ค่ำวันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่สวนสามพราน ผมเข้าร่วมรายการ เรียนรู้จากผู้อาวุโส ใน รีทรีตของ IHPP ซึ่งเป็นกิจกรรมเปิดใจเพื่อการทำงานร่วมกันของคนในองค์กรวิจัยจำนวน ๘๘ คน ที่มีคนหลายรุ่นทำงานอยู่ด้วยกัน อายุต่ำสุด ๒๔ สูงสุดเกือบ ๗๐ เป็นสังคมของคนทำงานทางวิชาการ ในลักษณะของมูลนิธิ ผู้นำอาวุโสสุด และเป็นผู้ก่อตั้งคือ นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และได้รับยกย่องเป็นนักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขชั้นเยี่ยมของโลก ได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย ที่น่ายินดีคือ ตอนนี้มีผู้นำแถว ๒ โผล่ขึ้นมาหลายคน
IHPP ทำงานวิจัยก่อผลกระทบด้านนโยบายสุขภาพแก่ประเทศไทย และแก่โลก มากมาย
แต่ที่ไหนมีคน ที่นั่นย่อมมีปัญหา คนมาก ปัญหาย่อมมาก เพราะไม่ว่าชุมชนหรือสังคมใด ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี และสมัยนี้ ในที่ทำงานมีปรากฏการณ์คนต่างรุ่นต่างความคิด เข้าใจกันยาก เขาจึงไป รีทรีต เปิดในกันสองวัน ในวันที่ ๒๑ และ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผมไม่ได้เข้าร่วม
ในหนึ่งชั่วโมง ของรายการ เรียนรู้จากผู้อาวุโส ทีมจัดงาน วางแผนอย่างดี โดยให้ผู้เข้าร่วมช่วยกันตั้งคำถามที่อยากให้วงเสวนาช่วยกันตอบ โดยคนตอบก็คือคนหนุ่มสาวในวงนั้นเอง ประเด็นแรกที่คนหนุ่มสาวของ IHPP ตั้งคำถามคือ คุณค่าของชีวิตคืออะไร เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบถูกผิด ขึ้นกับหลากหลายปัจจัย แต่การได้ฟังคนในวงเสวนา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว ออกความเห็น ช่วยให้เราเข้าใจบริบทหรือสภาพชีวิตของเขาในขณะนั้น สาวคนหนึ่งตอบว่า คือการได้เลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุด ผมไปบอกเธอภายหลังว่า ให้เตรียมทำใจ ว่าเมื่อลูกโตเข้าสู่วัยรุ่น เขาจะค่อยๆ ทำตัวห่างจากพ่อแม่
คำถามข้อที่ ๒ หากรู้ว่าพรุ่งนี้จะตาย วันนี้อยากทำอะไรมากที่สุด คนหนึ่งตอบว่า ขอนอน อีกคนหนึ่งตอบว่า ขอพบญาติพี่น้องพร้อมหน้า ผมนึกในใจว่า ไม่มีคนเอ่ยเรื่องทำงานบางชิ้นให้เสร็จ
คำถามข้อที่ ๓ หากเกิดมาใหม่ใน ๑๐๐ ปีข้างหน้า คิดว่าจะเห็นอะไรบ้าง คนที่ตอบ เอ่ยเรื่องระบบสุขภาพ ว่าก็คงจะยังมีบางปัญหาให้ต้องศึกษาหรือทำวิจัย คือจิตใจหมกมุ่นอยู่กับงานของตน
คำถาม และคำตอบของคนหนุ่มสาว ช่วยให้ผู้อาวุโส พอจะเข้าใจสภาพของคนหนุ่มสาวนที่ทำงานใน IHPP ตอนสิบห้านาทีสุดท้าย เขาจึงเชิญให้ผู้อาวุโสพูดให้สติแก่การทำงานร่วมกันใน IHPP
เมื่อถึงตอนให้รุ่นผู้ใหญ่เล่าเรื่องในชีวิต คนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากทำงานที่อินเดียหลายปี ก็ได้เล่าเรื่องสนุกๆ ที่นั่น อีกท่านหนึ่งเล่าเรื่องตอนเป็นเด็กอยู่ในครอบครัวใหญ่ของพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เป็นครอบครัวคนจีน อยู่กัน ๔ ชั่วคน ที่ต้องปรับตัวอยู่ร่วมกัน เปรียบเทียบกับคนทำงานใน IHPP ที่มีหลายรุ่น ที่คนต่างรุ่นต้องปรับตัวอยู่ด้วยกัน ผมเล่าเรื่องเมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน ที่นำไปสู่ข้อสรุปว่า งานสร้าง evidence เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจะไม่มีวันหมดไปจากโลก เพียงแต่ว่าลักษณะของโจทย์อาจเปลี่ยนไป
ข้อเรียนรู้จากคนหนุ่มสาวสำหรับผมก็คือ คนหนุ่มสาวชีวิตยังไม่ลงตัว ยังรู้สึกไม่มั่นคง หรือบางคนยังไม่รู้จักตัวเองดีนัก เป้าหมายในชีวิตจึงไม่ค่อยชัด พลังขับเคลื่อนชีวิตจึงแผ่ว ทั้งๆ ที่วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่พลังมาก ทั้งด้านสมองและร่างกาย ส่วนที่ขาดก็เพียงประสบการณ์ ซึ่งก็หามาเติมได้จากการอ่านและสอบถาม
คิดย้อนสู่ตัว ผมโชคดีมากที่ในวัยดังกล่าว ผมทุ่มเททำงานพุ่งเป้าสุดชีวิต ไม่มีวอกแวกเลย ช่วยให้ชีวิตได้ก้าวหน้าจากการมีผลงาน และมีประวัติที่ดี ได้มีโอกาสทำงานสำคัญๆ และได้ทำงานอยู่ในวงที่มีการเรียนรู้สูง เป็นชีวิตที่ตรงกับจริตของตนเอง
วิจารณ์ พานิช
๘ ม.ค. ๖๔