ประสบการณ์ของศาสนา  Religious  Experience

มันเป็นเรื่องจิตสำนึก  ( Consciousness )ของมนุษย์ที่เกิดมาแล้วมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับศาสนาที่ตนนับถือ.มันเปนอาการทางจิต  ซึ่งมนุษย์มีจิตและร่างกายถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญมาก โดยเฉพาะจิต  มีหน้าที่ดังนี้

ก.จิตมีหน้าที่ 5 ข้อ

1.จิตมีหน้าที่รับรู้สิ่งเร้า. โดยผ่านทางอายตนะ 6 มี ตากระทบรูป  หูกระทบเสียง  จมูกกระทบกลิ่น  ลิ้นกระทบรส  กายกระทบสิ่งอ่อนแข็ง ใจกระทบอารมณ์.

2.จิตมีหน้าที่จดจำสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้.

3.จิตมีหน้าที่หวนคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วได้อย่างแม่นยำ.

4.จิตมีหน้าที่รู้สึกต่อสิ่งเร้า.  โดยแสดงความดีใจ, เสียใจ , หัวเราะ.

5.จิตมีหน้าที่คิดปรุงแต่งต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ เป็นไปตามจินตนาการของตน.

สำหรับประสบการณ์ทางจิตเกี่ยวกับศาสนานั้นมี 3 ข้อ  คือ

1.ศาสนาดึกดำบรรพ์ ( primitive  religion )มี 3 แบบ

ก.ศาสนาที่บูชาธรรมชาติ.( simple  nature  worship )เช่น   เป็นการบูชาแม่น้ำ  ภูเขา  ต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น.

ข.ศาสนาไสยนิยม ( animatism ) เช่น  เป็นการสร้างตัวตนของหมอมนต์ หมอทำคุณไสย หมอแก้กรรม  หมอทางไสยศาสตร์  เป็นต้น

ค.ศาสนาวิญญาณนิยม ( animism ) เช่น  เป็นการสร้างตัวตนของหมอผี  มีการทรงเจ้า  ทำตนเป็นร่างทรง  หรืออ้างว่าตนได้รับพรจากสิ่งเร้นลับ  เป็นต้น

ทั้ง 3 ศาสนาดังกล่าวนิยมใช้อุปกรณ์เพื่อเกิดประสบการณ์ทางศาสนา.เช่น 1.ใช้สารวัตถุ  เพื่อดื่มกิน หรือ เป็นน้ำโสมจากพืชสมุนไพรต่าง ๆ   เมื่อดื่มแล้วเขาจะรู้สึกเคลิ้ม  หลงลืมความทุกข์  มีความร่าเริง  สนุกสนาน.

2.ใช้เสียงดนตรี  ที่บรรเลงออกมาจากจิตใจไปตามอารมณ์เกิดขึ้นในขณะนั้น

3.ใช้การเต้นรำ  ไปตามจังหวะเหมือนไม่ใช่ตัวตนของเขาเอง

2.ศาสนาเทวนิยม มี 4  แบบ

ก.การได้พบกับพระเจ้าหรือเทพเจ้าทั้งหลาย  โดยอาจจะแสดงให้เห็นในรูปแสงสว่างเป็นต้น.

ข.การได้สัมผัสกับพระเจ้าหรือเทพเจ้า  อาจโดยความบังเอิญหรือเป็นความจงใจที่อยากให้เขาได้เจอด้วย.

ค.การที่พระเจ้าเข้าสิงหรือเทพเจ้าเข้ามาสิงร่างแล้วเขาคนนั้นก็ไม่สามารถควบคุมตนเองได้  ต้องทำหน้าที่ไปตามบทบาทที่ถูกกำหนดให้.

ง.การเปลี่ยนจิตใจ จากกรณีนี้มีช่วงเวลาหนึ่งที่ข้าพเจ้านั่งรถทัวร์ไปร่วมทำบุญกับคณะศรัทธาเราไปทางภาคอีสานของประเทศไทย ขณะที่กำลังนั่งไปนั้นมีชายวัยกลางคนส่งเสียงออกมาเป็นเด็กน้อย ๆ ต่อมาทราบว่ากุมารน้อยมาสิงร่างชายคนนั้น.

3.ศาสนาอเทวนิยม  มี  3  แบบ

ก.การบำเพ็ญเพียร  เป็นการทรมานตนเอง.เพื่อการบรรลุธรรม. ดูกรณีตัวอย่างจากนักบวชสาธุในอินเดีย  ที่บำเพ็ญตนเรียกว่าทรมานตน

ข.การทำสมาธิ  เป็นการทำจิตสงบย่อมเห็นตามความเป็นจริง.นับเป็นการปฏิบัติตนตามคำสอนของผู้นำเพื่อดำเนินไปสู่ความสงบสุขถาวร.

ค.การสร้างวิปัสสนาญาณ  เป็นการรู้แจ้งชัดเจน  ดุจเห็นด้วยตา.เหมือนพระป่านักปฏิบัติธรรมที่สำคัญตนว่าได้บรรลุฌาน

ความรู้ทางศาสนา  ( Religion  Knowledge )

ในความเข้าใจทางศาสนา.  ศาสนาคือ  การรวมคำสอนของศาสดา.

ศาสนาเป็นความรู้ของศาสนา. มองแง่เนื้อหาสาระ ( content )

1.ศึกษาธรรมชาติของชีวิต.  เป็นการค้นหาคำตอบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ว่า  ชีวิตคืออะไร.?  ชีวิตประกอบด้วยอะไร..?ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร..?  และคนตายแล้วไปไหน..?

2.ศึกษาธรรมชาติของโลกและจักรวาล.  เป็นการค้นหาคำตอบว่าสิ่งนั้นคืออะไร..? มันเกิดขึ้นได้อย่างไร..?  โลกอื่นมีไหม..?  สัตว์อื่นมีไหม..? มนุษย์ต่างดาวมีไหม..? มันเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร..?

3.ศึกษาธรรมชาติของพระเจ้าในจักรวาล.  เรื่องนี้ศาสนาค้นหาคำตอบว่าจักรวาลเป็นอย่างไร..?  พระเจ้าทรงประทับอยู่ที่ไหน..?พระเจ้ามีจริงหรือไม่..?

4.ศึกษาเป้าหมายสูงสุดในชีวิต  เป็นการค้นหาคำตอบแท้จริงในชีวิต.  เช่น  คนเกิดมาทำไม..?  คนตายแล้วไปไหน..? ชีวิตหลังจากตายไปแล้วยังอยู่หรือไม่อย่างไร..?

5.ศึกษาสิ่งสูงสุดของเป้าหมายชีวิตคืออะไร..?  คนทำตนอย่างไรจึงไปถึงจุดหมายสูงสุดนั้นได้. มีคำสอนทางศาสนาไหนที่ชี้แนะแนวทางและเป็นเหมือนประทีปส่องทางให้ไปสู่จุกสูงสุดนั้นได้บ้าง..?

แหล่งเกิดความรู้ 

1.เกิดจากประสาทสัมผัส Sense  contact  ( อายตนะ 6 )

2.เกิดจากการคิดอนุมาน  ( inference ) เป็นความรู้ทางอ้อม.

3.เกิดจากการเปิดเผยจากพระเจ้า  revelation

4.เกิดจากวิชชุญาณ  Intuition  ความรู้เกิดฉับพลัน

5.เกิดจากหลักฐานต่าง ๆ authority

โดยมาจากท่านผู้รู้ที่เป็นนักปราชญ์.  จากคัมภีร์หรือตำรา. และจากขนบธรรมเนียมประเพณี

บ่อเกิดความรู้ทางศาสนาเทวนิยม

เป็นการสื่อถึงพระเจ้า  เช่นพระเจ้าเห็นมดดำไต่ไปตามหินดำในคืนอันมืดมิด.

พระองค์รู้จริง  รู้ลึก  เพราะพระเจ้าสร้างมากับมือ.  และการเปิดเผยความรู้ของพระเจ้ามี 6 วิธี

1.การดลใจ  inspiration  ดังมีผู้กล่าวว่าคัมภีร์ไบเบิลทั้งหมดนั้นล้วนเกิดมาจากการดลใจของพระเจ้า  ( พระเจ้าเข้าทรงร่างมนุษย์และมนุษย์ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมาเปิดเผยให้ผู้สนใจใคร่รู้อีกที )

2.การฝัน  dream  มันเป็นความหลับฝันแล้วโบยบินไปสู่โลกจินตนาการอันกว้างไกล.

สำหรับความฝันหากมองในแง่พุทธศาสนา  ได้มองความฝันเป็น 4 ข้อคือ

ก.ปุพพนิมิต  คือสิ่งเป็นเครื่องเตือนใจล่วงหน้า.

ข.จิตอาวรณ์  คือสิ่งที่เกิดมาจากความคิดมาก.

ค.เทพสังหรณ์  คือสิ่งที่เข้ามาทรงร่าง.

ง.ธาตุกำเริบ  คือสิ่งที่ทำงานผิดปกติในร่างกาย  เช่น  นอนหลับในฝันลุกไปฉี่ในห้องน้ำ.  เมื่อตื่นมารู้ว่าเราฉี่รดที่นอน.

3.การให้สัญญาณต่าง ๆ divination

1.สัญญาณเตือนจากธรรมชาติ  Involuntary  divination  เช่น  ดาวหางโคจรผ่านในระยะใกล้ ๆ โลก, น้ำป่าหลากเข้าท่วมทับบ้านเรือนหลายพื้นที่ , ภูเขาไฟระเบิด, ซึนามึถล่มเมืองตามแถบชายฝั่งทะเล.

2.สัญญาณเตือนจากคนสร้าง  เช่น  เรด้าจับความเร็ว.

4.นิมิตต่าง ๆ ปรากฏ Vision

ก.  ทางเสียง

ข.ทางรูปและเสียงผสมกัน.

5.เทพอวตาร  incarnation  เช่นการระลึกชาติได้ของลามะในธิเบต.

บ่อเกิดความรู้ทางศาสนาอเทวนิยม  Atheism  มี 6 ข้อ คือ

ก.วิญญาณ  consciousness  or  cognition  เป็นการรับรู้ทางอายตนะ 6

ข.สัญญาณ  perception  ความจำได้หมายรู้.

ค.อภิญญา  Extrasensory  perception  หลับตาก็มอง่ห็นรูปได้.

ง.ความเห็น  conception

จ.วิชชุญญาณ  intuitive  insight  เมื่อจิตสงบแล้วย่อมเกิดความรู้แจ้ง.

6.สัมโพธิญาณ  Enlightenments.  เกิดการตรัสรู้  การตรัสรู้/การหลุดพ้น.

.............................................