ผมไปยุให้ “อ. หมอ ติ๊ดตี่” (รศ. พญ. อรุโณทัย ศิริอัศวกุล) ใช้ DE ช่วยขับเคลื่อนความรู้ด้านการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช    สู่ภาคปฏิบัติในหอผู้ป่วย    แล้วไปร่วมการประชุมตามที่ท่านและทีมของ SiPG (ศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านผู้สูงอายุที่มารับการผ่าตัด)  ออกแบบ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นวันหยุด    ทำให้ได้เห็นวิธีการประยุกต์ใช้ DE ผสมกับ Design Thinking    เอามาเล่าในบันทึกนี้

หากถือตามบันทึกที่ ๒๐ ของ Developmental Evaluation ในสัปดาห์ที่แล้ว    ที่บอกว่ากำลังมี ๓ โครงการใช้ DE ในประเทศไทย    บันทึกนี้ก็เป็นเรื่องการประยุกต์ใช้ DE โครงการที่ ๔ ของไทย    และเป็นโครงการที่ล้ำหน้าที่สุด คือใช้ทันทีอย่างเนียนๆ    ไม่ต้องเอ่ยคำว่า DE   เพราะเป็นการใช้ในสถานการณ์เล็กๆ (แต่ยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์)

นอกจากล้ำหน้าที่สุดในด้านเวลา คือใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓    ยังล้ำหน้าด้านการเอามาผสมกับ Design Thinking    ได้เห็นความริเริ่มสร้างสรรค์ในการใช้ DE เช่นนี้ ผมมีความสุขยิ่งนัก

ความล้ำหน้าประการที่สาม ของ  DE ศิริราชโมเดล คือเอาการวิจัยเข้ามาเป็น evidence   แทนผลการประเมิน

 DE มีเป้าหมายหลักคือ ใช้ข้อมูลหลักฐาน เอามาให้ stakeholder ของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ร่วมกันสะท้อนคิดจากข้อมูลนั้น    เพื่อนำไปสู่การดำเนินการสู่เป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน    โดยใน DE ฉบับดั้งเดิม ข้อมูลหลักฐานมาจากการประเมิน    แต่กรณีของศิริราชโมเดล ข้อมูลหลักฐานมาจากการวิจัย    ที่ทำกันมาต่อเนื่องเป็นเวลา ๕ ปี    นักวิจัยได้ผลงาน  และได้ตำแหน่งวิชาการกันไปหลายคน  

ย้ำว่า DE เป็นการประเมินเพื่อใช้ประโยชน์    แต่ DE ศิริราชโมเดล ปรับมาใช้ประโยชน์ของผลงานวิจัย    และผู้รับประโยชน์คือผู้สูงอายุที่มารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช และญาติที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ    และ stakeholder สำคัญคือสหวิชาชีพสุขภาพที่ทำหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยสูงอายุที่มารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช  ที่วิชาชีพสำคัญที่สุดคือพยาบาล   

การประชุมเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เพียงระหว่าง ๘.๓๐ น. กึง ๑๔.๓๐ น.    มีการออกแบบที่แยบยลมาก    ใช้เวลาช่วงแรกราวๆ 1 ½ ชั่วโมง ให้ข้อมูลจากผลงานวิจัยของศิริราช และของโลก    ตามด้วยการประชุมกลุ่มย่อย ๔ กลุ่ม    ราวๆ 1 ½ ชั่วโมง    ให้ร่วมกันใช้ความรู้ที่ได้รับออกแบบบริการใน ๓ หน่วยบริการคือ (๑) ในหอผู้ป่วยอายุรศาสตร์  (๒) ในหอผู้ป่วยศัลยศาสตร์  (๓) ในหอผู้ป่วยหนัก (ไอซียู)    และกลุ่มที่ ๔ เป็นกลุ่มผู้บริหาร คุยกันเรื่องการพัฒนาระบบบริการภาพใหญ่    ผมโดนจับตัวไปอยู่ในกลุ่มนี้  

ตอนบ่าย ตัวแทนกลุ่มที่ ๑ – ๓ เสนอผลการประชุมกลุ่ม    โดยผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามต่อทุกกลุ่มว่า ตรงไหนที่จะกลับไปทำทันที   

ในช่วงสะท้อนคิดจากกิจกรรมทั้งหมด ผมเสนอแนวทางให้ทีมงานของ SiPG และผู้บริหารของคณะ กลับไปพิจารณา ดำเนินการ    คือ ใช้หลักการ From idea to action   หนุนให้เกิดโครงการพัฒนาหอผู้ป่วยตัวอย่าง หรือนำร่อง     โดยเปิดโครงการรับสมัตรและคัดเลือกหอผู้ป่วยที่จะดำเนินการ    มีการสนับสนุนทรัพยากร (อย่างจำกัด)  และสนับสนุนกระบวนการ   รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเก็บข้อมูลเพื่อการเรียนรู้และปรับตัวร่วมกัน ในหมู่หอผู้ป่วยนำร่อง    ที่ในที่สุดจะได้ระบบงาน และวิธีให้บริการอย่างยืดหยุ่น    ที่ผู้ป่วยและญาติ ได้รับบริการที่มีคุณภาพสูง    ซึ่งในกรณีของการประชุมวันนี้ วัดด้วยการเกิดอาการซึมหรือสับสนเฉียบพลัน (delirium) ในผู้ป่วยสูงอายุที่มารับการผ่าตัด ลดลงเหลือน้อยมาก  

DE ศิริราชโมเดล นำไปสู่การปรับรูปแบบของงานประจำ     ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันออกแบบรูปแบบงานกันเอง    ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน มีการออกแบบกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีขั้นตอน empathize ของ Design Thinking    โดยเชิญผู้แทนผู้ใช้บริการ ๓ ท่าน มาจากประชาคมบางกอกน้อย    มาบอกว่าตนอยากได้บริการแบบไหน   

เรื่องราวของ DE ศิริราชโมเดล  ยังไม่จบ    ต้องดูว่าทีมงานของ SiPG และผู้บริหารของคณะจะออกแบบการสนับสนุนให้มีหอผู้ป่วยนำร่อง ดำเนินการตามขั้นตอนของ Design Thinking ในการ Ideate, Prototype และ Test อย่างไร    เพื่อให้ได้โมเดลการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มารับการผ่าตัดในหอผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม

ข้อเรียนรู้ในขั้นนี้ของผมคือ การประยุกต์ใช้หลักการของ DE สามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์หรือบริบทนั้นๆ ได้    และกระบวนการ facilitation เพื่อสร้างพลังร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความสำคัญมาก    ทีม SiPG ของศิริราชมีทักษะการออกแบบและดำเนินการกระบวนการ facilitation ที่ยอดเยี่ยมและแยบยลมาก    คือเนียนอยู่ในขั้นตอนของการประชุมที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน คุ้นเคย

หัวใจคือต้อง facilitate ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เกิดเป้าหมายที่ทรงคุณค่าร่วมกัน    ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องร่วมกัน    และร่วมกันคิดเพื่อหาวิธีการดำเนินการสู่เป้าหมายที่ร่วมกันกำหนด    ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเจ้าของเป้าหมาย และการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย  

จะบรรลุผลได้จริง ต้องการสภาพแวดล้อมด้านการบริหารองค์กรที่ไม่แข็งตัว ไม่เน้นการสั่งการจากเบื้องบน    เน้นการ empower ให้คนระดับปฏิบัติการสามารถร่วมกันใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ได้    ซึ่งในกรณีนี้ ต้องมีการทดลองวิธีการใหม่ๆ ลองยกเลิกกติกาที่ใช้กันมานานบางอย่าง    ที่ผมเรียกว่า เป็นท่าทีการดำเนินการแบบ rule-based healthcare  ไปเป็น value-based healthcare   คือมุ่งคุณค่าต่อผู้ป่วย เป็นสำคัญ     ไม่ใช่มุ่งทำให้ถูกต้องตามกฎเป็นสำคัญ   

โชคดี ที่ทีมของ SiPG ไป เชิญผู้ใหญ่ของคณะสองท่าน คือรองคณบดีอันดับ ๑  กับผู้อำนวยการโรงพยาบาล  ให้มาร่วมประชุมตลอดงาน     เพื่อส่งสัญญาณว่าผู้บริหารให้ความสำคัญและจะสนับสนุนเต็มที่    และโชคดีที่คนศิริราชมีจิตสาธารณะสูง    มุ่งประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์    เมื่อทีมของ SiPG ประกาศรับสมัครคนเข้าร่วมประชุม ๓๐ คน    กลับมีคนสมัครกว่าร้อยคน   และมาประชุมจริง ๙๓ คน    เท่ากับว่า การประชุมเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน เป็นการประชุมของ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง  ที่พร้อมจะร่วมกันดำเนินการ

ผมได้เรียนรู้ DE Facilitation ที่อยู่ในการออกแบบกระบวนการการประชุม    และอยู่ในการ facilitate ปฏิสัมพันธ์ในระหว่างการประชุม          

วิจารณ์ พานิช

๒๐ พ.ย. ๖๓