เรื่องสั้นฉันเขียน

กริ๊ง................. เสียงออดส่งสัญญาณบอกเวลาได้เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ ผมพร้อมเพื่อนอีกสองคนละมือจากการทำความสะอาดบริเวรที่ได้รับผิดชอบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 เก็บเศษใบไม้กองสุดท้ายเก็บไม้กวาดทางมะพร้าวเข้าที่จนเรียบร้อยล้างมือชำระเศษดินเศษทรายจนสะอาด แล้วเดินไปเข้าแถวรอทำกิจกรรมเคารพธงชาติ แดดในตอนเช้าแผดแสงให้ละคลายเคืองผิดเล็กน้อย ผมและเพื่อนสนิทอีกสองคนยืนอาบแดดรอนักเรียนชั้นอื่น ๆ ที่กำลังทยอยพาเดินกันมาเข้าแถว

รถเก๋งสีบอลเงินค่อย ๆ ขับเคลื่อนผ่านประตูหน้าโรงเรียนเข้ามาจอดยังลานไทร เขตบริเวรรับผิดชอบที่ผมกับเพื่อนเพิ่งทำความสะอาดเสร็จไปไม่นาน ร่างหญิงวัยกลางคนในชุดสีกากีค่อยก้าวเท้าลงมาจากรถเก๋งฝั่งคนขับ ผมมองตามอยางไม่ละสายตา พลางคิดในใจ “ทำไมต้องมาเจอครูประจำชั้นแบบนี้ด้วย” คิดเสร็จร่างครูสุรีย์หันขวับมาทางผมทันที หน้าตาที่บึ้งตรึงบ่งบอกว่าช่วงนี้ไม่ต้องการรับแขก ผมหลบอนุภาพรังสีนัยน์ตาโดยเร็วด้วยความหวาดกลัว ไม่นานร่างครูสุรีย์มายืนหงุดหงิดอยู่ใต้ต้นตีนเป็ดข้างลานทำกิจกรรมหน้าเสาธง

“โอ๋ย...ปวดท้อง” ผมบ่นกับตัวเองเมื่อจู่ ๆ ก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาดื้อ ๆ ด้วยความห่วงใยของคณิตกับเอกรินทร์เพื่อนสนิทของผม เมื่อได้ยินเสียงผมบ่นต่างพากันพยุงแขนซ้ายขวาด้วยความเป็นห่วงผม “เป็นอะไรมากหรือเปล่าอะ เดี๋ยวเราพาไปหาครูนะ แต่จะไปหาครูคนไหนดี” คณิตพูดด้วยความเป็นห่วง “นั้นไง ครูประจำชั้นเรายืนอยู่ตรงนั้นไง” เอกรินทร์พูดชี้เป้าหมาย “ครูประจำชั้น” ผมอุทานขึ้นในใจ ภาพความโหดร้ายที่เธอกระทำกับผมในครั้งก่อน ๆ ผุดขึ้นในหัวผม ผมยื้อยักชักเย่อต้านแรงเพื่อนสนิททั้งสองคนที่ตัวใหญ่กว่าผม เพราะไม่อยากพบหน้าครูประจำชั้น ชักเยอกันอยู่นานจนไปหยุดอยู่ตรงหน้าครูประจำชั้น

ครูสุรีย์เห็นเด็กนักเรียนในการดูแลของตนยื้อยักชักเย่อกันอยู่ต่อหน้า เธอจึงตะหวาดออกไปเสียงดังลั่น “เป็นอะไร เล่นอะไรกัน ใกล้เวลาเข้าแถวแล้วทำไมยังเล่นกันอีก ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยพวกมึงหนิ” ครูสุรีย์ตะหวาดเสียงดังลั่นจนคนในบริเวรนั้นหันกลับมามองเป็นตาเดียว “เพื่อนปวดท้องครับ” เอกรินทร์รายงานสาเหตุ ครูสุรีย์เมื่อได้ฟังดังนั้นก็หันขวับมาทางผมทันที “เป็นอะไรอีก ได้กินข้าวเช้ามามั้ย” เธอเพิ่มระดับเลเวลน้ำเสียงดุดันขึ้นอีกระดับ “กะ กะ กิน ครับ” ผมตอบคำถามกะอุกกะอักด้วยความหวาดกลัว ครูสุรีย์ยังคงเพิ่มระดับน้ำเสียงไม่ยอมลดและไม่มีวีแววว่าจะลดแม้แต่น้อย “ไม่จริง... ถ้ากินข้ามมามันจะปวดท้องมั้ย เธออยากโดนครูตบมั้ย ครูเคยตบคนหน้าหันมาแล้วนะ” ผมได้แต่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวคิดทบทวนว่าตัวเองทำอะไรผิดถึงครูจะต้องตบผม ณ วินาทีนี้ผมคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรถึงจะหลุดพ้นจากเงื้อของนางมารร้ายในชุดสีกากีได้ “ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำมั้ย” เธอยังคงหาสาเหตุของการเกิดอาการปวดท้องของผมอยู่ ในที่สุดสวรรค์ก็เปิดทางให้ผมหลุดออกจากความชั่วร้ายของนางมารในครั้งนี้ “ขะ ขะ เข้า ครับ” ผมตอบโดยไวทั้งที่ไม่ได้ต้องการแบบนั้น “งั้นก็รีบไป” เธอตอบ แต่น้ำเสียงยังเพิ่มเลเวลไม่ยอมลด สิ้นคำสั่งครูประจำชั้นผมก็รีบวิงออกจากแดนนรกไปแดนสวรรค์ทันที

ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กำลังถูกใช้ทำการสอนนักเรียนในชั่วโมงแรกของวัน นักเรียนหญิง – ชาย จำนวน 20 คน กำลังใจจดใจจ่อต่อการคัดคำผิดที่เพิ่งเขียนตามคำบอกไป

หลังห้องปรากฏร่างเด็กชายตัวดำสวมเสื้อนักเรียนสีขาวไม่ได้ปักชื่อแต่บัดนี้เปลี่ยนสีจนหาสีต้นฉบับไม่เจอ กางเกงสีน้ำตานรอบหูกางเกงร้อยด้วยเชือกฟางผูกปมไว้ด้านหน้าแก้ปัญหากางเกงหลวม วังกำลังนั่งเล่นอย่างสบายใจไม่สนโลกแต่ก็ไม่ได้รบกวนนักเรียนคนอื่นแม้แต่นิดยกเว้นครูสุรีย์ บ่งบอกได้ถึงการดูแลเอาใจใส่ของครอบครับว่าเป็นอย่างไร เป็นเหตุให้ครูสุรีย์ไม่พอใจเป็นอย่างมากที่วังไม่ตั้งใจเรียน เธอจึงตักเตือนไปหนึ่งครั้ง “ตั้งใจทำงานด้วยค่ะ” นักเรียนในห้องหันซ้ายหันขวาหาต้นเหตุที่ทำให้ครูประจำชั้นไม่พอใจ เมื่อหันมาด้านหลังห้องจึงพบต้นตอของสาเหตุ แม้เสียงครูจะดุดันแค่ไหนวังยังคงนั่งเล่นไม่สนใจโลกเหมือนเดิม ครูสุรีย์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความโกรธและพูดตักเตือนไปอีกครั้ง “ตั้งใจทำงานที่ครูสั่งด้วยค่ะ” ผลลัพธ์ที่ได้ยังคงเหมือนเดิม ครูสุรีย์หมดปัญญาจะพูดจูงใจให้วังทำงานทุกวิถีทางแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความโกรธและเอือมละอาแล้วเดินลงไปรายงานผู้อำนวยการโรงเรียนให้จัดการกับวังโดยเร็ว

ไม่นานชายร่างท้วมชะโงกหน้าผ่านประตูเข้ามาในห้องกวักมือเรียกให้วักออกไปพบด้านนอกห้องเรียน วังปฏิบัติตามคำสั่งผู้สูงสุดในโรงเรียนอย่างเชื่อฟังค่อย ๆ เดินอย่างใจเย็นออกไปพบท่านผู้อำนวยการ เมื่อร่างเด็กชายผู้สร้างปัญหาให้ครูทั้งโรงเรียนปวดหัวได้ทุกวัน

เดินพ้นธรณีประตูออกมายืนเผชิญหน้ากับผู้อำนวยการด้วยหน้าตาที่ยิ้มระรื่นไม่รู้สึกผิดอะไร เปี๊ยะ.......... ทันใดนั้นฝ่ามืออรหันต์อันหนาเตอะฟาดเข้าที่หน้าเด็กชายอย่างแรงจนล้มทั้งยืน ร่างเด็กชายนอนกองอยู่กับพื้นราวกับสุนัขถูกรถชนข้างถนน เลือดสีแดงสดไหลกระเซ็นออกมาจากปากและจมูกนองเต็มพื้น น้ำตาไหลออกจากเบ้าราวกับเปิดก๊อกน้ำปนเสียงสะอื้นไห้ “กูบอกพ่อกูแน่ เดียวมึงเจอพ่อกูเล่นงานแน่ ไอ้...” ปากสบถคำด่าออกมาด้วยความโกรธจนไม่เป็นภาษา ไม่ไว้หน้าผู้อำนวยการแม้แต่น้อย ทั้งบอกจะให้พ่อตามมาเอาเรื่องผู้อำนวยการถึงโรงเรียน ไม่ทันสินเสียงคำสบถของวังก็ถูกผู้อำนวยการโรงเรียนกระชากคอเสื้อให้ลุกขึ้น แล้วออกแรงกระชากเดินลงไปที่ห้องพักครู ร่างของเด็กน้อยที่ปลอบช้ำทั้งร่ายการและจิตใจได้แต่เดินโซเซตามแรงกระชากของผู้อำนวยการไป

เช้าวันใหม่หน้าเสาธงที่ประจำของผม เช้าวันนี้ผมยังคงยืนอาบแดดเช่นเดิม แดดในช่วงเช้าวันนี้แผ่อนุภาพแรงบดผิวผมเค้นเอาน้ำในร่างกายผมออกมาจนเปียกชุดนักเรียนราวกับเล่นน้ำมา แดดยังคงเพิ่มเลเวลความร้อยขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างการผมต้านความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ไหว หัวผมเริ่มมึนเวียน ตาเห็นภาพเบื่องหน้าเป็นสีขาวดำราวกับเวลาดูทีวีแล้วสัญญาณขาดหาย ผมรู้ตัวดีถ้าทนอยู่ต่อไปคงเป็นลมล้มพับแน่ “ให้เพื่อนพาไปหาครูดีกว่าจะได้พักแล้วอาการจะได้ดีขึ้น” ผมนึกในใจ เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงหันหาครูผู้ที่ผมคิดว่าจะช่วยผมได้

ภาพตรงหน้าผมเป็นภาพที่รู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างครูกับนักเรียน ครูหญิง – ชายในสถานศึกษาของผมกำลังนักสนทนากันอย่างมีความสนุกสนาน เสียงหัวเราะแผ่กระจายไปทั่วบริเวรไต้ร่มไม้ข้างลานทำกิจกรรมหน้าเสาธง “ทำไมวันนี้มันร้อนแต่เช้าขนาดนี้เนี่ย ถ้ามีลมพัดมาสักรอบก็คงจะดีเนาะ” ครูสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นกับครูท่านอื่น ไม่นานก็สมใจปรารถนาของเธอ กลุ่มครูที่กำลังสนทนากันยิ้มออกมาด้ายความดีใจ แต่เด็กนักเรียนที่เข้าแถวทำกิจกรรมหน้าเสาธงต้องยืนตากแดดเหงื่อโซมร่างกาย

ในจังหวะที่ผมกำลังจะให้เพื่อนพาไปพบครู ภาพในวันก่อนที่ผมปวดท้องแล้วเพื่อนพาไปพบครูให้ชวยบำบัดทุกข์ในร่างการผม แต่กลับทำให้จิตใจผมเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีก ย้อนเข้ามาในหัวกลัวว่าคำขู่ที่จะตบผมในวันนั้นจะเป็นจริงในวันนี้ ผมจึงเลือกที่จะเก็บความทุกข์ที่มีไว้คนเดียว อดทนยืนทำกิจกรรมตากแดดต่อไป

ผมเวียนศีรษะเพิ่มขึ้นมากว่าเดิมจนร่างกายแทบจะยืนไม่ไหว สักพักลมเบา ๆ ระรอกหนึ่งพัดมากระแทกกับร่างกายของผม ร่างผมที่ยืนโอนเอนอดทนสู้กับแสงแดดมานานนับชั่วโมง เมื่อเจอแรงกระแทกของสายลมเข้าอย่างจัง สุดท้ายร่างกายผมที่อดทนสู้มานานก็หมดพลังที่จะสู้ต่อไป หน้าผมชาไปหมดจนไม่รู้สึกร้อนแดดแม้แต่นิดเดียว ดวงตาที่เคยเห็นภาพบริบทรอบ ๆ เริ่มมืดมัวขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานร่างของผมก็หายหลังล้มตึงลงนอนแน่นิ่งหัวฟาดกับพื้นปูนซีเมนต์ลานหน้า

เสาธง เลือดแดงฉานไหลออกจากศีรษะของผมนองแดงไปทั่วบริเวรนั้น สติสัมปชัญญะผมเริ่มมืดดับลงพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายของผม ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนักเรียนคนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คชินทร์



ความเห็น (0)