อาทิตย์หน้า นักเรียนสาธิตฯมธ จะกลับไปเรียนออนไลน์จนจบเทอม 2
..
เมื่อพร้อมเราจะกลับมาเจอกัน แต่เราต้องพร้อมกลับไปออนไลน์ทุกเมื่อ เมื่อมีกลุ่มก้อนการระบาดในระยะใกล้โรงเรียน กรณีนี้เกิดติดโคหวิดจากนักศึกษาแพทย์ ที่มีวงจรผู้คนแวดล้อมโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และอื่นๆ ตามTime line
..
มองในแง่ดี โคหวิดนายทีน สร้างให้เกิดโอกาสต่างๆ ที่ดีมากๆ ดังนี้
1. มีการเร่งรัดให้เกิดการยอมรับนวัตกรรม ในการเรียนการสอนทางไกล รูปแบบออนไลน์ ทั้งครู นักเรียน เพราะทางเลือกน้อยและบีบบังคับให้ต้องเรียนที่บ้าน
.
เด็กที่เสียโอกาสคือ เด็กที่บ้านไม่สามารถเป็นที่เรียนได้ และไม่มีตังเติมเน็ต อีกทั้งเด็กที่ปรับตัวไม่ได้ เพราะเซตติ้งที่บ้าน ไม่เหมาะที่จะเรียนหนังสือ
.
2. ครูในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ได้มีประสบการณ์ในการออกแบบบทเรียนเพื่อสอนออนไลน์ จังหวะ ขนาดของแบบฝึกหัด การ remote คลาสเรียน การใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการเรียนรู้ภาคปฏิบัติของครู ครูกหลายคนโดยเฉพาะ Gen Y สวนใหญ่ปรับตัวได้เร็ว ก็จะรอด .... การรอดของครู มีหลายระดับ
.
2.1 รอดในระดับศักแต่ว่ามีคลาสออนไลน์ คือถามว่ามีมั๊ย มี แต่การสอนมีประสิทธิภาพกับนักเรียนมั๊ยอันนี้ ตอบยาก แล้วแต่ว่าเตรียมบริบทอื่นๆ ในภาพรวมของโรงเรียนได้ดีแค่ไหน โรงเรียนมีนโยบายสนับสนุนแค่ไหน หรือให้ครูต้องดิ้นรนกันเอง
.
2.2 รอดในระดับ สามารถสร้างการเรียนรู้กับนักเรียนได้ แต่ยังมีวิธีวัดประเมินผลไม่หลากหลาย ข้อสังเกตครูที่รอดในระดับนี้ ส่วนมาก สอนเก่ง ตอบคำถามชัด ซอยเนื้อหายาวๆของบทเรียนทั้งหมดที่ต้องรู้ เป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ แต่อัดให้ครบ ตามหลักสูตรและตัวชี้วัดที่ต้องเรียน เพราะต้องสอบ และวัดผลตามที่กำหนดไว้ว่าต้องครบ สุดท้ายมักวัดผลด้วยการสอบข้อสอบ คล้ายสอนในชั้นเรียน
.
2.3 รอดในระดับเทพ กล่าวคือ มีการวิเคราะห์เนื้อหาใหม่ ๆ ไฮไลท์ที่จำเป็นและเป็นแก่นที่ต้องรู้ และจำเป็นต่อชีวิต ซอยเนื้อหาย่อยพอดีคำ และมีการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ ผ่านคำถาม ชิ้นงาน โดยออกแบบให้นักเรียนทำ ในเวลาเรียน และส่งผ่านช่องทางออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ ครูที่รอดในระดับนี้ ภาพรวมของโรงเรียนต้องทำการสำรวจทรัพยากรการเรียนรู้ และความพร้อมของนนักเรียน ที่ส่วนมาก นักเรียนจะพร้อมเรียนทางไกลแบบออนไลน์ มากกว่า 90 เปอร์เซนต์
.
ในทางกลับกัน ข้อ 2 นี้ ครูที่ไม่ถนัดเทคโนโลยีออนไลน์ ก็จะรู้สึกลำบาก และศูนย์สิ้นกระบวนยุทธ เพราะต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่เกินความพยายาม ถ้าโรงเรียนมีระบบสนับสนุนให้ครู ยอมรับนวัตกรรมในการสอนนี้ ครูหลายท่าน ถอดใจ เพราะไม่ถนัดเลยจริงๆ แต่ในระดับโรงเรียนก็ไม่มีนโยบายอื่นรองรับเด็ก นอกจากออนไลน์ เรียกได้ว่า จะเสียโอกาสทั้งครู ทั้งเด็ก
.
การเรียนการสอนทางไกล ออนไลน์ เป็นช่องทางหนึ่งเท่านั้น จริงๆ ยังมีเด็กทั่วประเทศไทยที่ไม่พร้อมจะออนไลน์ การเรียนผ่านโทรทัศน์ ทางไกลเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้
.
ดูทีท่าราวกับว่า เด็กหลายคนที่ลองเรียนผ่านออนไลน์ได้ดี กลับชอบ ถ้าเค้าจัดการตัเองและบริหารกำกับตัวเองได้ และครูที่สบายใจที่จะสื่อสารผ่านเทคโนโลยี อาจจะสบายขึ้น ถ้ามีระบบพร้อม และเด็กก็พร้อมจะเดินทางไปกับครู .. คำถามคือ เคสแบบนี้เกิดขึ้นกี่เปอร์เซนต์ของประเทศนี้ อะไรเป็นสิ่งทีต้องเตรียมเพื่ออนาคต รัฐทำอะไรบ้าง เพื่อเตรียมพร้อม ที่ไม่าใช่าเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะว่า ทำให้มีการสอนออนไลน์ ทุกโรง ยังไม่จบ อันนั้นศักแต้่ว่าให้มี บริบทอื่นๆ ในด้านความพร้อมของเด็ก และครู เป็นเรื่องสำคัญ ระบบสนับสนุนเป็นเรื่องสำคัญ เครื่องไม่เครื่องมือ ทีจะช่วยในงานการสอนออนไลฃน์ให้ราบรื่นก็สำคัญ
..
ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่เป็นรูปธรรมนักจากภาครัฐ หรือถ้าท่านไหนได้รับการอัพเดทมา ก็มาเล่าให้ฟังได้นะฮับ ทั้งๆที่มี่ข้อมูลสามารถพยากรณ์ได้ ว่าต้องเตรียมเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง เตรียมการอะไรบ้าง
..
อาจจะมีทีมประเมินสถานการณ์เฉพาะกิจ เหมือนเป็นทีมปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ในการสนับสนุนให้เกิด การเรียนรู้ในช่วงสภาวะโรงระบาดที่อาจจะ ปุ๊กปั๊บสั่งปิด ปุ๊ปปั๊บให้เปิด ... แน่หละ เปิดดีกว่าปิด แต่ถ้าเราโฟกัสหรือเลือกไปเลยว่า ปิดไม่ต้องมาโรงเรียน แล้วทุ่มสรรพกำลังไปทำการสอนออนไลน์ให้เวิค ... การกระจายอำนาจและงบประมาณ อีกทั้งความรู้สำคัญทีเดียว
..
่ดูทรงแล้ว น่าจะเก็บทรงไม่ค่อยอยู่ กล่าวคือ สักพักเปิดให้มาโรงเรียน พอมีการระบาดใกล้ๆ ก็ปิดโรงเรียน โรงเรียนจะเป็นโรคลักปิดลักเปิด สิ่งที่จะกระทบต้่อมาคือ ตารางสอน เพราะว่า ตารางสอนแบบปกต กับตารางสอนออนไลน์ ต้องไม่เหมือนกัน ช่องไฟแต่พอดี สำคัญ ความไม่เยอะสำคัญ ความเชื่อใจสำคัญ .... โคหวิดอาจจะเร้าให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ ในการเชื่อใจในตัวผู้เรียนว่า สามารถเรียนรู้และกำกับตัวเองำได้ ทั้งนี้ นักเรียนบางคน ก็ยังไม่เชื่อตัวเหมือนกัน ว่าเค้าจะมีวินัยได้เอง คำถามคือ ต้องเริ่มที่ใคร .... เรื่องบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และการที่นักเรียนสามารถกำกับตนเองให้รับผิดชอบภารกิจ ออนไล์ อาจถูกเร้าให้เกิดวินัยใหม่ ในการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ ที่จะไม่สามรถเจอกันได้เพราะโควิด ..
..
..
เตรียมใจไว้เถิด .. เราเรียนออนไลน์กันนานแน่ๆ คนที่ต้องดูแลการจัดการศึกษาของประเทศก็อย่าชักช้า ครูและเด็กไม่รู้กี่หมื่นคน ที่อาจจะเสียโอกาส การกระจายอำนาจให้พื้นที่ได้ตัดสินใจตามบริบท เราว่าอาจะเป็นเรื่องที่ทำได้ตอบโจทย์นักเรียนที่เค้ารู้จักมากกว่า ทั้งนี้ กระจายแต่อำนาจตัดสินใจ ไม่ให้เงินไปด้วย ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณ ก็อาจทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาบางคนรู้สึกว่า จะทำทำไม รอเค้าสั่งดีกว่า ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ดีกว่าเลย เพราะไม่รู้บริบท โคหวิดได้กระชากหน้ากากของความเหลื่อมล้ำ และตอกย้ำว่ามันมีอยู่จริง มีเคสประเด็นเล็กๆ การเข้าไม่ถึงโอกาส ที่ปวดใจ ... โรงเรียนเล็กๆไกลปืนเที่ยง ที่ไม่มีใครไปยุ่งกับเค้ามาก กลับบริหารจัดการได้ดี ถ้าผู้อำนวยการคิดเป็น ... โรงเรียนขนาดใหญ่ ดูจะเป็นโจทย์ยาก ... ครูดูจะถูกคาดหวัง ถ้ายังเชื่อในศ่าสตร์ของการสอน อาจจะต้องบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้ออนไลน์ ทำยังไงให้ปัง ไว้ที่คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และหลักสูตรที่ไปไกลกว่าความรู้ที่เอาไปสอบ การเรียนรู้มันควรทำให้ชีวิตงอกงาม ได้พัฒนาขัดเกลาจากความชอบ หรือจากต้นทุนที่นักเรียนมี สู่การรู้จักตัวเอง และรักการเรียนรู้ ยังไม่รู้่าจะทำมาหากินอะไรก็ไม่เป็นไร แต่สำรวจตัวเองได้ว่า ชอบใช้ชีวิตกับการเรียนรู้แบบไหน ชอบเรียนรู้อะไร อย่างไร ต้องเป็นคนยังไงที่จะทำให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าได้อย่าวมีคูณภาพ ต้องพูดจา วางตัวแบบไหน ทักษะชีวิตต่างๆ ทักษะที่จะเรียนรู้ อาจสำมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปความความรู้ที่ได้มา ... หรือเรียนศักแต่ว่ารู้ รู้แล้วไปสอบ แต่ประยุกต์มาใช้ในชีวตไม่เป็น ... ถ้าการได้รับการศึกษา ทำให้เด็กคนนึงเรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ที่จะรักตนเอง รักผู้อื่น และไม่เพิกเฉยต่อความอยุติธรรมในสังคม มีใจคิดและทำเพื่อคนอื่น ตามโอกาส ถถ้าเป็นไปได้ ให้ถึงขั้นรูปธรรมที่เด็กๆ จะแอคชันจนเกิดรูปธรรมการเรียนรู้ โดยม่โจทย์ ที่ตึงมือ และมีประสบการณจจริง จากเรื่องจริงๆ ทีเกิดขึ้น ความรู้ที่เค้ารู้ ก็จะมีความหมาย เพราะมันส่งต่อ หรือนำไปใช้่อย่างเป็นรูปธรรม อย่างน้อยก็ในกิจกรรมที่โรงเรียนจัด .... ฉนั้น ส่วนตัว การเรียนรู้ ที่โรงเรียนนั้นปลอม บทเรียนจริง อยู่นอกห้องเรียนทั้งนั้น ... ความเป็นโรงเรียน น่าจะมีอิสระมากพอในการเลือก สิ่งที่ เด็กๆ ของเค้าจะเรียนรู้ หรือ ควรเรียนรู้ เพื่อให้โรงเรียน เป็นที่ที่ ปัญญาของชุมชนนั้นๆ ได้ถูกส่งต่อ อย่างมีความหมายกับชีวิต โรงเรียนก็จะทำหน้าที่่เป็นที่พึ่งให้กับชุมชน ในรฐานะ ที่บ่มเพาะจิตวิญญาณเสรี ที่จะเป็นเมล็ดพันธ์ที่งอกงามเติโตต่อไป ด้วยใช้่การศึกษาไปสู่ความเท่าเทียมในการแข่งขันในโลกของการงานอาชีพ ....
... แต่การศึกษาที่เรรมี ยังไม่ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ ความหมายของความเป็นโรงเรียกับโรงงาน ยังคงใกล้เคียงกันย ทั้งๆ ที่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมก็เลยมานานแล้ว
..
โจทย์ที่เราคิดว่า จะเปลี่ยนไปตลอดกาล คือ 1.อะไรจะลึก ให้ไปรู้จนลึก หมายความว่า ศาสตร์ที่ต้องการเนื้อหาความรู้ ทักษะเฉพาะยังจำเป็นและมีอยู่ เช่น หมอ ทันตแพทย์ ครู วิศวกร ....
มีวิธีคิดที่กล่าวว่า ใครๆก็เป็นครูได้ เพราะความเป็นครู เป็นธรรมชาติ เราทั้งเห็นด้วนย และเห็นต่าง เห็นด้วยว่าใครๆก็เป็นครูได้ ... แต่การผ่านการฝึกฝน และประสบการณ์ในการทำงานกับเด็ก ที่เรียกว่าครู การไม่ได้จบครู และมาเริ่มเรียนรู้การเป็นครูโดยการสอนไปเรื่องๆ ลองผิดลองถูก เป็นเหมือนคุกกี้เสี่ยงทาง ที่อาจทำให้นักเรียนเสียโอกาสในช่วงต้นของการฝึกฝนเป็นครู ตามมโนนึกและแนวทางของครูรุ่นพี่ ในโรงเรียน การจัดกระบวนการเรียนรู ้มีศาสตร์วิชา ของมันอยู่ และมีแนวทางในการพัฒนาให้สามารถเป็นครูที่หยิบจับสิ่งรอบตัวมาร่วมผสมโรงในการสอน นั่นคือการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ส่วนศาสตร์บางศาสตร์ มีการสอนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เช่น คนที่เรียนด้าน อาร์ต ทั้งหลาย เพราะว่า เรียนรู้ทักษะจากต้นแบบ และเรียนรู้วิธีคิดจากการใช้ชีวิต คนที่ไม่ได้เรียนรู้ศาสตร์การสอนมา แล้วสอนได้ดีนั้นคือพรสวรรค์ ในทางกลับกัน คนทีเรียนครูมา สอนไม่เป็นก็มีเยอะ แต่ทั้งนี้ ยังไม่มีตัวเลขที่มาจากงานวิจัยหรือสำรวจ ส่วนตัว ยังคิดว่า เรียนด้านการสอนมา ก็สิ่งที่ติดตั้งในตัวครูคนนั้น คือ เคสต่างๆ ที่เจอจริง และเห็นวิธีแก้ปัญหา ที่อยู่ในระดับฝึก ฉนั้น เมื่อเป็นครูประจำการจริง ก็จะสามารถดูแลนักเรียนได้ เพราะฝึกมา แต่ภ้าไม่ได้เรียนครู คิดว่าสิ่งทีสำคัญ คือ ประสบการณ์ ถ้ามีประสบการณื และประสบการณ์นั้น ถูกถอดออกมาเป็นความรู้ ก็จะเป็นการยกระดับการเรียนรู ้จากประสบการณ์ ประทับเป็นแนวทางในการจัดกระบวนการเรีียนรู ้ที่ต้องไม่ปิดล็อคการประบเปลี่ยนใหม่ๆ ตามวิทยาการหรือศาสตร์ใหม่ๆ ทีก้าวหน้าตามยุคสมัย ฉนั้น คิดตจะเป้นครู ต้องอัพสกิลการสอนที่ถือเป็นหัวใจ และอัพความรู้ เป็นครูต้องทันสมัยไม่ตกยุค โลกกว้าง และใช้ชีวิตเป็น ไม่งั้นเราก็จะมีแต่ครูที่เก่งๆ เนื้อหาเก่ง แต่สอนให้คนเป็นคนไม่ได้ ศาสตร์การสอน ศาสตร์การจัดกระบวนการเรียนรู้ มีความลึกของมันอยู่ ที่วิวัฒน์มาเรื่อยและมีสำนักที่มีเคล็ดวิชาแตกต่างกัน เป็นคึวามรุ่มรวยในศาสตร์การสอน
2.อะไรต้องกว้าง การศึกษาพื้นฐานต้องแน่น ความจริงความดี ความงาม สัมพันธภาพ เรื่องยากๆ ที่อาจต้องมีคิดกันใหม่ว่าจะวางแนว วางคุณค่าของยุคสมัยกันยังไง ในเมื่อ ทุกอย่างแม้แต่ตำราความรู้ แปปเดียวหมดอายุเร็วเหลือเกิน
3. โรงเรียน ครู อาจถูกเปลี่ยนนิยามไปจากเดิม .. โรงเรียนอาจเป็นที่ บ่มเพาะวิธีคิดที่จะออกไปเป็นสมาชิกของสังคม ที่จะแตกต่างจนอาจดูกบฏต่อความคิดของคนเป็นพ่อแม่ เพราะอัตราเร่งของวิธีคิดของรุ่น Genneration ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีความต่างกันแบบสุดขั้้ว เด้กจะโตเร็วและห่างจากวิกีขอวพ่อแม่พวกเค้าแบบก้าวกระโดด ความขัดแย้งระหว่างรุ่นจะมีมากขึ้น การเรียนรู้การทำความเข้าใจรุ่นที่ต่าง เพราะมีการบ่มเพาะที่เป๋นเหตุผลของยุคสมัยที่ต่าง อาจต้องมีการคลี่ให้เห็นด้วยว่า อะไรอย่างไร .. ซึ่งปัญหานี้อาจไม่ได้อยู้ที่เด็กรุ่นนี้ที่ไม่ปรับตัว เค้าเกิดมาในยุคที่ทุกอย่างต้องปรับตัวไม่งั้นไม่รอด แ่ต่ปัญหาอาจจะเกิดจากผูใหญ่ ที่มีความสามารถในการปรับตัวได้ช้ากว่า การเห็นที่มา และการรับฟังกัน การไม่ด่วนตัดสินถูกผิด ดูจะเป็นวิถีที่โรงเรียนอาจต้องทำงานเตรียมการคุณภาพนี้ให้เกิดขึ้นกับเด็ก หรือไม่ ๋??? ในภาพรวมของประเทศ แต่ถ้าจะเตรียมเด็กให้มีคุณภาพนี้ การเตรียมครู และจักรวาลอันกว้างไกลของการเป็นครู ต้องทำก่อน มายาคติของความเป็นครู อาจจะต้องมาตคุยกันใหม่ ครูไม่ใช่เรือจ้าง ครูเป็นอาชีพ ที่มีบทบาท มีหัวใจอย่างไร ครูต้องมีสวัสดิภาพชีวิตที่ดี แต่ก็ไม่ใช่อาชีพอภิสิทธิที่จะได้รับความเคารพมากกว่าอาชีพอื่นๆ เพียงเพราะเป็นครู .. และเด็กๆ หรือ ผู้ปกครองที่เค้าไหว้ เค้าไหว้ความเป็นครูในตัวคุณ ไม่ได้ไหว้คุณ บางทีคนเป็นครูบาอาจารย์ก็หลง คิดว่าเป็นอำนาจเหนือ ซึ่งง่ายมาก ที่จะคิดแบบนั้น เพราะได้รับสถานภาพในการสั่งสอน เป็นความรู้ที่ผูกขาด เป็นความจริงที่เที่ยงแท้ จริงๆ ครู ก้เป็นมนุษย์ คนหนึ่งแหละ ธรรมดามาก
..
กาารศึกษาจะเป็นต้นทุนของประเทศที่มีมูลค่่าสูงมาก ฉนั้นการลงทุนด้านใดใดที่เกียวกับการศึกษานับเป็นการพัฒนาประเทศทางตรง อะไรไม่ใช่เอาออก อะไรที่ไม่ฟังก์ชั่นต้องปรับ ถ้าพึ่งรัฐไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีหรือนายกคิดช้า ข้าราชการในกระทรวงก็ทำตามภารกิจ วิธีคิดในการจัดการศึกษา ไม่ใช่โรงเรียนที่เดียวที่ต้องรับผิดชอบ ทุกหน่วยของสังคม ต้องร่วมกันรับปิดชอบเยาวชนของประเทศ โดยเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นองค์ความรู้ เป็นโมเดลใหม่ๆ ที่ไปให้ไกลกว่าโรงเรียน ถ้าเชื่อว่าเราเรียนรู้จากประสบการณ์ ทำการเรียนรู้ให้ใกล้เคียงกับชีวิต นั้่นคือ การเรียนรู้ มีวิถี มีวัตรปฏิบัติ ถึงวันนั้น โรงเรียน อาจทำหน้าที่แค่เป็นศูนย์ประสานงาน เพื่อประสบการณ์การเรียนรู้สู่การพัฒนาชีวิต ใครที่ไม่ฟัง ก็ไม่ควรมีอำนาจ การสื่อสารระหว่างช่วงวัย ดูจะส่อแววปัญหาความขัดแย้งหนัก ที่ทับซ้อนปัฯญหาความเหลื่อมล้่ำเดิม คนจน ก็จนลง คนรวย รวยขึ้น ความเสี่ยงตกอยู๋ที่ชนชั้นกลาง ที่เรียนจนจบ ปตรี แต่ไม่มีงานทำ หรือ ตกงานนั้นเอง ใบปริญญาจะมีค่าแค่เศษกระดาษ และความน่าสงสารตกอยู๋ที่คนจนที่อยู่ในเมืองที่ไม่มีที่แม้แต่จะปลูกผักสักแปลง
...
โคหวิด ถ้ามองให้เป็นโอกาส นี่คือ การฉายภาพความเหลื่อมล้ำ เพราะโคหวิดทำให้ตาย คนกลัวตาย เลยทำลายงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสัมพันธ์ทั้งหมด ตายสนิท การท่องเที่ยวไม่ต้องพูดถึง เผ่าแต่ละเผ่าต้องงดการเดินทาง งานที่เกี่ยวกับการมารวมกันของคน ตายสนิท ร้านอาหาร คลับ บาร์ ภาคธุรกิจบริการ ธุรกิจบันเทิงตายสนิท ฉนั้น นักดนตรี มักคุเทศ พนักงานต้อนรับ แอร์ สจ็วต ไม่มีเที่ยวบิน ก็ไม่มีงาน ออฟฟิศเล็กๆ ที่ไม่สามารถมีวัตถุดิบมาผลิตสินค้าได้ เพราะสั่งไม่ได้ ต้องปรับ และเจ๊ง ฉนั้น คนที่มีการศึกษา แต่ไม่มีการจ้างงานก็คงไม่ต่างกัน เจ็บใจกว่าเพราะเค้าลงทุนไปมากกับการศึกษาที่แสนดีทั้งแสนแพง แต่จบมาไม่สามารถทำงานตามสิ่งที่เรียนมา เกิดความศูนย์เปล่าของชีวิต ส่วนคนที่น่าเป็นห่วงคือคนจน ที่มีรายได้รายวันจากการรับจ้าง ขายของ และอื่นๆ ไม่มีใครโง่หรอก แต่ก็สามารถกลายเป็นจน และกลายเป็นเจ็บ ได้ง่ายเหมือนกันเสมอภาคกัน จริงหรอ?? .... เงินกลายเป็นของจริง เมื่อเราไม่ได้พึ่งวิถีเกษตร เพราะเงิน บันดาลให้มี ข้าวปลา ... คำกล่าวที่ว่า ข้าวปลาคือของจริง .. แต่มันใช้เงินซื้อ ฉนั้น เงินจริงกว่า
..
ออกทำเลนอกเรื่องมาซะยาว กลับไปเข้าเรื่องคือ จากประสบการณ์ล้วนๆ ที่เห็นมา เด็กที่มีต้นทุนชีวิต ไม่ต้องดิ้นรนว่าชีวิตต้องรอด ทำให้่เราไม่เห็น แรงปรารถนาในการกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในชีวิตแบบตั้งใจยิ่งยวด เพราะไม่ต้องเหนื่อย พ่อแม่สร้างเนื้อสร้างตัวเป็นทุนให้ลูกไว้ ฉนั้นเด็กก็แค่รับผิดชอบตัวเอง มีแนวโน้มที่จะสนใจเรื่องของตัวเอง และมองทุกอย่างโดยมองความสบายของตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้หมายความว่าแย่ แต่สะท้อนจากสิ่งทีเห็นว่า เด็กเรา ไม่มีแววตาในการกระหายการเรียนรู ้เพราะว่า เค้าได้มาง่าย เพราะมีเงิน เลยบันยดาลได้ทุกสิ่งอัน โจทย์ฝั่งนักเรียนก็คือ การได้เห็นว่า ในประเทศนี้ มีคนทีต้นทุนน้อยกว่าเรา ที่นี่คือหน้าที่ของเราที่ต้องดูแล และช่วยพื่น้อง ให้ดีขึ้นไม่ท่างใดทางหนึ่ง เด็กเราต้องได้เรียนรู้จริงจากพื้นที่ เรื่องราวความเหลื่อมล้ำต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีศึกษา ที่น่าจะต้องลงไป พบ ปัญญาที่อยู่มในชุมชน ปัญหาที่อยู่มในชุมชน ความสั่นเทิ้มในตนที่ได้สัมผัสกับความลำบาก ความลำบากคือมิตรในรการเรียนรู้ที่ดี หาใช่อุปสรรคไม่ นี่คือโจทย์ขของเด็กสาธิตฯ ที่ส่วนตัวคิดว่าต้องไปให้ถึง คำว่ารู้ร้อนรู้หนาว เห็นคนอื่น จะได้ไม่อยู่แค่ในขชั้นเรียนเท่านั้น
ต่อไปโจทย์ของคนเป็นครู ข้อได้เปรียบอันหนึ่งคือ โรงเนรียนมีโอกาสได้เลือกครู ครูที่ไม่าต้องจบครูแต่มีใจ หรือจบครูก็ได้แต่ต้องมีบุคลิคบางอย่างที่เชื่อว่ายืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ตัวเองได้พัฒนาได้ เพราะมีทักษะการสอนที่อาจต้องออนจ๊อบ พัฒนาในงาน ก็ดีนะ สนุกดี
การให้อิสระครูได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้เองเป็นสิ่งที่ดี แต่การกำกับทิศทางให้มีความเข้มแต่พอดี ก็สำคัญไม่แพ้กัน ... ฉนั้น สร้างโรงเรียนแบบให้อิสระภาพครูแบบมีทิศทาง ก็ต้องมีระบบโปรโตคอลของวิถีที่ให้เกียรติความเป็นชีวิตของครูด้วยเช่นกัน ตัวอย่างรูปธรรมคือ การไม่มีเซนชื่อ และการอนุญาตให้ถ้าคาบไหนไม่มีสอนไม่มีประชุม ไม่มีภารกิจ สามารถวาปไปนั่งทำงานที่อื่นๆได้ ไม่ต้องถูกขังอยู๋ในโรงเรียน ภายใต้ภารกิจที่เราเชื่อในมนุษย์ ว่าครูทุกคนจะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างยิ่งยวด อาทิ ประจำชั้น สอน งานภารกิจต่างๆ การประชุม ให้ไม่ขาดตกบกพร่อง และวิธีคิดและเดำเนินการแบบให้เกียรติแบบนี้ ถ้ามีคนไม่ได้ทำตาม ไม่ใช่ปัญหาเชิงระบบ เป็นปัญปัญหาส่วนตัว ที่ครูไม่สามรถกำกับตัวเองได้ ฉนั้น ปัญหาส่วนบุคคลแก้ที่บุคคล และเป็นปัญหาเรื่องการบริหารให้เกิดควรามสัมพันธ์การรับรู้และเคารพกัน วางใจเชื่อใจไม่ตัดสิน ส่วนตัวเชื่อมันว่า วิธีคิดและแนวทางเล็๋กๆ เช่นเรื่องไม่เซนชื่อนี้ ถ้ามีความสมดุลและความเข้าใจ จะเกิดวินัยระยะยาวในตัวครู ที่ไม่ได้มาจรกการบังคับ หายเห็นผลช้า แต่ปลายทางการได้รับความไว้วางใจ เป็นการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มุมหนึ่ง แต่กระนั้น การเติบโตของความเป็นองค์กร ที่คิดใหม่ทำใหม่ มีก้าวของการลงหมุดแต่ละเรื่อง ตามวาระเวลา เรื่องบางเรื่อง เกิดความเห็นไม่เหมือน เช่นเรื่อบเล็กๆ การเซนชื่อ อาจมีคนที่รู้สึกไม่ยุติธรรม ที่รับผิดชอบหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ไปเห็นคนอื่นแล้วตัดสินว่าคนนันบกพร่อง เกิดความรู้สึกไม่ขัดเจร ไม่ยุติธรรม ส่วนตัวเข้าใจได้ แต่คนละเรื่องเดียวกัน และเรื่องนี้ก็ไม่ควรให้่โหวด การโหวตทำให้เสียงแตกเป็นสองฝั่ง ความขัดแย้งเชิงวิธีคิดอาจจะไม่เฮลตี้ แต่การหาฉันทามติ จากการรับฟังปรับเคลื่อน หาสมดุลกันให้เจอ ใช้เวลานานหน่อย แต่น่าจะเป็นกระบวนการที่ รักษาบรรยากาศการเคารพกันได้ดี ... การชี้ไปที่ปัญหาที่เป็นบุคคล บางทีก็ไม่อยากชี้เพราะเผชิญมากเกินไป เลยขี้ไปที่ระบบ ว่าระบบไม่ธำรงความยุติธรรมถ้วนหน้า กลายเป็นบ่นเรื่องระบบ ไม่ยอมรับความรู้สึกต่อปัญหาหรือต่อต้นตอของปัญหานั้นทีแท้จริง ว่าเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเหมือนกัน
โอ้ว เรื่องการส้รางองค์กรบางทีก็เป็นเรื่องยาก ก็ไม่เห็นกัน ยิ่งสร้างความไม่เข้าใจ กลายเป็นประเด็รเม้ามอย ความศรัทธาความเชื่อมั่นในอุดคติแต่ละคนกก็แตกต่างกันไป .. ตำแหน่งแห่งที่แห่งอำนาจ ดูจะเป็นขอโจมตี ในฐานะตัวแทนของระบบ เกิดการเรียกรองเชิงระบบ ที่จริงๆอาจเกิดจากการไม่พอใจบุคคล แต่ไม่กล้าชี้ไปที่คน กลัวกลายเป็นความขัดแย้ง เลยโยนไปที่ระบบ ไปๆ ก็โยนไปที่คนที่มีอำนาจในระบบ ให้จัดการ พอไม่จัดการ ไม่สั่งการให้ปัญหานั้นหายไปทันที ก็กลายเป็นอื่นไป อะไรที่ซุปซิปกันใต้พรมถ้ายกมาพูดบนโต๊ะ จะลดอะไรทำนองนี้ได้ ... พอไม่เห็นนิดนึงก็ผิดในสายตา
.
หรือว่าจริงๆ แล้ว เราไม่เห็นกันจริงๆ ยุคสมัยของการวางแนวทางบริหารจัดการกำลังจะผลัดมือ สังเกตเห็นภาวะที่เป็นปรากฏการณ์ที่ดี ของการรวมตัวกันเพื่อปักหลักอัตลักษณ์บางอย่าง ที่เชื่อว่าเราสร้างสังคมแบบนี้ ด้วยคุณภาพแบบนี้ จะดีต่อเด็ก ที่จะโตไปในอนาคต สมดุลเป็นสิ่งสำคัญ และเสตจของการก้าวเดิน ควรมีวาระใดใดที่ถูกจารจารึกไว้
.
5 ปีแรกของโรงเรียถือว่าเตาะแตะมากๆ ไร้เดียวสา และร้ายเดียงสา เพราะเขย่าวาทกรรมหลายๆอย่างในสังคม จนเป็นกระแสให้เป็นแหล่งอ้างอิงเชิงวิธีคิดอุดมคติที่ทำได้จริง ก้ได้ทำ แต่ก็ตอบยากว่าอะไรคือดีที่สุด ไม่มี แต่การค้นหา รูปแบบนี้ ด้วยสมติฐานนี้ ได้วางแนวทางบางอย่าง ในวิถีหรือวัฒนธรรมองค์กร ที่ในช่วงต้นยังไม่มีท่าทีว่าจะถูกบันทึก เป็นมุขปาถะไง เพราะจะสร้างวิถี ฉนั้นถ้าจะสร้างวิถี ต้องมีประเพณีกำกับเพื่อการส่งต่อ ... อันนี้ถึงเป็นวัฒนธรรมองค์กร .. แต่ยุคแห่งการลงหลักปักฐานและการตั้งถิิ่นฐาน กำลังค่อยคลี่คลาย ต่อไปคงเป็นยุค จดหมายเหตุและการตีความแนวที่เป็นมาในธรรมนูญที่เป็นแก่น แต่ไม่ต้องมีอรรถาธอบายก็เข้าใจ เพราะต้องสร้างวิถีควบคู่กันไปด้วย ทำอะไรทำอย่างไร นี่คือ การรันระบบ โหว ... มีระดับความยากทีเห็นแล้ว รู็สึกว่า เป้าหมายปลายฝันของที่นี่ ที่มาจากความรักและปรารถนาดี ที่จะทำให้นักเรียนที่เลือกมา นี่คือความรับผิดชอบ ที่ก้าวมาแล้ว ไม่ไปต่อไม่ได้ ... ยังมีโจทย์ให้ได้ลุยอีกเยอะ หนทางอีกยาวไกล ส่วนตัวสิ่งที่ต้องเป็ฯแก่นแกนไว้ คือ การวางใจในคน .. เห็นความเป็นมนุษย์ และวินัยเชิงบวกแบบไม่ควบคุม สิ่งที่เราเริ่มต้นกันมา หลายอย่างได้ปลดพันธนาการที่เป๋นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ และการบังคับบัญชา ถ้าเคยไปอยู่โรงเรียนของรัฐอื่นๆ ที่นี่ถือว่า อุดมคติมาก การสื่อสารหลายอย่างว่าอุดมคติแต่ทำได้ ก็ดูจะไม่จริงเสมอไป คือ มี เกิด ปรากฏ แต่ยังไม่ไปถึงความหมายที่เข้าใจลึกซึ้งอย่างเท่ากัน ทำให้เกิดโอกาสได้ การเห็นมีระดับตามประสบการณ์ การใช้ขีวิต โจทย์คือ ครูที่บรรจุที่นี่ทำงานเป็นที่แรก ตามข้อกำหนดการรับเข้าใหม่ที่ปรับ คงได้คนที่เรียนเก่ง การศึกษาดี ทำข้อสอบได้เข้ามาอันนี้ไม่แน่ใจ แต่ดูจากเกณฑ์ น่าจะมีความอะไรทำนองนั้น แอบลุ้น เราว่า การใช้ชีวิต ของคนที่จะมาสร้างประสบการณ์ให้คนอื่น สำคัญหวะ ไม่ได้บอกว่่าความรู้ไม่สำคัญนะ แต่ความรู้เป็นฐาน วิธีการเป็นตัวนำพา ประสบการณ์ที่ลึกในศาสตร์ของตน ถ้าครูได้ใช้ชีวิตกับความจริงที่เป็นแก่นในศาสตร์ของตนเอง และน้อมรับให้ปรากฏแววตาที่ทรงพลังนั้นในชั้นเรียน เวทมนต์จะปรากฏขึ้น ฉันแอบเห็นหลายคน ฉายแสงวาบวับประกายวาว คงจุดประกาย ให้กับนักเรียนไม่น้อย ถ้าครูมีศรัทธาในศาสตร์ที่เราเรียนรู้และสมาทานเข้ามาในชีวิต
.
พอละ รู้สึกว่าแค่อยากบันทึกอะไรซักอย่าง ตอนในหัวยังมีข้อมูล มีอารมณ์ และความรู้สึก ความคิด เอาไว้ขัดประเด็นให้คมๆ ส่วนตัวเป้นการสร้างวัตถุดิบไว้ใช้ทำงานต่อไป