ดังได้เล่าแล้วใน (๑)ว่า สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย เรื่อง โมเดลเชิงสาเหตุของสุขภาพทางปัญญาและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยมีปัจจัยทางด้านจิตวิทยาเป็นตัวแปรส่งผ่าน แก่ทีมใจเซนเตอร์ โดยมีนายชินินทร์ วรงค์ชยกุล เป็นหัวหน้าโครงการ มีทีมงานจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    และ สช. ได้จัดการประชุมหารือไปแล้ว ๓ ครั้ง    คราวนี้รับฟังความเห็นเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพทางปัญญาแบบออนไลน์ วันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๓.๐๐ น.   ผมโชคดี ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมด้วย    จึงเตรียมเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญเต็มที่

สุขภาพทางปัญญาเป็นเรื่องที่ซับซ้อน    มองได้จากหลายมุมมอง    ทีมวิจัยนิยามไว้ตามที่ระบุไว้ใน (๑)    ผมชอบที่เขาเน้นที่ “ความสุขแก่นแท้” และเชื่อมโยงสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง    ซึ่งผมตีความว่าหมายถึงการเป็น “ผู้ก่อการ” (agency)    

ตามความเชื่อของผม สุขภาพทางปัญญาต้องแสดงออกเพื่อให้  หรือเพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่อสังคม    ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของการมีสุขภาพทางปัญญาคือ จาคะ ความเป็นผู้ให้    ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ฆราวาสธรรม    ซึ่งมองในมุมหนึ่ง คนที่มีฆราวาสธรรม คือคนมีสุขภาพทางปัญญา    ซึ่งต้องเป็นฆราวาสธรรมที่มีการตีความเชิงลึก อย่างที่ระบุไว้ในวิกิพีเดีย ตามที่ได้ให้ลิ้งค์ไว้แล้ว (๒)   

ที่จริงคนที่ดำเนินชีวิตตามศีล ๕ (ที่ตีความเชิงลึก)   และชุมชนที่ยึดถือศีล ๕ เพื่อการมีชีวิตที่ดีร่วมกัน    ตามแนวทางของ โครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕  ของมหาเถรสมาคม (๓) (๔)ที่เน้นการอยู่ร่วมกันของชุมชนอย่างสันติสุข และโครงการโรงเรียนรักษาศีล ๕ (๕)   ก็น่าจะถือว่า เป็นการดำเนินการเพื่อยกระดับสุขภาพทางปัญญา ของผู้เกี่ยวข้องหรือเข้าร่วมโครงการ       

หนังสือ Inner Engineering : A Yogi’s Guide to Joy (2016) เขียนโดย Sadhguru Jaggi Vasudev (๖)   อธิบาย “จิตตปัญญา” ว่าเกิดจากภายในตน  เชื่อมโยงกับพลังทั้งมวลที่มีอยู่ในธรรมชาติ    ซึ่งผมตีความว่า ความเข้าใจพลังที่มีอยู่ในธรรมชาติต้องการการเรียนรู้    ชีวิตมนุษย์เป็นการเดินทางเพื่อเรียนรู้สิ่งนี้เอง    และโครงการของ สช. น่าจะมีเป้าหมายเพื่อให้เมื่อคนไทยเกิดมาก็ได้เข้าลู่เส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง    ไม่เข้าผิดลู่ ที่ชักนำไปสู่ชีวิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ  

เป้าหมายของการประชุมนี้คือ ข้อแนะนำให้ สช. เอาไปขับเคลื่อนให้คนไทย สังคมไทย มีสุขภาพทางปัญญา     ผมจึงมีข้อเสนอว่า     สช. ควรสนับสนุนการวิจัยวัดระดับสุขภาพทางปัญญา ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาสุขภาพทางปัญญา  เทียบกับกลุ่มควบคุม    ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมี ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียน กับกลุ่มผู้ใหญ่     กลุ่มนักเรียนมี ๓ กลุ่มคือ (๑) นักเรียนในโรงเรียนวิถีพุทธ ที่ดำเนินการจริงจัง   (๒) นักเรียนในโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาและเครือข่าย  (๓) นักเรียนในโครงการโรงเรียนรักษาศีล ๕ ที่ดำเนินการจริงจัง     ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่คือผู้อยู่ในหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ที่มีผลงานเด่น   

ผลการวิจัยนี้ จะช่วยบอกว่า วิธีการที่ใช้อยู่แล้ว ได้ผลต่อการยกระดับสุขภาพทางปัญญาจริงหรือไม่    หากได้ผลจริง สช. และภาคีเครือข่ายจะได้นำไปขยายผลไปทั่วแผ่นดินไทย 

ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม

ในการประชุม ผมได้รับทราบว่า การทำความเข้าใจสุขภาพทางปัญญา (spiritual health) และวิธีเสริมสร้างสุขภาพทางปัญญาของคนไทยนี้    เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมยกร่าง ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ ๓   ที่จะนำเข้าสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๑๔ ในเดือนธันวาคมปีนี้  

ทีมงานจากคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เสนอหลักการ ตามที่ผมเล่าไปแล้วใน (๑)   และ เล่าผลการวิจัยวัดระดับสุขภาพทางปัญญาของคน ๓ กลุ่มคือ  คนในวงการสุขภาพ  วงการศึกษา  และวงการพัฒนาสังคม    พบว่าทั้งสามกลุ่มมีระดับสุขภาพทางปัญญาสูง    โดยกลุ่มคนในวงการสุขภาพมีคะแนนสูงที่สุด    

ตามด้วย ผศ. ดร. จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร แห่งศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล  เสนอผลการสังเคราะห์ความเห็นจากการประชุมที่ผ่านมาแล้ว ๓ ครั้ง  เป็นร่างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนสุขภาพทางปัญญาระดับองค์กร  ในองค์กรด้านสาธารณสุข  ด้านการศึกษา  และด้านสังคม    มีรายละเอียดดีมาก

แล้วแยกเป็น ๓ กลุ่มย่อย  คือกลุ่มสาธารณสุข  กลุ่มการศึกษา  และกลุ่มสังคม    เพื่อช่วยกันให้ความเห็นปรับปรุงแก้ไขร่างข้อเสนอของ ผศ. ดร. จิรัฐกาล

ผมโดนจับไปอยู่กลุ่มการศึกษา     ผมได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายควรใช้ถ้อยคำเชิงบวก    และใช้ยุทธศาสตร์ขยายสิ่งดีที่มีอยู่แล้ว    อย่าหลงใช้ยุทธศาสตร์เริ่มจากศูนย์    เพราะเวลานี้น่าจะมีโรงเรียนไทยประมาณหนึ่งพันโรงเรียน ที่ดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบ holistic learning   และเอาใจใส่การพัฒนาสุขภาพทางปัญญาอยู่แล้ว     โดยที่เห็นผลที่ตัวนักเรียนชัดเจน    สช. ควรสนับสนุนการวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่านักเรียนและครูในโรงเรียนเหล่านั้นมีสุขภาพทางปัญญาอยู่ในระดับใด  เมื่อเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ ที่เป็นกลุ่มควบคุม เป็นอย่างไร     สช. ก็จะได้ข้อมูลหลักฐาน เอาไปเสนอเชิงนโยบายเพื่อการขยายผลไปทั้งระบบการศึกษา

ผมมีความเชื่อว่า การเลี้ยงดูและการศึกษาที่ถูกต้อง เป็นการวางรากฐานสุขภาพทางปัญญาที่จะเป็นคุณไปตลอดชีวิต   ในทางตรงกันข้าม การเลี้ยงดูและการศึกษาที่ผิดทาง ก็เป็นการวางรากฐานที่ผิดให้แก่ชีวิตของเด็ก    ทำให้เติบโตขึ้นเป็นคนที่สุขภาพทางปัญญาอ่อนแอ ส่งผลร้ายต่อชีวิต    มีคำถามว่า ระบบการศึกษาไทยอยู่ที่ตำแหน่งใดใน spectrum  

หลังการประชุม อ. ดร. นพ. สกล สิงหะส่งอีเมล์มาเสนอความเห็นหลายอย่าง     อย่างหนึ่งคือควรให้กลุ่มการศึกษาเป็นเจ้าภาพหลัก  โดยตีความสมาชิกกลุ่มกว้างกว่าคนในวงการศึกษา ออกไปรวมศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และมหาดไทย ด้วย   

  ตามความเชื่อของผม สุขภาพทางปัญญา (spiritual health) มีทั้งส่วนที่เป็นความรู้ (knowledge)  ทักษะ (skills)  และเจตคติ (attitude)    โดยส่วนเจตคติน่าจะเป็นส่วนนำ    โดยเจตคติสำคัญคือพัฒนาการด้านอัตตลักษณ์ ที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องตามพลวัตพัฒนาการ ๗ ด้านตาม Chickering’s Seven Vectors of Identity    บวกกับการมีเป้าหมายในชีวิต    ต้องการมีชีวิตที่มีความหมาย    และมุ่งทำเพื่อประโยชน์ของสังคมหรือประโยชน์ที่มีความหมายสูงส่งกว่าตนเอง   

ส่วนทักษะสำคัญคือทักษะการทำให้จิตสงบ  อาจโดยการฝึกเจริญสติ  ฝึกสมาธิ ด้วยวิธีทีเหมาะสมต่อตนเอง     การเรียนรู้แบบที่เรียนจากการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection) จะช่วยพัฒนาทักษะคิดใคร่ครวญ ซึ่งสำคัญยิ่งต่อการมีสุขภาพทางปัญญา     คนที่ได้ฝึก EF จะมีพื้นฐานการกำกับตนเองได้ดี     

ความรู้ที่สำคัญต่อสุขภาพทางปัญญาคือ ความรู้ความเข้าใจความเป็นจริงของสรรพสิ่ง    ทั้งในส่วนของความเป็นจริงทางธรรมชาติ  ความเป็นจริงของสังคม  และความเป็นจริงของชีวิต (ที่ต้องเผชิญสภาพลุ่มๆ ดอนๆ บ้าง)

ในที่ประชุม ไม่ได้ย้ำความสำคัญของ “ตัวช่วย” หรือ enabling environment ที่ช่วยให้คนมีสุขภาพทางปัญญา     คือการสร้างความเป็นชุมชน หรือความรักใคร่สามัคคี ในหน่วยงาน  โรงเรียน  ชุมชน และครอบครัว    ตามที่นายแพทย์ M. Scott Peck ผู้ล่วงลับเขียนไว้ในหนังสือ The Road Less Traveled  และ  A World Waiting to Be Born     ที่การมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน  และร่วมกันลงมือดำเนินการเพื่อเป้าหมายนั้น เป็น “ตัวช่วย” ให้สมาชิกมีสุขภาพทางปัญญา    

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ก.พ. ๖๔