“พ่อคงลืมไปแล้วว่าผมยังอยู่ น้องไม่อยู่แล้ว แต่... ผมยังอยู่” (น.๓๖)

“พ่อคงลืมไปแล้วว่าผมยังอยู่ น้องไม่อยู่แล้ว แต่... ผมยังอยู่” (น.๓๖) 

มีเป็ดบนหลังคา เป็นหนึ่งในสิบเอ็ดเรื่องสั้นในรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” ของจเด็จ กำจรเดช ซึ่งได้พิจารณาให้เป็นรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือรางวัลซีไรต์ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยรวมเรื่องสั้นนี้ เป็นรวมเรื่องสั้นที่มีความแปลกใหม่ล้ำสมัย ทั้งด้านการผูกโครงเรื่อง จำนวนตัวละคร กลวิธีการเล่าเรื่อง และขนาดความยาวของเรื่องที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสั้นขนาดยาว อีกทั้งมีการใช้สัญญะสัตว์ในการสื่อความหมายทั้งเล่ม เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้มุมมองมากกว่าเรื่องที่กำลังอ่าน ซึ่งจเด็จ กำจรเดชเคยได้รับรางวัลซีไรต์มาแล้วจนเป็นที่รู้จักในมวลมิตรนักอ่านจากผลงานรวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ถือว่าเป็นการคว้าตำแหน่งดับเบิลซีไรต์คนที่ ๕ ของเมืองไทย

หากจะกล่าวถึงเรื่องย่อนั้น ขอยกเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า รวมเรื่องสั้นคืนปีเสือและเรื่องราวของสัตว์อื่น ๆ มีลักษณะที่แปลกใหม่ล้ำสมัยแตกต่างไปจากเรื่องสั้นในขนบเดิมไปมาก และด้วยลีลาการประพันธ์ของผู้เขียนที่นำพาผู้อ่านกระโจนลงไปสัมผัสกับเสียงเล่าของเขาด้วยตัวเอง ผสมผสานกับการเล่าเรื่องแบบกึ่งจริงกึ่งจินตนาการ คงเป็นเหตุผลที่เพียงพอต่อการกล่าวว่า การเล่าเรื่องย่อของเรื่องสั้นแต่ละเรื่องในเล่มคืนปีเสือและเรื่องราวของสัตว์อื่น ๆ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ในเรื่องมีเป็ดบนหลังคาก็เช่นกันกับอีกสิบเรื่องที่ทำได้เพียงแค่บอกคร่าว ๆ ว่ามีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับสิ่งใด และกล่าวพาดพิงถึงสิ่งใด ที่สำคัญพื้นหลังของเรื่อง มีเป็ดบนหลังคา เป็นเรื่องราวที่จเด็จ กำจรเดช กลั่นกรองมาจากชีวิตจริงของตนจากเหตุการณ์ที่สูญเสียลูกชายคนเล็กที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ ดั้งนั้นผู้อ่านจะได้ซึมซับกับความรักความรู้สึกที่เขามีต่อลูกอย่างที่สุด ซึ่งเขาได้นำเสนออย่างสร้างสรรค์ผ่านเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ที่มีพ่อ แม่และลูก แสดงภาพของพ่อที่ไม่มีจิตใจจะทำงานเขียนที่เป็นอาชีพของตน และแม่ที่พยายามหลีกหนีไม่อยากรับรู้ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลูกชายคนเล็ก ทั้งสองต่างเงียบงัน บรรยากาศในบ้านไม่เป็นอย่างเดิมนับตั้งแต่สูญเสียลูกชายคนเล็กไป พ่อแม่ไม่ได้ใสใจลูกชายคนโตเท่าที่ควร แต่ลูกชายคนโตก็ได้พยายามทำทุกวิธีทางเพื่อคุยกับพ่อแม่ พยายามทำให้พ่อกลับมามีชีวิตปกติเขียนนิทานขึ้นมาอีกครั้ง  ด้วยการเล่าเรื่องแบบกึ่งจริงกึ่งฝันที่ในยามกลางคืนเขาจะได้ยินเสียงเป็ดออกไข่ทองคำในช่องใต้หลังคาบ้าน นำพาไปสู่เรื่องเล่าอัศจรรย์ใจ จนกระทั่งพ่อของเด็กชายก็หันมาสนใจในเรื่องเล่าของเขา และเริ่มต้นเขียนนิทานอีกครั้ง และท้ายที่สุดพ่อขึ้นไปซ่อมแซมหลังคาพบไข่เป็ด แม่จึงดีใจไปด้วย   

ด้านการวางโครงเรื่อง จเด็จ กำจรเดชผูกวางโครงเรื่องไว้อย่างลุ่มลึกแยบยล หากพิจารณาโครงเรื่องเพียงผิวเผินจะสัมผัสได้เพียงแค่ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครลูกชายคนโตที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตา มีพ่อแม่ แต่ไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่เท่าที่ควร เพราะพ่อแม่มีจิตใจอาลัยอาวรณ์คิดถึงลูกชายคนเล็กที่เสียชีวิต จนพ่อไม่มีจิตใจจดจ่อกับการเขียนนิทานหรือเล่าเรื่องสนุก ๆ ให้เขาฟัง เหมือนที่เคยเล่าให้เขาฟังในครั้งที่น้องชายยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบนั้นอาจจะสัมผัสถึงความรู้สึกที่แท้จริงของจเด็จ กำจรเดช ที่มีต่อลูกชายคนเล็กของเขา ทั้งความรัก อาลัยอาวรณ์ อันเป็นความรู้สึกที่กัดเซาะอยู่ภายในจิตใจของเขาเอง ซึ่งเขาได้นำเอาความรู้สึกเหล่านี้มาขีดเขียนอย่างประณีตบรรจง ถ่ายทอดความรู้สึกที่ผสมผสานกับจินตนาการอย่างพอเหมาะพอดี ลงตัว ซึ่งพบว่า ผู้เขียนได้ผูกร้อยเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบอย่างสนุกสนาน เพลิดเพลินและชวนติดตาม มีลำดับหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง โดยที่เหตุการณ์และเรื่องราวเหล่านั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันอย่างสมเหตุสมผล โครงเรื่องไม่ซับซ้อน ดำเนินเรื่องรวดเร็ว สั้น กระชับ อ่านจบเร็ว โดยเปิดเรื่องได้อย่างน่าสนใจและชวนติดตามด้วยการใช้คำพูดของตัวละครเอกว่า “แม่บอกว่าเป็ดขึ้นสวรรค์ไปแล้ว แต่ความจริงมันอยู่บนหลังคา” (น.๒๓) ซึ่งสอดคล้องกับชื่อเรื่องและมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงอยู่ภายในตลอดทั้งเรื่อง เป็นการเปิดประเด็นที่สร้างความกระหายใคร่รู้แก่ผู้อ่านให้อยากติดตามเรื่อง และชวนให้ฉงนสนเท่ห์ ว่าทำไมเป็ดถึงไปอยู่บนหลังคา แล้วเป็ดมีความเกี่ยวข้องหรือสำคัญอย่างไรในเรื่อง ก่อนที่จะค่อย ๆ ดำเนินเรื่องต่อไปและคลี่คลายปมให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องทั้งหมด

จเด็จ กำจรเดชได้ดำเนินเรื่องด้วยการนำเอาโลกของจินตนาการมาผสมผสานกับโลกแห่งความจริงอย่างลงตัวด้วยการเลือกใช้การเล่าเรื่องแบบมุมมองของตัวละครภายในเรื่อง คือเล่าผ่านสายตาของบุคคลที่สาม ตัวละคร “ผม” หรือตัวละครลูกชายคนโตเป็นผู้เล่าเรื่องเป็นผู้รู้แจ้งในทุกสิ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เล่า และมีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการกระทำภายนอก หรือการล่วงรู้ถึงความคิดจิตใจสัญชาตญาณ และความมุ่งมั่นปรารถนาของตัวละครทุกตัว ซึ่งการใช้มุมมองเช่นนี้สามารถช่วยให้ผู้อ่านได้รู้จัก เข้าใจ และเข้าถึงความรู้สึกตัวละครและความรู้สึกรวมทั้งแก่นสารที่จเด็จแฝงไว้ในเรื่องได้เป็นอย่างดี เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เล่าเรื่องด้วยภาษาที่สั้นกระชับ ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบสลับเหตุการณ์ย้อนกลับไปมา สลับเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และผูกเรื่องให้มีลักษณะคล้ายนิทานจินตนาการที่ตัวละครเอกมีความรู้สึกกึ่งความจริงกึ่งความฝัน นับว่าเป็นวิธีการดำเนินเรื่องที่ดึงดูดใจผู้อ่านให้อยู่กับเรื่องราวของเด็กชายในเรื่องอย่างแนบเนียน ผ่านฉากและบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของจเด็จ ก็สร้างความเพลิดเพลินบันเทิงใจให้ผู้อ่านไม่น้อย

อีกทั้ง ดำเนินเรื่องด้วยการสร้างปมปัญหาความขัดแย้งภายในใจของตัวละครพ่อและแม่อันเป็นปมปัญหาที่สำคัญของเรื่อง นั่นก็คือ ความรู้สึกสะเทือนจิตใจที่สูญเสียลูกชายคนเล็กสุดที่รัก ที่เป็นสาเหตุทำให้พ่อกับแม่ไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกชายคนเล็ก และทำให้พ่อผู้เป็นนักเขียนไม่อยากจะเขียนงาน แม้ลูกชายคนโตจะพยายามมาพูดคุยเพื่อไม่ให้พ่อเงียบเหงา หรือพยายามเล่าเรื่องเพื่อให้พ่อนำไปเขียนนิทานต่อ พ่อก็ไม่มีชีวิตชีวาที่จะเขียนงานอีก จนละเลยหลงลืมลูกชายคนโตที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งการตายของลูกชายคนเล็กทำให้สะท้อนเห็นถึงปมปัญหาที่สำคัญในสังคมอีกด้วย นั่นก็คือ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ที่ลูกชายคนเล็กของครอบครัวตายเพราะไข้เลือดออก แสดงให้เห็นว่า โรคไข้เลือดออกเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคม ความขัดแย้งในเรื่องนี้ทำให้ผู้อ่านเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครพ่อ แม่และลูกชายคนโตมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบจะเข้าถึงและเข้าใจความรู้สึกของจเด็จที่แฝงไว้ได้ดีว่าเขารักลูกชายคนเล็กดั่งแก้วตาดวงใจ เพราะจเด็จนำเอาปมภายในใจของตนมาถ่ายทอดผ่านตัวละครภายในเรื่องให้ผู้อ่านได้รับรู้เข้าใจ เป็นการนำเอาเรื่องราวในชีวิตจริงมาถ่ายทอดอย่างสร้างสรรค์ และสร้างอุปสรรคที่สำคัญในเรื่อง ก็คือ แม้ว่าตัวละครลูกชายคนโตจะพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับน้องชาย หรือพยายามเล่าเรื่องเพื่อกระตุ้นให้พ่อมีจิตใจเขียนนิทานอีกครั้ง แต่ก็ถูกละเลย พ่อแม่ไม่ได้สนใจ กลับเปลี่ยนเรื่องหรือบ่ายเบี่ยงไปพูดเรื่องอื่นด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ผู้อ่านลุ้นกันว่าเรื่องราวดำเนินไปทิศทางใด และจะจบลงอย่างไร โดยหน่วงเรื่องด้วยการเล่าความฝันของตัวละครลูกชายคนโตที่ฝันเห็นเป็ดบนหลังคา และเรื่องราวที่พิสดารอัศจรรย์ใจ ซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุก สนใจน่าติดตาม และยังสอดคล้องสัมพันธ์กันกับเรื่องราวภายในเรื่อง โดยการนำ “เป็ด” มาผูกเรื่องตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่องว่า “มีเป็ดบนหลังคา” สร้างความสอดคล้องด้วยการให้ตัวละครลูกชายคนโตฝันเห็นเป็ดออกไข่ทองคำ ซึ่งเป็นเป็ดในตอนเดียวกันที่ตัวละครพ่อซื้อมาเป็นของขวัญวันเกิดให้ลูกชายคนเล็กเลี้ยง และลูกชายคนเล็กก็เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกโดยมีสาเหตุจากการเลี้ยงเป็ดด้วย อีกทั้งยังใช้เป็ดตัวเดิมเป็นจุดสานสัมพันธ์ที่ทำให้ครอบครัวเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาดังเดิมในตอนท้ายของเรื่อง และนอกจากนี้ยังใช้เป็ดเป็นสัญญะที่สื่อความหมายแทนตัวละครลูกชายคนโตของตนโดยจะเป็นอย่างไรนั้นขอนำไปกล่าวในส่วนต่อไป

จากข้างต้น จะเห็นว่าจเด็จใช้เป็ดเป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์ของเรื่องให้มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างเป็นเหตุเป็นผล  ผู้เขียนได้กำหนดให้เรื่องดำเนินต่อไปแบบค่อย ๆ ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนเรื่องดำเนินมาถึงจุดสุดยอดของเรื่อง ก็คือ ตอนที่ลูกชายคนโตเข้าไปคุยกับพ่อเกี่ยวกับความคิดในการเขียนนิทานอีกครั้ง ซึ่งเขาได้คุยกับพ่อ และทำให้พ่อของเขานึกได้ว่ายังมีลูกซึ่งก็คือเขาอยู่อีกคน โดยสะท้อนผ่านความคิดของตัวละครลูกชายคนโตซึ่งเป็นความคิดที่มาจากตัวจเด็จหรือผู้เขียนที่เขาต้องการให้เป็นไปอย่างนั้น ดังในตอนที่กล่าวว่า “พ่อคงลืมไปแล้วว่าผมยังอยู่ น้องไม่อยู่แล้ว แต่ผมยังอยู่... พ่อก็คงนึกอะไรออกบ้าง อาจจะนึกว่าพ่อยังมีลูกอีกคน...” (น.๓๖) ตัวละครพ่อก็เริ่มหยิบดินสอกลับมาเขียนนิทาน มีชีวิตชีวาเหมือนเคย ซึ่งก็ได้คลายปมปัญหาคลี่คลายเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาทั้งหมดที่ผู้เขียนผูกสร้างปมเอาไว้ นั่นก็คือ ปัญหาที่ตัวละครพ่อไม่มีจิตใจทำอะไร ส่วนแม่ก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับน้อง เป็นเพราะความสะเทือนใจที่สูญเสียลูกชายคนเล็ก ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด และเข้าใจเหตุผลที่พ่อแม่ไม่ยอมคุยเรื่องที่เกี่ยวกับลูกชายคนเล็ก ก่อนที่จะปิดเรื่องด้วยภาพแห่งความสุขและความตื่นเต้นของคนในครอบครัวในเหตุการณ์ตอนที่พ่อขึ้นไปซ่อมแซมหลังคาแล้วพบไข่เป็ดอยู่ข้างบนหลังคา สร้างความยินดีให้ตัวละครทั้งสาม นับว่าเป็นการจบแบบสุขนาฏกรรม

ด้านแนวคิดหรือแก่นของเรื่อง ดังที่กล่าวในข้างตนแล้วว่าจเด็จบรรจงสร้างสรรค์เรื่องสั้น “มีเป็ดบนหลังคา” ในรวมเรื่องสั้นคืนปีเสือและเรื่องราวของสัตว์อื่น ๆ  ด้วยอารมณ์และความรู้สึกจริง ๆ ของตัวเองที่มาจากก้นลึกของจิตใจ แก่นเรื่องในเรื่องนี้จึงเป็นการแสดงความรักของเขาที่มีต่อลูกชายคนเล็กที่เสียชีวิต แสดงให้เห็นว่าเขานั้นรักลูกชายคนเล็กมากดังแก้วตาดวงใจ และเมื่อพิจารณาจากคำโปรยในบทกลอนเปล่าที่เขียนไว้ว่าอุทิศแด่เด็กชายจงรัก (น.๑๗) ก็ยิ่งสนับสนุนแก่นเรื่องในด้านของความรักของจเด็จที่มีต่อลูกชายคนเล็กคนนี้อย่างที่สุด ซึ่งหากผู้อ่านอ่านแล้วก็สามารถตกผลึกความคิดหรือได้แง่มุมที่มีประโยชน์จากเรื่องที่จเด็จถ่ายทอด เพราะเรื่องสั้นเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องสั้นที่ถอดมาจากชีวิตจริงเพื่อให้บทเรียนแก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านในวัยผู้ใหญ่หรือมีครอบครัว ทำให้เล็งเห็นปัญหาสำคัญที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาโดยยกกรณีลูกชายคนเล็กเสียชีวิตเพราะโรคไข้เลือดออก ก็เป็นการชี้แนวทางให้ครอบครัวอื่นหรือผู้อ่านรู้จักป้องกันอันตรายและสร้างความปลอดภัย โดยการสร้างสุขนิสัยที่จะช่วยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดี อีกทั้งยังให้แง่คิดที่สำคัญว่าหากพ่อแม่เลือกรักเลือกปฏิบัติต่อลูกอย่างไม่เท่าเทียมกันอาจทำให้เด็กรู้สึกน้อยใจ การที่เด็กเติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่เลือกปฏิบัติ ขาดความเอาใจใส่อาจทำให้เด็กมีปมในใจกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาได้ ดังในตอนที่ตัวละครลูกชายคนโตพยายามเข้ามาพูดคุยกับพ่อ แต่พ่อก็สนใจบ้าง เมินเฉยบ้าง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกของตัวละครลูกชายคนโตในเรื่อง และจเด็จก็คงคิดได้เช่นเดียวกันกับผู้อ่านถึงได้เขียนสะท้อนความรู้สึกของตนถ่ายทอดผ่านตัวละครลูกชายคนโตอย่างลึกซึ้ง แต่ในเรื่องนี้จเด็จได้หลีกเลี่ยงการสร้างปมปัญหาในใจของตัวละครลูกชายคนโตเพื่อไม่ให้เรื่องยืดยาว นับว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดโดยการใช้ความรัก ความอ่อนโยน ความไร้เดียงสาของตัวละครเอกหรือตัวละครลูกชายคนโต และการมองโลกในแง่ดีตามแบบฉบับของนิทานเป็นสื่อกลางกล่อมเกลาจิตใจผู้อ่านไว้ตลอดทั้งเรื่อง

อีกทั้งยังถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวละครพ่อ แม่และลูกชายคนโตที่อยู่ในสภาวะต่าง ๆ กัน เช่น การจมปลักอยู่กับเรื่องอดีต ความรู้สึกสะเทือนใจของพ่อแม่ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งพ่อแม่จมปลักอยู่กับความทุกข์ใจในอดีต จนละเลยสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการให้ข้อคิดแก่สังคมครอบครัวจากจเด็จที่แฝงไว้อย่างแยบยล เรื่องสั้นเรื่องนี้จึงนับได้ว่ามีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเปี่ยมด้วยความรู้สึกในเรื่องแล้ว ยังชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมที่ย่อมเป็นไปได้ง่ายอย่างสร้างสรรค์ และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สิ้นไปได้เช่นเดียวกัน

ท้ายนี้ จากที่เกริ่นไว้ในโครงเรื่องข้างต้นแล้วว่า จเด็จใช้เป็ดเป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเรื่องให้เกี่ยวเนื่องกันอย่างเป็นเหตุเป็นผลตลอดทั้งเรื่อง จุดเด่นของเรื่องนี้ ก็คือการใช้เป็ดเป็นสัญลักษณ์แทนตัวลูกชายคนโตของตน โดยการใช้สัญลักษณ์นับตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่องว่า “มีเป็ดบนหลังคา” เป็นการให้คำเปรียบโดยนัยว่า มีเป็ดอยู่บนหลังคาแต่พ่อแม่ไม่ได้สนใจไม่ได้ใส่ใจไปดูว่ามีจริงหรือไม่ ทั้งที่เป็ดก็ส่งเสียงกุกกักอยู่บนหลังคามานานแล้ว เปรียบเสมือนมีลูกอยู่ในบ้านแต่พ่อแม่ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ให้เวลา ละเลยจนลืมลูกที่มีอยู่ เป็ดในเรื่องก็เปรียบเสมือนลูกชายในเรื่องนั่นเอง ที่เพิ่งจะมาสนใจในตอนท้ายของเรื่อง ซึ่งหากพ่อและแม่หันกลับมามองให้ความใส่ใจและพิจารณาลูกของตนแล้วจะเห็นว่า ลูกคือสิ่งอันมีค่าที่สุดในบ้าน สามารถทำให้เขาทั้งคู่มีความสุขได้    

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบในส่วนโครงเรื่องและแก่นของเรื่องแล้ว “มีเป็ดบนหลังคา” ในรวมเรื่องสั้นคืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ของจเด็จ กำจรเดช น่าจะเป็นข้อยืนยันได้ว่า การจัดวางองค์ประกอบของเรื่องสั้นเรื่องนี้ ผู้แต่งทำได้อย่างเหมาะสมอย่างกลมกลืน ทั้งจากการวางโครงเรื่องที่สั้นกระชับ เหตุการณ์ในเรื่องและการสร้างบรรยากาศและฉากที่สมจริง รวมทั้งฉากในจินตนาการหรือที่เป็น Fantasy ผู้เขียนได้สร้างให้ทุกองค์ประกอบเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันจนสามารถสะท้อนแก่นของเรื่องที่เป็นความรักของพ่อที่มีต่อลูกชายคนเล็กได้อย่างชัดเจน และนอกจากความสนุกสนานและอรรถรสที่เกิดจากเรื่องราวที่จเด็จผูกร้อยอย่างละเมียดละไมและการจัดวางองค์ประกอบของวรรณกรรมได้อย่างเหมาะสมลงตัวจนสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของเขามาสู่ผู้อ่านอย่างเต็มเปี่ยมดังที่กล่าวไปแล้ว การเลือกใช้มุมมองแบบสายตาพระเจ้ามาเล่าเรื่อง ช่วยให้ผู้อ่านได้รู้จัก เข้าใจ และเข้าถึงตัวละครได้เป็นอย่างดี และยังแฝงแง่คิดที่มีประโยชน์ นับเป็นการนำกลวิธีการแต่งมาทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้มีคุณค่าในด้านการสร้างความสนุกสนานเพลินเพลินและช่วยประเทืองอารมณ์แก่ผู้อ่าน จนสามารถขัดเกลาผู้อ่านให้เป็นผู้สร้างคุณค่าแก่สังคมต่อไป



ผู้วิจารณ์ พิทยา สมาธิ นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์