นกกระยางโง่ ๆ หนึ่งในเรื่องสั้นของรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” ของ จเด็จ กำจรเดช เป็นรวมเรื่องสั้นรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ปี ๒๕๖๓ หรือเรียกอีกอย่างว่ารางวัลซีไรต์ ซึ่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ จเด็จ กำจรเดช ท้าทายขนบการเขียนเรื่องสั้นทั้งด้านการเล่าเรื่อง การผูกโครงเรื่อง จำนวนตัวละคร และขนาดความยาวของเรื่อง มีการสร้างสัญญะโดยใช้สัตว์สื่อความหมาย รวมไปถึงการเล่นล้ออย่างซับซ้อนของความเป็นเรื่องเล่ากับผู้เล่าเรื่อง พร้อมนำเสนอแนวคิดว่าเรื่องเล่ามีบทบาทสำคัญในการประกอบสร้างความจริงของปัจเจกบุคคลเล่าเรื่องโลกภายในขนานไปกับโลกภายนอกเพื่อสื่อน้ำเสียงเสียดเย้ย ย้อนแย้งและวิพากษ์สังคม

ในรวมเรื่องสั้น เรื่องนกกระยางโง่ ๆ นี้จะกล่าวถึง โครงเรื่อง แก่นเรื่อง และตัวละคร  ซึ่งในเรื่องผู้เขียนจะกล่าวถึงเรื่องราวที่มีการเล่าเรื่องเหมือนกับวิถีการใช้ชีวิตของคนในสังคม โดยผู้เขียนสื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพสังคมปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ในการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่มีโลกโซเชียลเข้ามาเกี่ยวข้อง การดำเนินชีวิตอาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อาจกล่าวได้ว่าผลงานเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้รู้สึกถึงการใช้ชีวิตในปัจจุบันของสังคมได้อย่างเข้าใจ และยอมรับกับสิ่งที่เกิดในสังคมยุคปัจจุบัน

เรื่องสั้นนกกระยางโง่ ๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การดำเนินชีวิต ของตัวละครท้อป ซึ่งท้อปเป็นคนชนบทที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ และไปพบรักกับสาวหนองคาย ทั้งสองได้คบหากันและได้ซื้อบ้าน ซื้อรถ และวางแผนว่าจะทำงานเก็บเงิน แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านของแฟนสาว แต่ทันใดนั้นในเวลาต่อมา เกิดเหตุไม่คาดคิด พ่อของท้อปตกต้นทุเรียน ด้วยเหตุนี้ท้อปจึงได้ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับบ้านเกิดไปดูแลพ่อ เขาได้ทิ้งแฟนสาวให้ลำบากคนเดียว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เมื่อท้อปกลับมาอยู่บ้านได้ไม่นานพ่อก็จากไป ท้อปไม่เหลืออะไรอีกแล้วตัวคนเดียว ท้อปจึงขายบ้าน ขายที่ดิน ขายรถ แล้วหนี้ไปสร้างกระท่อมตากอากาศอยู่ปลายนา นอนเลื่อนดูไทม์ไลน์ย้อนหลังของอดีตแฟน ใช้ชีวิตว่าง ๆ ไปวัน ๆ ท้อปใช้ชีวิตอยู่แต่กับโลกโซเชียล เขาพยายามหาเรื่องราวต่าง ๆ มาโพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของเขา เพื่อที่จะได้ยอดไลค์เยอะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา ซึ่งในการโพสต์แต่ละครั้งของท้อปเป็นแค่การสร้างภาพ แต่ในความเป็นจริงกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ท้ายที่สุดเขาก็ได้ถ่ายรูปนกกระยางพร้อมกับแต่งภาพด้วยโปโต้ชอปอย่างสวยงามและเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สดใส โดยโพสต์สุดท้ายท้อปก็ได้ยอดไลค์อย่างเป็นที่น่าพอใจ

หากสังเกต จะเห็นการวางโครงเรื่องที่มีลำดับเหตุการณ์ที่ไม่สลับซับซ้อน เข้าใจ และเข้าถึงง่ายเกี่ยวกับเรื่องราวของเรื่องสั้นเรื่องนกกระยางโง่ ๆ  “ท้อปฟังมาบ่อยแล้ว เรื่องเลี้ยงนกกรงให้กลายเป็นวัว”(น.๔๑) เป็นการเปิดเรื่องโดยเปิดประโยคไว้ ซึ่งผู้เขียนเปิดประโยคไว้อย่างน่าสงสัย ในทัศนะของผู้วิจารณ์เองนั้นมองว่า อาจจะเป็นกลวิธีในการเขียนของผู้เขียนที่ทำให้ผู้อ่านนั้นสงสัยและทำให้อยากรู้หรือไขข้อสงสัยนั้นต่อไป การเปิดเรื่องในช่วงแรกนั้นผู้เขียนก็ได้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของตัวละครท้อปเหมือนกับเกริ่นแนะนำให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับเรื่องราวชีวิตของตัวละครท้อป ซึ่งในช่วงแรกตามทัศนะผู้วิจารณ์มองว่าผู้เขียนสื่อผ่านตัวละครให้เห็นการใช้ชีวิตซึ่งผู้เขียนได้สะท้อนให้เห็นถึงปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง การใช้ชีวิตที่ตัวละครท้อปได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ท้ายที่สุดเมื่อมีเหตุจำเป็นก็ต้องกลับคืนสู่ถิ่นบ้านของตน ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ในส่วนของการดำเนินเรื่อง ผู้เขียนได้เล่าเหตุการณ์ต่อจากการเปิดเรื่อง หลังจากตัวละครท้อปได้ทิ้งหรือสละทุกอย่างเพื่อกลับมาสู่บ้านเกิดแล้ว ตามทัศนะผู้วิจารณ์มองว่า การกลับบ้านเกิดของท้อปในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างปม ซึ่งเป็นปมภายในใจของตัวท้อปนั่นเอง

จุดเริ่มต้นปมที่กล่าวข้างต้นของตัวละครท้อป แสดงให้เห็นปมขัดแย้งภายในใจของตนเอง ซึ่งเรียกความขัดแย้งนี้ว่า ความขัดแย้งภายในจิตใจตนเอง สาเหตุอาจเกิดจากการที่ได้เสียทุกอย่างไป จึงฝังใจกลายเป็นปม ซึ่งปมที่เกิดนี้จะนำไปสู่การกระทำหรือพฤติกรรมที่อาจจะคิดไปในด้านลบโดยที่ตนเองนั้นไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวก็ได้ ซึ่งผู้วิจารณ์มองว่าการที่ทำให้ตัวละครท้อปเกิดปมและนำไปสู่พฤติกรรมนั้น ผู้เขียนทำให้เห็นว่า ตัวละครท้อปกำลังมีพฤติกรรมที่ต้องการความสนใจ หรือเป็นที่ยอมรับจากบุคคลผู้ร่วมอยู่ในสังคมเดียวกัน และการกระทำของท้อปก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ชัด สังเกตได้จากการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของท้อป ที่ท้อปได้โพสต์ลงโลกโซเชียล ซึ่งในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้าม สมดังที่ว่า การยอมรับที่ไม่ควรยอมรับ ผู้เขียนเล่าเรื่องการใช้ชีวิตของท้อปพร้อมทั้งแสดงให้เห็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้เกิดปม การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างกระชับ ใช้กลวิธีในการเล่าเรื่องที่ไม่น่าเบื่อ ทำให้ผู้อ่านตื่นเต้นกับเหตุการณ์ตลอดเวลา

จุดสุดยอดของเรื่องดำเนินมาถึง ตามทัศนะผู้วิจารณ์มองว่าจุดสุดยอดของเรื่องนกกระยางโง่ ๆ อาจจะเป็นตอนที่ท้อปนำไก่ต๊อกไปคืนเพื่อน เพราะเขาเลี้ยงไม่ได้ผล และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ท้อปต้องยอมแพ้และเล่าเรื่องหลวงชลขายแม่เฒ่า เนื่องด้วยที่ยอมแพ้หรือยอมเล่านั้น ก็เพราะท้อปไม่มีอะไรจะโพสต์แล้ว และโพสต์ล่าสุดเขาไม่ได้ยอดไลค์แม้แต่ไลค์เดียว จึงเป็นเหตุที่คิดว่าเป็นจุดสุดยอดของเรื่องนี้

ซึ่งนำไปสู่การคลายปม ผู้เขียนทำให้เห็นจุดที่คลายปมคือช่วงท้ายของเรื่อง ที่ท้อปได้กล่าวว่า “นกกระยางที่ไหนเหรอ ยังไม่ได้เล่าใช่ไหม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ท้อปได้มาเล่าเรื่องของนกกระยางที่อยู่ช่วงท้าย โดยตัวละครท้อปได้บอกความจริงว่า ปลาที่หายไปนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันกลายร่างเป็นนกกระยางไปแล้ว

ดำเนินมาถึงการปิดเรื่อง ผู้เขียนปิดเรื่องโดยการไขข้อสงสัย โดยการกล่าวถึงนกกระยางในช่วงสุดท้าย ซึ่งเป็นเพียงสัตว์ตัวเดียวที่ทำให้ท้อปนั้น มีภาพโพสต์ที่สวยงาม และได้ยอดไลค์เพจเป็นดั่งที่พอใจสำหรับตัวละครท้อป

เรื่องราวนกกระยางโง่ ๆ เป็นการสรุปรวบยอดของแก่นเรื่อง ซึ่งแก่นเรื่องในเรื่องสั้นเรื่องนี้คือ ความต้องการเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ซึ่งในปัจจุบันก็ไม่ต่างจากตัวละครท้อป เมื่อมีโลกโซเชียลมาครอบงำ ก็อาจจะหลงมากจนเกินไป จนลืมไปว่าตนนั้นมีตัวตนที่แท้จริงอย่างไร และในปัจจุบันนี้โลกโซเชียลเผยแพร่เร็วยิ่งกว่าสิ่งใด ดังนั้นการที่เราจะโพสต์หรือจะทำอะไร ควรคิดไตร่ตรองดูให้ดีก่อนจะทำสิ่งใด

ตัวละครในเรื่องนกกระยางโง่ ๆ ตัวละครหลักในเรื่อง คือ ตัวละครท้อป ซึ่งผู้เขียนใช้ตัวละครท้อปในการเล่าเรื่องหรือดำเนินเรื่อง โดยตัวละครท้อปผู้วิจารณ์มองว่าเป็นตัวละครมิติเดียว ผู้เขียนให้ตัวละครท้อปเป็นผู้ที่มีนิสัยที่ขี้เกียจ ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น โทษทุกสิ่งอย่างแต่ไม่เคยโทษตัวเอง และมีความเห็นแก่ตัว  ซึ่งตัวละครท้อปผู้วิจารณ์มองว่ามีความสมจริง เพราะ บทบาทแต่ละบทบาทของท้อปที่ผู้เขียนสื่อออกมาสามารถทำให้เห็นชัดถึงการยั่วล้อสังคม และสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมที่เกิดการเลียนแบบชีวิตจริงในสังคมปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการสร้างตัวละครในลักษณะนี้ทำให้ผู้อ่านนั้นเข้าใจมนุษย์มากยิ่งขึ้น และในส่วนตัวละครประกอบ คือ พ่อ แฟนของท้อป และลุงแก้ว ต่างมีบทบาทที่สมจริง เป็นตัวละครประกอบที่ทำให้เรื่องดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และเข้มข้น ตลอดเวลา

ดังนั้นเมื่อกล่าวโดยรวมจากส่วนประกอบ โครงเรื่อง ตั้งแต่การเปิดเรื่อง การผูกปมขัดแย้ง จุดสุดยอด การคลายปม และปิดเรื่อง ผู้เขียนสามารถเชื่องโยงเหตุและผลประกอบกันได้อย่างลงตัวตามแนวการสร้างโครงเรื่อง รวมไปถึงแก่นเรื่องและตัวละคร เมื่อได้วิจารณ์โดยรวมแล้ว ผู้เขียนทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย สามารถทำให้ผู้อ่านรู้สึกนึกคิด เข้าใจอารมณ์คล้อยไปตามเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี และทำให้ผู้อ่านเข้าใจการใช้ชีวิตอีกแบบที่สังคมในปัจจุบันนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน อย่างน้อยผู้อ่านก็ได้เตือนสติตนเองไปด้วย ถือเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่ง   


ผู้วิจารณ์ พรทิพย์ เครือไชย