วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ ผมไปร่วมฟังการบรรยายเรื่อง ล้านนามหาปกรณัม ความทรงจําแห่งอภินวบุรี-ศรีหริภุญชัย   จัดโดย ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว.    ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร    ได้ฟังคำกล่าวเปิดงานโดย ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ    เรื่องกระบวนการคิดเชิงประวัติศาสตร์     และฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “คุณูปการของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น/ภูมิภาคต่อความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติ : ประสบการณ์ส่วนตัว”  โดย ดร. เตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ    ทำให้ตาสว่างในคุณค่าของประวัติศาสตร์    ว่ามีหลายคุณค่า    และบางคุณค่าก็มีอีกหน้าหนึ่ง (ของเหรียญเดียวกัน) เป็นมายา

คุณค่าอย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์คือ ทำให้เกิดความเป็นพวกหรือชาติเดียวกัน    เกิดความภาคภูมิใจในอดีตร่วมกัน    ประเทศต่างๆ ใช้พลังนี้กันทั่วไป    การสร้างประวัติศาสตร์เพื่อคุณค่านี้ ต้องสวมแว่นสี ไม่ใช่แว่นไร้สี หรือเป็นกลาง   

คุณค่าอีกด้านหนึ่งคือ ช่วยเป็นแบบฝึกหัดให้ผู้คนรู้จักใคร่ครวญเรื่อง “ความจริง” ทางประวัติศาสตร์     คือให้รู้เท่าทัน “ความจริง” ในประวัติศาสตร์    ว่าอาจไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนั้น    เพราะผู้เขียนประวัติศาสตร์ย่อมเขียนจากการตีความทั้งสิ้น    และเป็นธรรมดาที่มนุษย์ย่อมตีความเข้าข้างตน    นักประวัติศาสตร์ และผู้เสพประวัติศาสตร์ จึงต้อง “ฟังความหลายข้าง”   ไม่ “ฟังความข้างเดียว”

ดร. วินัยท่านจึงแสวงหาหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยจากหลักฐานของจีน ดังกรณีจาก หมิงสื่อลู่ และ ชิงสือลู่ (๑)   และ ระยะทาง ราชทูตไปปักกิ่ง (๒)    

ดร. เตช ไปไกลยิ่งกว่า ท่านอยากฟังความเห็นของชาวบ้าน ในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์    เช่น เรื่องราวในหนังสือ ขบถ ร.ศ. ๑๒๑อันโด่งดังของท่าน    ที่มีเรื่อง ขบถเงี้ยวเมืองแพร่ เป็นเรื่องหนึ่งในหนังสือนั้น     ท่านอยากได้ข้อมูลจากหลานเหลนของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ว่าเขาเล่ากันต่อๆ มาอย่างไร    เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น    ซึ่งแน่นอนว่า จะได้มุมมองที่ต่างไปจากในประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยส่วนกลางหรือผู้ปกครองประเทศ   

ผมได้เรียนรู้จาก ศ. ดร. เจตนาว่า    กระบวนการทางประวัติศาสตร ต้องเริ่มจากการรวบรวม “ข้อเท็จจริง” (fact) ซึ่งอาจเป็นเอกสารลายลักษณ์  หรือจากมุขปาฐะก็ได้    มีการกลั่นกรองและ นำสู่วาทกรรมทางประวัติศาสตร์ (historical discourse) ซึ่งก็คือ ผ่านการตีความหลายๆ แบบ      เขียนข้อสรุปเป็นความเรียงที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลหลักฐานยืนยัน     ได้เป็น “ความจริง” (fact) ทางประวัติศาสตร์      

ในสายตาของผม  “ความจริง” ทางประวัติศาสตร์ มีได้หลายชุด    ขึ้นกับข้อมูลหลักฐาน  และขึ้นกับการตีความ    

ผมชอบ “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” ดังกรณี  ความสนใจของท่าน ดร. เตช ที่อยากรู้เรื่องขบถ ร.ศ. ๑๒๑ จากมุมมองของหลานเหลนของผู้อยู่ในเหตุการณ์ในพื้นที่เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว    ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตในมุมมองของผม คือประวัติศาสตร์ที่มีผู้นำมาตีความใหม่     หาข้อมูลใหม่มาเพิ่มเติม    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลจากแหล่งอื่น     และข้อมูลเชิงบริบทของเหตุการณ์นั้นๆ     และที่สำคัญ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ มีความต่อเนื่องในชีวิตของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน  

ข้อเรียนรู้สำคัญที่ ดร. เตช เล่าประสบการณ์ตรงของท่าน    คือสมัยห้าสิบปีมาแล้ว สมัยเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์    ท่านไปนำเสนอผลงานวิจัยเรื่องขบถผู้มีบุญภาคอีสาน ร.ศ. ๑๒๑ ที่ SOAS ลอนดอน    ศาสตราจารย์ O. W. Walters ที่ฟังอยู่ด้วย ถามว่า เอกสารที่ใช้ มาจากหอจดหมายเหตุของไทย    เป็นเอกสารราชการ   เชื่อถือได้เพียงไร    เป็นประเด็นสำคัญด้านวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ ที่ท่านจำไม่รู้ลืม

ข้อเรียนรู้ของผมคือ ประวัติศาสตร์ ไม่มีวันที่จะเป็นความจริงแท้    ตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอดีต    เป็นสิ่งที่มาถึงเราในลักษณะ “เขาบอก”    เราจึงต้องรับอย่างมีวิจารณญาณ

การประชุมนี้ จะมีทั้งหมด ๑๒ ครั้ง    เป็นการทำงานประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ลำพูน    เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว     ฟังปณิธานของ ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร หัวหน้าโครงการได้ที่ (๓)

วิจารณ์ พานิช

๔ ธ.ค. ๖๓