Telehealth/Teletherapy คือ เป็นการใช้สื่อ application ในการสื่อสารส่งข้อมูลเพื่อการบริการทางด้านการบำบัดฟื้นฟู

ปัจจุบัน สื่อในประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมจึงมีความยากลำบากกว่าต่างประเทศ

How to get start in telehealth 

                ผู้บำบัดและผู้รับบริการต้องทำข้อตกลงระหว่างกัน โดยการเซ็นเอกสารยินยอมในการบำบัดรักษา ทั้งผู้บำบัดและผู้รับบริการ โดยจะระบุเกี่ยวกับ ข้อจำกัดเพิ่มเติมเรื่องความเป็นส่วนตัว ไม่อนุญาติให้บันทึกวิดีโอ บันทึกเสียง ต้องเป็นห้องปิด และสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ ควรที่จะดำรงบทบาทนักบำบัด-ผู้รับบริการ และรักษาขอบเขตอย่างระมัดระวัง

        ต้องคุยกับผู้ปกครองและผู้รับบริการเด็กเพื่อทำความเข้าใจและตกลงตามเป้าประสงค์เดิม  หรือตั้งเป้าประสงค์ใหม่ โดยการใช้ teletherapy มาเป็นวิธีการในการบำบัด

Platform and process in the telehealth

                นอกจากการตั้งเป้าประสงค์ ผู้บำบัดต้องปรึกษาและตกลงกับผู้ปกครองว่าจะใช้รูปแบบและกระบวนการใดในการทำการบำบัดทางไกล โดยมีรูปแบบดังนี้

1. Parent coaching นักบำบัดจะตกลงกับผู้ปกครองว่า เป้าประสงค์ของวันนี้จะทำอะไรกันบ้าง แล้วจะให้ผู้ปกครองเป็นผู้ทำกับเด็ก และนักบำบัดให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ปกครองเช่น การชี้นำ การลดการช่วยเหลือ โดยนักบำบัดต้องระมัดระวังในการใช้คำพูดที่เป็นการสั่ง การติลบ เมื่อผู้ปกครองทำผิดหรือช่วยเหลือมากเกินไป

2. Teletherapy การที่ผู้บำบัดให้ผู้รับบริการทำตามที่ผู้บำบัดสั่งได้ เหมาะกับเด็กที่มี cognitive ที่ดี

3. Counselling เป็นการที่นักบำบัดให้คำแนะนำกับผู้ปกครองในการทำกิจกรรม โดยไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่จะมีการปรึกษา และให้คำปรึกษาอยู่ทุกสัปดาห์ มีการ feedback กิจกรรมที่ได้ทำไป

ก่อนที่จะมีการบำบัด นักบำบัดก็จะส่ง email ไปหาผู้ปกครอง เพื่อบอกแผนการบำบัด และเตรียมอุปกรณ์

การเริ่มการบำบัด โดย

1. ทำความคุ้นเคยกับเด็ก 

2. ประเมินความสามารถของเด็กและผู้ปกครอง

3. เริ่มการบำบัด โดยมีการบอกว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง พักตอนไหน

4. ให้ feed back ผู้ปกครอง ให้เขาได้ตรวจสอบและทบทวนตนเอง ว่าควรจะปรับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ควรจะชมก่อน ค่อย feedback ทางด้านลบ

ข้อดีของ telehealth

1. ปลอดภัยจากโควิด                                     2. สามารถทำทางไกลได้

3. ทำที่ไหนก็ได้                                            4. ตารางเวลามีความยืดหยุ่น

5. ได้เห็นผู้รับบริการในสถานที่จริง                      6. ประหยัดเวลาในการเดินทางและค่าใช้จ่าย

ข้อเสียของ telehealth

1. ผู้บำบัดไม่สามารถประเมินผู้รับบริการตัวต่อตัวได้

2. อุปกรณ์ เทคโนโลยีจำกัด

3. ต้องการผู้ช่วยดูแลผู้รับบริการ

กุญแจสู่ความสำเร็จ

1. เตรียมความพร้อม

2. มี SMART goals

3. มีความยืดหยุ่น

4. แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

5. ทำให้เกิดขึ้นจริง

                        การใช้ application การทำ telehealth  ผ่านการใช้ application โดยมีการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ  ทำให้ได้ข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการเพิ่มมากขึ้น  

ข้อดี คือประหยัดเวลา ลดความเสี่ยงในการติดโรค ได้รู้ข้อมูลหลายๆด้าน จากสหวิชาชีพและผู้ดูแล

ข้อเสีย คือมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ขาดความรู้ ความยุ่งยาก ซับซ้อนของเทคโนโลยี               

          ผู้เขียนมีความเห็นว่า ในช่วงสถานการ์ณโรคระบาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การปฏิบัติงานหลายๆอาชีพ รวมถึงอาชีพกิจกรรมบำบัด การนำเอา telehealth/teletherapy มาใช้เป็นแนวทางในการบำบัด เป็นวิธีที่ดี ต้องมีการเตรียมความพร้อมมากขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น แม้ประสิทธิภาพจะไม่เท่ากับการได้มาเจอที่คลินิก และมีปัญหาทางด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการแก้ไขปัญหาสถานการ์ณเพื่อให้การบำบัดดำเนินต่อ และป้องกันผลกระทบต่อความก้าวหน้าด้านการฟื้นฟูของผู้รับบริการ หากหยุดโปรแกรมการบำบัดเป็นเวลานาน

นางสาว สุนิสา สุขผล 6123010