“มีคดีเกิดขึ้นที่ไหน ที่นั่นต้องมีนักสืบและตำรวจเป็นธรรมดา” คำกล่าวนี้ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เพราะเขาเหล่านี้มีหน้าที่สืบสวนหาตัวคนร้าย โดยคดีทีกำลังจะกล่าวถึงนี้ เป็นคดีที่น่าตื่นเต้นและลึกลับซับซ้อนอยู่ไม่น้อย ยิ่งสืบเท่าไรกลับพบว่ามีเบื้องลึกมากเกินกว่าที่จะคาดเดาถึง คดีนี้มีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหลายคดีอย่างน่าทึ่ง การตายของคนเหล่านั้นมีการทำนายไว้อย่างแม่นยำ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงหรือ? สิ่งที่คนร้ายทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุต้องการจะสื่ออะไร? คนร้ายคือใคร? อะไรคือแรงจูงใจในการก่อเหตุ? คำถามเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในใจ และเขาไม่รู้เลยว่าความอันตรายกำลังรอเขาอยู่ข้างหน้า

          ฆาตกรรมจักรราศี เป็น 1 ใน 9 เล่มของนวนิยายชุดนักสืบพุ่มรัก พานสิงห์ โดยเป็นเล่มลำดับที่ 3 เล่มแรกคือเรื่อง “ฆาตกรรมกลางทะเล” เล่มที่ 2 เรื่อง “คดีผีนางตะเคียน” ความพิเศษของเล่มที่ 3 เป็นการสืบสวนคดียาวตลอดทั้งเรื่อง แตกต่างจากเล่มก่อนหน้าที่เป็นหลาย ๆ คดีจบในเล่มเดียว ซึ่งนวนิยายชุดนี้เป็นผลงานของ วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2556 เจ้าของสมญานาม “นักเขียนแนวทดลอง” ด้วยกลวิธีการเขียนที่แปลกใหม่ คิดนอกกรอบ ทำให้งานเขียนของเขาแหวกแนวแตกต่างไปจากนักเขียนคนอื่น ๆ และยังเป็นเจ้าของสมญานาม “นักเขียนสองซีไรต์”จากผลงานนวนิยายเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” และรวมเรื่องสั้น “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” งานเขียนหลายประเภทและหลากหลายแนว สร้างความพึงพอใจและได้รับความนิยมจากนักอ่านในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งรางวัลที่ได้รับมากมายยังเป็นเครื่องการันตีว่าเขาเป็นนักเขียนที่มากความสามารถและมีคุณภาพ ซึ่งนวนิยายเล่มนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่แฟนคลับของวินทร์ เลียววาริณไม่ควรพลาด 

            เมื่อนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง “ศรไพร ไกรสรณ์” ถูกยิงตาย นักสืบ “พุ่มรัก พานสิงห์” และเพื่อนตำรวจ “สามิต 14” ได้รับหน้าที่ในการทำคดีเพื่อหาคนร้าย เขาพบดอกการะเกดและพระเครื่องบนตัวศพ แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร ในช่วงเวลานั้นก็มีหญิงสาว “การบูร สกลวรรณ” มาติดต่อให้เขาช่วยสืบหาพ่อแม่ที่แท้จริง พร้อมมอบกล่องที่มีข้อความ “การะเกด-บูรณ์” ข้างในมีข่าวการตายของนักร้องลูกทุ่งชื่อดังในอดีต สมุดเพลง และปืนหนึ่งกระบอก เขาได้เบาะแสเพิ่มเติมว่าเจ้าของสมุดเพลงคือ “บูรณ์ บรรณวาทย์” หรืออีกชื่อ “สมบุญ สุพรรณรุ่ง” พบว่าเคยฆ่า “ร.ต.ต. กฤษณ์ เกศกำจร” คนที่ฆ่าพ่อ “ไขแสง สุพรรณรุ่ง” ด้วยเหตุผลทางการเมือง พี่สาว “บุรณี สุพรรณรุ่ง” เป็นคนที่เห็นเหตุการณ์ และก็ทราบว่าเขาได้หลงรัก “การะเกด เกศกำจร” ลูกสาวของ “ร.ต.ต. กฤษณ์ เกศกำจร”

          การสืบคดีการตายของ “ศรไพร ไกรสรณ์” พบว่ารถที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นรถของหมอ “นพ สินเศวต” ที่ถูกขโมยมา และหมอเข้าใจว่าตุ้มหูเป็นของเพื่อนที่ตกในรถ รอยเท้าในที่เกิดเหตุตรงกับ “แดง นายงค์” เป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการขโมยรถ ส่วนเรื่องพระเครื่องก็ได้รับความช่วยเหลือจาก “เจตน์ จันธา” คนที่นักสืบรู้จักเป็นอย่างดี และเมื่อเขาลองค้นแฟ้มคดีเก่า ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตายของนักร้องลูกทุ่งในอดีต พบว่าผู้ต้องสงสัยหลักในหลายคดีคือ “บูรณ์ บรรณวาทย์” แต่สุดท้ายก็ได้รับการปล่อยตัวไป นอกจากนี้เคยมีคนมาสารภาพว่าเป็นคนก่อเหตุทั้งหมด แต่ตำรวจไม่เชื่อและจับส่งโรงพยาบาลบ้า “บุรณี สุพรรณรุ่ง” รู้ดีว่าคนก่อเหตุคือ “กานต์ เกศกำจร” ที่พยายามใส่ร้ายและฆ่าน้องชายตน

  เขาได้รับข้อมูลว่า “ พ.ต.ท. สาโรธ ธรรมชวนะ” สั่งให้ “กฤษณ์ เกศกำจร” เป็นคนยิง “ไขแสง สุพรรณรุ่ง” ส่วน“ร.ต.ต. ตวง เสนไท” เป็นคนดูต้นทาง หลังจากจบงานก็แยกย้ายกัน ขณะที่ “ร.ต.ต. ตวง เสนไท” ซ้อมรบที่เยอรมันก็เกิดอุบัติเหตุทำให้เศษระเบิดฝังอยู่ในร่างกาย เขาจึงหันมาศึกษาด้านโหราศาสตร์และเป็นคนที่ดูดวงแม่นมาก ต่อมาก็รักษาตัวอยู่ที่วัดธรรมเวทย์ แต่เขาก็ตายไปนานแล้ว ส่วน “ร.ต.อ. จำเนียร เสนไท” เป็นเจ้าของซุ้มมือปืนและมี “กานต์ เกศกำจร” เป็นลูกน้อง ไม่นานเขาก็ถูกยิงตายหลังจากไปยิงเจ้าพ่อฝั่งตะวันออก “อาจารย์ทศ” นักโหราศาสตร์ที่ทำนายแม่น ให้ข้อมูลว่า “ร.ต.ต. ตวง เสนไท” ค้นพบดาวมรณะซึ่งสามารถบอกลักษณะของฆาตกรได้ แต่ทฤษฎีนี้ตายไปพร้อมกับเขา “หลวงพ่อกลด” เจ้าอาวาสของวัดธรรมเวทย์ ให้ข้อมูลว่า “ร.ต.ต. ตวง เสนไท” ตายไปนานแล้ว ส่วน “ร.ต.อ. จำเนียร เสนไท” บวชได้ไม่นานก็สึก “พระอกาลิโกภิกขุ” ได้ทำนายดวงของ “กานต์ เกศกำจร” ว่ามีดวงของฆาตกรและเขาจะตายเร็ว ๆ นี้ จากนั้นไม่นาน “หลวงพ่อกลด” มรณภาพ

         นักสืบหนุ่มพบดอกการะเกดและพระนารทในห้องพัก เขานึกถึงคนบ้าที่แทนตัวเองว่า “จักรราศี” คนที่เคยมาสารภาพกับตำรวจว่าฆ่านักร้องหลายคน จนถูกจับไปอยู่โรงพยาบาลคนโรคจิต ห้องพักของเขามีหัวโขนพระนารทมากมาย เขาจึงไปตามสืบข้อมูลเพิ่มเติม “แพทย์ประโพช ชนาชัยพร” บอกว่า “จักรราศี” หนีออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว และเขาเป็นคนที่มีสองบุคลิก ตัวตนหนึ่งอ่อนโยนเหมือนผู้หญิง อีกตัวตนเป็นชายที่จิตใจเหี้ยม หมอเคยสะกดจิตเขาจนทราบว่า การที่มอบพระนารทให้ผู้ตายเป็นการขอขมาที่ฆ่านักร้อง ส่วนดอกการะเกดก็แทนน้องสาวของเขา แต่ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้ฆ่าเป็นคนฆ่านักร้องเหล่านั้น เขาเพียงต้องการใส่ร้ายคนที่พรากน้องสาวไปจากเขา หลังจากที่เขาหนีออกจากโรงพยาบาล เชื่อว่าเขาลงมือก่อเหตุฆาตกรรมจริง หมอที่พึ่งให้ข้อมูลถูกฆ่าและเขาก็ถูกคนร้ายไล่ยิง “เจตน์ จันธา” อาสาพาไปตามจับคนร้ายและเป็นคนยิง“กานต์ เกศกำจร”

      ทุกคนรวมตัวกันที่บ้าน “การบูร สกลวรรณ” นักสืบคลี่คลายปมเรื่องราวทั้งหมด ความจริงคนที่ยิงครู“ไขแสง สุพรรณรุ่ง” คือ “ร.ต.ต. ตวง เสนไท”  โดยมีหลักฐานรองรับ เพราะ “บุรณี สุพรรณรุ่ง” เห็นคนร้ายยิงปืนด้วยมือขวา แต่ “กฤษณ์ เกศกำจร”เป็นคนถนัดซ้าย ความเข้าใจผิดจึงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมระหว่าง 2 ครอบครัว  “ร.ต.ต. ตวง เสนไท” ที่เข้าใจว่าตายแล้ว ก็คือ “หลวงพ่อกลด” โดยมีหลักฐานจากแผ่นเอ็กซเรย์ที่ไหล่ซ้ายของหลวงพ่อ การป่วยเป็นโรคไตคือผลข้างเคียงจากเศษระเบิดในร่างกาย และพบเศษโลหะจากกองอัฐิ คนร้ายที่บงการในคดีฆาตกรรมนักร้องลูกทุ่งที่แท้จริงก็คือ “เจตน์ จันธา” หรือ “ร.ต.อ. จำเนียร เสนไท”ทั้งนี้ทำไปเพื่อเป็นการทดลองประสิทธิภาพผลของวัตถุมงคลที่จำหน่าย ยิ่งคำทำทายจากวัดธรรมเวทย์แม่นยำมากเท่าไร เขาก็ได้รับผลตอบแทนจากการขายวัตถุมงคลมากขึ้นเท่านั้น  “สามิต14” โทรมาแจ้งข่าวกับเขาว่า “เจตน์ จันธา” ตายแล้วตามคำทำนายของ “พระอกาลิโกภิกขุ” แต่สุดท้ายเขาก็เฉลยว่าเป็นเรื่องล้อเล่น

          ความน่าสนใจของ “ฆาตกรรมจักรราศี” คือ ผู้เขียนได้นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีตมาผูกเป็นเรื่องราวคดีฆาตกรรมอย่างน่าตื่นเต้น นำข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องการตายของนักร้องลูกทุ่งมาแทรกไว้ เช่น สุรพล สมบัติเจริญ , คณะนักดนตรีวงวิจิตรไพบูลย์ , ศรคีรี ศรีประจวบ ซึ่งเป็นการผสมผสานเรื่องจริงกับเรื่องแต่งได้อย่างกลมกลืน ช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับเรื่องเป็นอย่างมาก บางขณะก็ทำให้ผู้อ่านคิดว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ในเรื่องยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมที่เคยเกิดขึ้นจริงในประเทศสหรัฐอเมริกาปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1960 คือ ฆาตกรต่อเนื่องที่แทนตัวเองว่าจักรราศี และมีสัญลักษณ์ประจำตัว คือ วงกลมและกากบาทตรงกลาง ซึ่งผู้เขียนนำชื่อและสัญลักษณ์มาสร้างสรรค์ได้อย่างน่าสนใจ หากลองสืบค้นเพิ่มเติมก็จะพบว่าคดีนี้มีความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นคดีที่ตำรวจยังไม่สามารถจับคนร้ายได้ และตลอดทั้งเรื่องยังสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับวงการเพลงลูกทุ่ง มีการนำความเชื่อด้านโหราศาสตร์ การทำนายเวลาตายอย่างแม่นยำ ความเชื่อด้านไสยศาสตร์ การเมือง ความรักมาเชื่อมโยงได้อย่างสนุกสนาน ตื่นเต้นและลึกลับซับซ้อนตลอดทั้งเรื่อง

          ผู้เขียนเปิดเรื่องได้อย่างน่าสนใจด้วยการหักมุมตั้งแต่ต้นเรื่อง จากการกระทำของตัวละครที่เป็นคนร้ายปลอมตัวเป็นตำรวจและอาศัยจังหวะตอนตรวจความเรียบร้อยลงมือฆ่า ซึ่งผู้อ่านก็เชื่อโดยสนิทว่าเป็นตำรวจจริง ๆ เนื่องจากคนร้ายมีพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าเป็นตำรวจ ผู้เขียนยังชักจูงให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องเชิงชู้สาว เนื่องจากเหยื่อหรือ “ศรไพร ไกรสรณ์” กำลังขับรถไปหาชู้ แต่นักสืบและตำรวจพบว่ามีอะไรมากกว่านั้น จนนำไปสู่การตามหาหลักฐานเพิ่มเติมว่าใครเป็นผู้ลงมือฆ่าและมีแรงจูงใจอะไรในการก่อเหตุ ถือว่าเป็นการเปิดเรื่องที่ชวนให้ติดตามและกระตุ้นความใคร่รู้ของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี ด้วยวิธีการที่ฉลาดของคนร้าย สามารถหลอกให้เหยื่อและผู้อ่านตายใจ ทำให้อยากรู้ต่อไปใครเป็นคนร้าย เพราะในชีวิตจริง หากมีตำรวจโบกรถให้จอดเพื่อทำการตรวจความเรียบร้อย ถ้าไม่ได้ทำความผิดอะไร เป็นใครก็คงต้องจอดอยู่ดี

         การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ความสนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก ความซับซ้อนของปมค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ผู้เขียนเล่าการสืบ 2 คดีสลับกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งทำให้ไม่น่าเบื่อ มีการเล่าถึงคดีฆาตกรรมนักร้องลูกทุ่งชื่อดังในอดีต ซึ่งถือว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะต้องนำมาเชื่อมโยงเพื่อคลี่คลายคดีในปัจจุบัน ยิ่งอ่านไปมากเท่าไรจิ๊กซอว์ก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายก็สามารถนำจิ๊กซอว์เหล่านั้นมาประกอบเป็นภาพและไขคดีได้สำเร็จ แต่ทั้งนี้ผู้เขียนก็สามารถชักจูงผู้อ่านให้หลงทางจนได้ มีแค่ตัวละครนักสืบพุ่มรักเท่านั้นที่รู้ว่าคนร้ายที่แท้จริงเป็นใคร อีกทั้งการดำเนินเรื่องยังมีความสมจริงเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการนำข่าวการตายของนักร้องลูกทุ่งในอดีตจากหนังสือพิมพ์มาแทรกไว้จริง ๆ โดยไม่ได้ดัดแปลงเนื้อหาข่าวแต่อย่างใด และความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ก็ตรงตามหลักวิชา แต่ในเรื่องของการทำนายเป็นเพียงการผูกดวงให้ตรงตามความต้องการของผู้เขียน

          ปมความขัดแย้งของเรื่องวุ่นวายมีจุดเริ่มต้นเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสังคมกับมนุษย์ ได้แก่ ปัญหาการเมือง ที่รัฐบาลต้องการกำจัดคนที่มีความเห็นต่างทำให้นักแต่งเพลงคนหนึ่งถูกฆ่า ตัวละครที่เป็นลูก “บุรณี สุพรรณรุ่ง” เข้าใจผิดเรื่องคนที่ยิงพ่อของตนทำให้สื่อสารกับน้องชายผิด ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์จึงเกิดขึ้น“สมบุญ สุพรรณรุ่ง หรือ บูรณ์ บรรณวาทย์ ฆ่าล้างแค้นผิดคน “การะเกด เกศกำจร”  ก็ดันไปหลงรักคนที่ฆ่าพ่อ ทำให้ “กานต์ เกศกำจร” ซึ่งเป็นพี่ชายพยายามหาทางแก้แค้นคืนอยู่ตลอดเวลา อีกหนึ่งปมความขัดแย้ง ได้แก่ ความโลภมากของตัวละคร “ร.ต.อ. จำเนียร เสนไท” ที่ส่งผลให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย โดยเป็นต้นเหตุของคดีฆาตกรรมนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งนี้สาเหตุในการก่อเหตุก็เพื่อหลอกลวงให้คนเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์เครื่องรางของขลัง

          ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยการคลี่คลายปมทั้งหมด อธิบายตามสไตล์นักสืบว่าไขคดีได้อย่างไรและจบเรื่องด้วยการหักมุมว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวการตามล้างแค้นตลอดทั้งเรื่อง เป็นการเข้าใจผิดของคนในเหตุการณ์ที่เห็นความจริงแต่ไม่ทั้งหมดทำให้สื่อสารผิด กล่าวคือ คนที่ยิง “ครูไขแสง สุพรรณรุ่ง” ไม่ใช่ “กฤษณ์ เกศกำจร” แต่เป็น “ร.ต.ต. ตวง เสนไท”และคนที่นักสืบต้องการตามหา ซึ่งคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายคือ “กานต์ เกศกำจร”ในคดีฆาตกรรมนักร้องลูกทุ่ง ได้แก่ “ร.ต.ต. ตวง เสนไท”ก็คือ พระที่เขามาถามหาเบาะแส “หลวงพ่อกลด” ส่วน “ร.ต.อ. จำเนียร เสนไท” ก็คือ “เจตน์ จันธา” นักโหราศาสตร์และเจ้าของร้านวัตถุมงคล ซึ่งเป็นคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี ทุกคนต่างคาดไม่ถึงเพราะมีเขาส่วนช่วยในการคลี่คลายคดี จนนำมาสู่การจับ“กานต์ เกศกำจร” อีกทั้งผู้เขียนยังชักจูงให้เข้าใจว่า “เจตน์ จันธา” คนร้ายตัวจริงที่เป็นต้นเหตุของคดีฆาตกรรมนักร้องลูกทุ่ง ตายตามคำทำนายทางโหราศาสตร์ แต่สุดท้ายก็หักมุมจบด้วยการเฉลยว่าเป็นเรื่องล้อเล่น ถือว่าเป็นการหักมุมจบหลายชั้นมาก  

          ในการสร้างตัวละคร บทบาทของทุกตัวละครมีความสมจริงโดยเฉพาะบทบาทของตัวร้าย “กานต์ เกศกำจร” ผู้เขียนสร้างให้เป็นคนที่มีสองบุคลิกในร่างเดียวกัน บุคลิกหนึ่งเป็นคนอ่อนไหวง่ายเหมือนผู้หญิง อีกบุคลิกเป็นคนจิตใจเหี้ยม เพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างนักเลง และเมื่อเขาเปลี่ยนเป็นบุคลิกที่ชอบใช้ความรุนแรง เขาสามารถทำได้ทุกอย่างโดยไม่สนใจถูกผิดแม้กระทั่งฆ่าคน อีกทั้งความฉลาดในการปลอมตัวเป็นตำรวจและบุรุษไปรษณีย์ก็ช่วยดึงดูดความสนใจผู้อ่านได้เป็นอย่างดี เพราะถือว่าเป็นตัวร้ายที่ฉลาดพอสมควร ทำให้ผู้อ่านอยากรู้ว่าใครคือคนร้าย และอีกตัวละครที่ต้องพูดถึงก็คือตัวละครเอก “พุ่มรัก พานสิงห์”  ผู้เขียนสร้างเขาให้เป็นนักร้องและเป็นนักสืบด้วย เขาเป็นคนที่ตลก ขี้เล่น หยอดมุกจีบสาวไปเรื่อยและเป็นนักสืบที่มีฝีมือดีคนหนึ่งเลยทีเดียว มีบทบาทเหมาะสมกับการเป็นนักสืบด้วยมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม เป็นคนหูตาไว ช่างสังเกต จดจำได้ทุกรายละเอียด มองเห็นกุญแจสำคัญที่คนอื่นมองไม่เห็นจนนำไปสู่การไขคดีได้สำเร็จ ถือว่าทั้ง 2 ตัวละครมีความสอดคล้องและสมจริง เนื่องจากมีลักษณะที่สามารถพบได้ในชีวิตจริง กล่าวคือในสังคมมีผู้ป่วยอาการทางจิตหรือมีสองบุคลิกอยู่จริง แต่ไม่กำหนดว่าต้องมีบุคลิกแบบในเรื่อง ส่วนพฤติกรรมตลก ขี้เล่น ปากหวานสไตล์คนเจ้าชู้ ก็เป็นพฤติกรรมปกติที่สามารถพบได้ในคนทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะพบแค่นักสืบ

         ผู้เขียนต้องการสะท้อนให้เห็นว่าความโลภทำให้คนทำได้ทุกอย่างโดยไม่สนใจถูกผิด แต่สุดท้ายก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองได้ก่อไว้ ซึ่งตรงกับพุทธศาสนสุภาษิต “ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว”  ดังที่ตัวละคร “ร.ต.อ. จำเนียร เสนไท” เป็นคนบงการในคดีฆาตกรรมนักร้องลูกทุ่งหลายคน เพื่อการันตีความขลังของวัตถุมงคลที่ตนจำหน่าย สุดท้ายก็ต้องไปใช้ชีวิตในห้องขัง อีกทั้งยังสะท้อนเห็นถึงค่านิยมของคนในสังคมที่ให้ความสำคัญและความสนใจกับโหราศาสตร์ การทำนายเรื่องดวง การเลือกพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัตถุมงคล ซึ่งความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ควรคิดไตร่ตรองก่อนจะเชื่อ ควรเชื่ออย่างมีสติ ใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาทและควรพึ่งตัวเองให้มากก่อนที่จะพึ่งสิ่งอื่น ดังที่นักร้องลูกทุ่งหรือคนมีชื่อเสียงหลายคนนิยมไปทำบุญ สะเดาเคราะห์ บูชาเครื่องรางของขลังจากวัดธรรมเวทย์เป็นจำนวนมาก เพราะเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ทำนายดวงได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังสะท้อนสภาพสังคมการขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับประชาชนเป็นปัญหาที่ยังพบเห็นได้ในปัจจุบัน การที่ผู้นำไม่ต้องการคนที่มีความเห็นต่าง แสดงให้เห็นถึงการลิดลอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังที่ตัวละคร “ครูไขแสง” เขียนเพลงที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล เขาจึงถูกยิงตาย      

        “ฆาตกรรมจักรราศี” เป็นนวนิยายแนวสืบสวนปนตลก เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการสืบสวนแบบไม่เคร่งเครียดมากจนเกินไป ใช้ภาษาที่เรียบง่าย มีการหักมุมที่ซับซ้อน ทั้งนี้ผู้อ่านจะได้รับความสนุกสนาน ตลกขบขันจากมุขตลกที่สอดแทรกในบทสนทนาตลอดทั้งเรื่อง ความโรแมนติก ความตื่นเต้น ลึกลับซับซ้อนจากการสืบสวน การทำนายดวงที่แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ ลุ้นระทึกไปกับสถานการณ์ที่น่าตึงเครียด มีการแทรกความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับวงการเพลงลูกทุ่ง ภาษาถิ่นอีสาน โหราศาสตร์ยูเรเนียน (การทำนายตามดวงดาว) ซึ่งถือว่าเป็นนิยายที่ผู้อ่านจะได้รับรสอารมณ์ความรู้สึกอย่างหลากหลายและไม่ควรพลาดเลยทีเดียว