไม่ได้ “ แนนตอบ นึกในใจ อ่าวเวรกรรมเหมือนของแม่เลย โทรคุยแล้วจะอารมณ์เสีย มีคราวหนึ่งเคยโทรไปหาแม่
“แม่ครับ แว๊ด นี้ แว๊ด กลับบ้านนะครับ แว๊ด เตรียมอาหารนะครับ แว๊ด ชัดจังครับ แค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ “
พอตอนดึกแม่โทรที่บ้าน โดนด่ายับเลย บอกว่าจะกลับอุตสาห์เตรียมอาหารไว้ให้ ผมก็ทำหน้างง ๆ อะไรหว่าโดนด่าเลย ไอ้เราก็บอกว่าไม่กลับไงถึงบอกว่ากลับได้หว่า พอตอนกลับบ้านจริง ๆ 2 แม่ลูกก็ประบความเข้าใจกัน สรุปว่าจริง ๆ ผมจะพูดว่า  “แม่ครับ วันนี้ ไม่กลับบ้านนะครับ ไม่ต้องเตรียมอาหารนะครับ สัญญาณไม่ชัดจังครับ แค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ “ เรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข
ออกนอกเรื่องซะนานเข้าเรื่องของเราต่อดีกว่า ในวันนั้นการประชุมก็ได้สรุปหน้าที่และงานของแต่ละฝ่ายและวันนัดหมายต่าง ๆ ได้ครบถ้วน มีนัดซ้อมสันทนาการและก็เรี่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วย แต่วันที่เขานัดผมยังทำการสอบอยู่เลยคงไปตามที่นัดไม่ได้ ส่วนนัดเรื่องทำสันทนาการนั้นผมค่อนข้างเลี่ยง ๆ อยู่แล้ว และวันนั้นเองผมได้ฝากบอกเบนซ์เรื่องเทรนคนสอนเกี่ยวกับวิธีการสอนและแผนการการสอนในที่ประชุมด้วย
วันเทรนคนสอน
วันนี้ผมจะได้เจอกับผู้สอนฝ่ายวิชาการทั้งหมด และบอกเล่าถึงเทคนิคการสอนและวิธีการทำแผนการสอน แต่วันนี้ผมทำพลาดครั้งใหญ่ผมเตรียมเทคนิคตการสอนที่ได้เรียนมาจากอาจารย์ไว้ที่บ้าน ทำให้ผมต้องรีบไปหาหนังสือเกี่ยวกับการสอนจากที่ห้องสมุด ซึ้งมันๆไม่ได้ครบถ้วนตามที่ต้องการ แต่ก็พอที่จะทำเนาไปได้
“ วันนี้เราจะมีพี่ดอยมาช่วยเทรนการสอนนะครับ “
แล้วผมก็เขียนกระดาน แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบการเขียนของผมทำให้ผมอายหนัก เพราะว่าตัวหนังสือมันเอียงและห่างไม่ได้ระยะอย่างมาก แต่ผมก็เลยตามเลยสอนต่อไป วันนั้นผมก็ได้ชี้แจงปัญหาและวิธีการที่นำมาใช้สอน รวมทั้งวิธีทำแผนการสอน วันนั้นผมค่อนข้างเกรง ๆ เพราะว่ามีพี่อู๋อยู่ในห้อง เพราะพี่เขาจะใช้เทคนิคอีกแนวนึงมั้งในการสอน มันอาจจะทำให้วิธีของผมไม่ถูกใจนัก แต่ผมก็ดำเนินการเทรนจนจบ จนให้ทุกคนออกมาทดลองสอน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทุกคนทำได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะ อ. ประจำชมรมของเรา
 
ก่อนวันค่าย ณ.ห้องขมรม
“ข้อสอบนี้ต้องถ่ายเอกสารเลยหรือเปล่า”
“ ไม่ต้องครับถ่ายที่โน้น “
มันทำให้ผมอุ่นใจได้แว็บนึงเพราะมีเวลาเตรียมเนื้อหาและข้อสอบ พร้อมทั้งกลวิธีที่จะใช้สอน น้อง ๆ อืม… คงจะบอกว่าผมขี้เกียจใช่ไหมละมาทำเอาวันสุดท้าย ความจริงแล้วก็ขี้เกียจและครับ แต่ว่าผมทำก่อนหน้านี้ค่อนข้างนาน แต่เนื่องด้วย คอมพิวเตอร์เจ้ากรรมดันมาป่วยซะตอนนี้ ทำให้ผมต้องไปอาศัยเครื่องเพื่อนทำข้อสอบใหม่ แต่จนแล้วจนรอดข้อสอบก็ออกมาเสร็จแบบไม่สมบูรณ์นัก
เอ้ามาที่ห้องชมรมต่อ
“ ต้องเอาอะไรไปมั้ง อากาศหนาวไหม ที่นอนต้องเอาไปไหม”
“ อากาศที่นั้นหนาว มียุงด้วยครับ “
ผมเตรียมเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการไปค่าย เมื่อคุยกันเรียบร้อยผมก็มุ่งหน้าสู่บัตเตอร์เวย์ เพื่อเตรียมจับจ่ายสินค้าที่ต้องการ
ขันมี 2 ขนาด เอาอันไหนดี ใบใหญ่ 12 ใบเล็ก 10 เอาใบเล็กแล้วกัน ถูกดีแล้วดูท่าจะพกพาไปง่ายดีด้วย
ยาสีฟันดูที่ความจุว่าจุเท่าใด เอาสามยี้ห้อมาเวตกันดู ซอล คอลเกต ดาร์ลี่ ดูซอลแล้วจะแพงสุดแพงกว่ากันบาท 2 บาท แต่ผมถือว่า ซอลเค็มแต่ดี และก็ใช้ประจำเลย ซื้อซอลมา
ต่อมาสบู่ ตอนแรกกะจะเอาไลฟ์บอย เห็นว่าไม่ได้เจอกันตั้งนาน ราคาก็ไม่แพง แต่คิดไปคิดมาถ้าเอาสบู่ก้อนไปใช่ที่ค่ายคงไม่เหมาะว่าเวลาเก็บสบู่มันคงจะเหนี่ยวเหนอะหนะ ถ้าให้ดีต้องซื้อกล้องไปอีก โอ้ยวุ่นดีแท้ เอาสบู่น้ำดีกว่า ก็ไปดูสบู่น้ำ มีโชโกบุซซึโมโนกาตาริ ชื่อเหมือนได้ยินตามโฆษนาน่าใช้ดีเหมือนกัน อีกยี้ห้อ เดตตอล ก็เอามาเปรียบเทียบขนาด กลิ่น ความน่าใช้ ก็เลยเลือก เดตตอล เพราะดูมันจะฆ่าเชื่อดี ผิวผมคงไม่ต้องการสบู่ที่อ้อนโยนต่อผิวมากมาย มาโจทย์ที่ 2 เลือกสบู่เดลตอลแล้วจะเลือกสีอะไรละ ในตอนนั้นมี 2 สี เขียนกับน้ำเงิน จำได้ลาง ๆ ว่าตอนนั้นที่บ้านล้างห้องน้าตามซอกมุมเอาเดลตอลไปลาดใส่แมลงสาบ ร็สึกว่าจะเป็นสีเขียว ก็เลยตกลงปลงใจซื้อสีเขียวมาใช้ ให้มันกัดเชื้อโรคในร่างกายจะได้ไม่ต้องอาบหลาย ๆ รอบไง 555
ต่อมายาสระผม ไปดูราคาที่มันออกแนวบำรึงเส้นผมหน่อย มันแพงอะไรอย่างนี้ขวดนึงเกือบ 100 ไม่เอาเลือกขวดที่มันถูกที่สุดดีกว่า ไหนวะถูกที่สุด โห ซัลซิล ถูกสุด 17 บาท เอาก็เอา ( อุตสาห์หาแฟซ่า 10 บาทแล้วเชียว ไม่เห็นมันจะมีเลย )
สุดท้าย ท้ายสุด เยลใส่ผมครับ ปกติผมจะใช้ของทรอสครับที่เป็นหลอด ๆ หลอด  17 บาท ได้ แต่ว่าแปปเดียวก็หมดก็เลยลองหายี้ห้ออื่นดู ก็พบว่ามี ออด้าส อืมชื่อดังเช่นกัน ราคาถูกกว่าอีก เทียบจากปริมาณก็เยอะกว่าด้วย งั้นเอาอันนี้ดีกว่า พอจับเยลก็ทำให้นึกถึงความหลังตอนเด็ก ๆ ที่คิดจะเอาเยลของตามากินเพราะนึกว่ามันเป็นเยลลี้ที่แม่ทำให้ ในตอนแรกแม่ไม่ให้กินนึกว่าแม่หวงซะอีก 5555
ในที่สุดก็ shop สินค้าจนหมดเงินไปหลาย ก็เตรียมออกจากบัตเตอร์เวย์ พอก้าวออกมาปุ๊ปฝนตกเลย เวรกรรม เอาไงดี ดูที่รองเท้าหนังก็ทำให้นึกขึ้นมาไดว่าลืมซื้อรองเท้าแตะนี้หว่า นึกขึ้นได้ก็กระโดดเหยง ๆ ข้ามถนนไปตรงร้านขายของอุปโภค ที่มันขายที่นอนหมอนมุ้ง ราวตากผ้า และรองเท้า
ผมรีบตรงรี้เข้าไปร้านนั้นทันที
“ ซื้อรองเท้าหรือครับ “
“ใช่ครับ “ ( จะให้ซื้อ ราวตากผ้าหรือไงวะ )
“ มีเบอร์ใหญ่กว่านี้ไหมครับ มันดูเล็ก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ “
“ มีเบอร์ 10 เนี่ยแหละครับใหญ่แล้ว ลองสวมดูได้ครับ “
ผมก็หยิบรองเท้าออกมาจากถุงแล้วลองสวมดูทั้ง ๆ ที่ใส่ถุงเท้าอยู่
“ มันคับพิกล ๆ นะครับ “
“ น้องต้องถอดถุงเท้าก่อนถึงจะไม่คับ “
ผมเหลือบไปเห็นรองเท้าขนาด 10ครึ่ง ซึ่งเป็นอีกยี้ห้อหนึ่ง แล้วก็บอกเจ้าของว่าต้องการรองเท้าคู่นั้น
“ อืมก็ยังคับอยู่ครับ แต่ก็เอาคู่นี้แล้วกัน “
“ ผมเตรียนหยิบเงินออกมาเพียง 20 บาทเพราะเห็นราคาจากถุงแรกเพียง 17 บาทเท่านั้น “
“35 บาท ครับ “
“ อ่าว… กำลังจะทักท้วงเจ้าของร้านแต่ทันใดนั้นพอดูราคาจริง ๆ ด้วยราคาเต็มแพงกว่านี้อีก นี้เจ้าของอุตสาห์ลดราคาให้ด้วย แล้วก็เหลือบไปดูคู่เก่าที่ราคา 17 บาท อย่างเสียดาย
เหออออ….  ถอนหายใจหนึ่งทีแล้วออกมาจากร้าน พร้อมกับไปยืนรอรถเมล์ที่ป้าย
รถแดงหนึ่งคันวิ่งผ่านไป ที่ไม่ขึ้นรถแดงก็เพราะว่ากลัวรถแดงไม่ไปรุ่งอรุณ กลัวมันไปแยกร่มเกล้า เลยคิดอบบชัวร์ ๆ เอา143 ดีกว่า “ 5 บาทตลอดสาย นั่งสบายบางทีก็ยืน”
เอ้…ใครหว่านั่งอยู่เบาะแถวหน้า ด้านหลังคุ้น ๆ นาย Benz นี้หว่า ตามมารยาทก็เลยเดินไปทักทายพร้อมนั่งข้าง ๆ แล้วก็คุยไปเรื่อยเปื้อยแต่ก็ได้ความว่าเขาจะไปรับเพื่อนเพื่อที่จะไปค่ายด้วย นั่งไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าหมู่บ้านก็กระโดดลงจากรถเมล์ แล้วเดินเข้าหมู่บ้านไป พอถึงบ้านก็ทำกิจวรรตส่วนตัวตามที่ทำทุกวันพร้อมกับแจ้งการไปค่ายให้แก่สมาชิกในบ้านทราบ ( ไปโม้ให้เขาฟัง ) จากนั้นก็เตรียมเอกสารที่จะใช้ไปค่าย เตรียบเสื้อผ้า แล้วก็นอนเล่นเกมซ้อนตาดำ พอตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเย็น ๆ แล้วละ โบราณว่าห้ามนอนทับตะวันเลยตื่นขึ้นมาทั้ง ๆ ที่อยากนอนต่อ จากนั้นก็กินข้าวกับเพื่อน กลับมาพิมพ์เนื้อหาให้เสร็จ เตรียมความพร้อมซักซ้อมการออกจากบ้าน แล้วก็เข้านอนแต่หัวค่ำ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 68981
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

แวะมาให้กำลังใจค่ะ เล่าเรื่องสนุกดีนะคะ