เมื่อใดที่เราคิดว่ารู้ เราต้องย้อนกลับมาดูถึงเหตุหรือรากเหง้าว่ามูลเหตุที่ได้มาของความรู้นั้นเราได้มาจากสิ่งใด..?
ส่วนใหญ่ความรู้ที่เราได้รับอยู่ทุกวันนี้ได้มาจาก ๒ เหตุใหญ่ ๆ คือ การเห็น และการฟัง
เมื่อเราได้เห็น ได้ฟัง เราจึงคิดว่าเรารู้ แล้วคิดว่าความรู้เหล่านั้นเป็นปัญญา ในทางภาษาพระจึงใช้คำเรียกแทนความรู้ชนิดนี้ว่า "สุตมยปัญญา"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีในสมัยนี้ ความรู้จากการฟัง แปลเปลี่ยนส่งมาจาก Social network ต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มไลน์ (Line Group) มีการแชร์ภาพและเสียงต่อออกไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ผู้แชร์บางคนนั้นยังอ่านไม่หมด ฟังไม่จบ ก็เผยแพร่สิ่งต่าง ๆ ออกไปแล้ว โดยคิดว่าตัวเองรู้จึงอยากให้ผู้อื่นรู้ด้วย เช่นเดียวกันกับสมัยก่อน เมื่อเราได้ไปเรียน ไปศึกษา ไปฟังการอบรมมาจากสถานที่ต่าง ๆ เราตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ ๆ เมื่อกลับมาประเทศไทยเราก็ร้อนวิชา อยากเผยแพร่ความรู้เหล่านั้นให้ผู้อื่นได้ยินได้ฟังบ้าง
สังคมวิชาการจึงเป็นสังคมแห่งการเผยแพร่ มิใช่สังคมแห่งการประพฤติปฏิบัติ
การประพฤติปฏิบัติคือ ต้องนำตนเองกระโดดลงไปใช้ความรู้เหล่านั้น ทดลองใช้กับชีวิตประจำวัน กินนอนอยู่กับความรู้เหล่านั้นจนตกผลึกออกมาเป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) แล้วจึงจะนำออกมาถ่ายทอดให้ผู้อื่นให้ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง
ดังนั้น เมื่อใดที่เราคิดว่าเรารู้ ขอให้ย้อนกลับไปดูตัวเองว่าเราได้ลองปฏิบัติตามความรู้นั้นมาหรือยัง มิฉะนั้นเราอาจจะตกลงไปสู่หลุมพรางแห่งความรู้ คือ หลุมพรางที่เราคิดว่าเรารู้ ที่เรายังมิได้ทดลองปฏิบัติดู แล้วรีบเผยแพร่ความรู้นั้นสู่สังคมในวงกว้าง...
