
ในสมัยนี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่า Sexual Harassment หรือการคุกคามทางเพศไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือสายตา เรื่องแบบนี้พบเหตุได้แทบจะทุกวัน ซึ่งผู้กระทำอาจจะเป็นคนใกล้ตัว ครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ เหมือนดังเช่นเรื่อง “ถ้ำ” จากหนังสืออาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ ของ กำพล นิรวรรณ
เรื่องสั้น “ถ้ำ” ของกำพล นิรวรรณ เป็นเรื่องของ “ครูพัน” ครูของวิทยาลัยเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง วันหนึ่งเขาได้รับจดหมายจากกลุ่มลูกศิษย์ชวนไปเที่ยวถ้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตป่าเขา ระหว่างเดินทางไปครูพันและกลุ่มลูกศิษย์พูดคุยเรื่องถ้ำว่าชอบสิ่งใดมากที่สุด ทั้งครูและลูกศิษย์กล่าวตรงกันว่าชอบตอนรุ้งออกมากินน้ำ เมื่อเดินมาถึงปากถ้ำ ทุกคนจึงพากันเข้าไปเพราะอยากเจอรุ้งภายในถ้ำ ครูพันและกลุ่มลูกศิษย์ต้องมุดน้ำว่ายไป ระหว่างนั้นครูพันจ้องมองเรือนร่างของลูกศิษย์ที่เสื้อผ้ารัดรึงเห็นสัดส่วนโค้งเว้าจนเกิดจินตนาการทางเพศ เมื่อเข้ามาถึงเขาก็ปล่อยให้สายตาตัวเองไปจองมองทุกอากัปกิริยาของลูกศิษย์ที่ยืนเล่นอยู่กลางเนินทราย ไม่นานฝนพรั่งพรูลงมา พวกลูกศิษย์ต่างพากันลุยน้ำออกจากถ้ำ แต่ครูพันยังยืนอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ระดับน้ำท่วมเข่า เอว อกและคอตัวเอง
“แมลงภู่ตัวสุดท้ายผละจากเถาสร้อยอินทนิลบนรั้วด้านล่างบินหายไปอย่างรวดเร็ว”(หน้า ๔๓) เมื่อได้อ่านบทบรรยายนี้ความคิดแรกที่พุ่งเข้ามาเลยคือคำว่า “ใช่หรือ” จากประโยคข้างต้นนั้นจะมีความหมายตรงกับสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดจริงหรือ ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่าแมลงภู่นั้นเป็นสัตว์แทนเพศชาย และเถาสร้อยอินทนิลชื่อของดอกไม้ชนิดนี้
ราคะ การนำเสนอเรื่องเป็นไปอย่างมีลำดับ โดยเริ่มจากการบรรยายให้เห็นภูมิหลังของตัวละคร “ครูพัน” ว่าในอดีตนั้นเคยบวชเรียนอยู่หลายปี และเคยศึกษาภาษาสันสกฤตจนแตกฉาน แต่สิ่งที่ครูพันให้ความสำคัญเป็นพิเศษหาใช่เรื่องทางธรรมไม่ กลับเป็นคัมภีร์กามสูตรของวาตสยายนที่ครูพันดูจะชื่นชอบจนสามารถจดจำกระบวนท่าได้ทั้ง ๖๔ ท่า และยังนำท่าที่คิดว่าสุดยอดที่สุดนำไปใช้กับแฟนตน จนผู้หญิงคนนั้นทิ้งไปพร้อมกับข้อความที่บอกว่า “รักนะคะ แต่ไม่ไหวค่ะ” (หน้า ๔๕)
กามสูตร หรือกามาสุตรา เป็นคัมภีร์อินเดียสมัยโบราณว่าด้วยเพศศึกษาหรือพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นผลงานมาตรฐานว่าด้วยความรักในวรรณคดีสันสกฤต และเชื่อว่าเรื่องเพศนั้นไม่ใช่สิ่งผิด แต่การกระทำที่ผิดศีลธรรมเท่านั้นที่เป็นบาป นั่นเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นชัดเจนเลยว่าแต่เดิมครูพันมีความชื่นชอบในด้านนี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญส่งผลให้ตัวละครครูพันมีลักษณะนิสัยชอบแอบมองลูกศิษย์ของตนเอง หรือที่เรียกว่าการคุกคามทางสายตา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอยู่แล้วไม่ว่าจะระหว่างครูกับศิษย์ หรือคนธรรมดาด้วยกันเอง
เพราะเหตุใดจากในเรื่องนี้ลูกศิษย์จึงไม่รู้ตัวและไว้ใจในตัวครูพัน? จากที่ผู้เขียนได้บรรยายเกี่ยวกับตัวครูพันก็พอจะทราบถึงสาเหตุได้ว่า ลูกศิษย์นั้นมองครูพันเป็นสุภาพบุรุษเพราะไม่เคยแสดงท่าทีกะลิ้มกะเหลี่ยกับพวกเธอ และจากการที่ครูพันเป็นผู้ใหญ่ก็สามารถที่จะควบคุมสายตาและการแสดงท่าทีไว้ได้ดีเกินที่ลูกศิษย์ในวัย ๒๐ ต้น ๆ จะคาดถึง
ความลุ่มหลง ในยามที่มีสิ่งยั่วยุครูพันก็มิได้ทำตามใจตัวเองไปทุกเมื่อ ครูพันได้สร้างปมขัดแย้งภายในใจตัวเองอยู่เสมอ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นเขาก็จะปล่อยให้เทพกับมารภายในจิตใจต่อสู้กัน เห็นได้จากบทบรรยายต่อไปนี้ “เขาเกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย คงหนีไม่พ้นเทพกับมารอีกตามเคย”…… “มันมักจะลงไปเปิดศึกกันในก้นบึ้งแห่งห้วงจิตสำนึกของเขา ซึ่งทั้งมืดมนอนธการทั้งลึกสุดหยั่ง เขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้ารอรับผลของมัน”(หน้า ๕๔) จากประโยคข้างต้นจะเห็นได้ว่าถึงแม้สิ่งนั้นจะอยู่ภายในจิตใจเขา แต่มันก็ลึกเกินกว่าที่เขาจะสามารถควบคุมได้
เมื่อถึงจุดสุดยอดของเรื่อง เทพกับมารก็ไม่มีบทบาทกับครูพันอีกแล้ว เห็นได้จากบทบรรยายต่อไปนี้ “เทพกับมาร จิตวิญญาณกับเลือดเนื้อ ดูจะไม่ยอมปล่อยให้เขาได้ดื่มด่ำความสุขง่ายๆ มันยังสู้รบกันในตัวเขาชนิดไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา เอาเถอะอยากสู้กันนักก็เชิญสู้กันไป เขาคงไม่สามารถสนองความต้องการของสองฝ่ายพร้อม ๆ กันได้ เขาพอจะหักห้ามใจได้ แต่ไม่อาจห้ามนัยน์ตาทั้งคู่ได้อีกต่อไป ไม่ได้จริง ๆ สุดท้ายจึงต้องปล่อยให้มันเป็นไทยแก่ตัว มันเปล่งประกายรับรู้ทันทีก่อนจะพากันลอยออกจากตาของเขา”(หน้า ๕๙) ครูพันได้ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความลุ่มหลง โดยการใช้ผีเสื้อมาแทนดวงตาที่บินเข้าไปลูบไล้ตามเนื้อตัวของลูกศิษย์
สิ่งที่เป็นตัวเราไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี แม้ว่าจะเก็บไว้ลึกจนหาไม่เจอ แต่พึงระลึกไว้เสมอว่ามันมิได้หายไปไหน เพียงแค่รอวันระเบิดออกมา เพราะมันคือ
“ตัวตนของเรา”
ตัวตนความมกมุ่นลุ่มหลงในทางเพศของครูนั้นมีมากเกินที่จะเก็บไว้ ยามที่มีสิ่งยั่วยุครูพัน “สุภาพบุรุษ” ในสายตาเด็ก ๆ ก็มีสายตาที่เปลี่ยนไปในทันที หากลุ่มหลงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนมันเขามาเป็นตัวตนของเราแล้วนั้นก็ยากที่จะหลีกหนี การปล่อยตัวตนไปกับความลุ่มหลงของครูพันนั้นก็มิใช่สิ่งที่ดีเช่นกัน ซึ่งจากเหตุการณ์นี้จึงนำไปสู่การคลายปมคือ หลังจากที่ครูพันปล่อยดวงตาสองดวงนั้นให้กลายไปเป็นผีเสื้อนั้นไม่นานก็เกิดฝนตก ทุกคนต่างรีบออกจากถ้ำครูพันเลือกที่จะไม่ออกไป จนกระทั่งระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปล่อยให้ระดับน้ำท่วมเข่า เอว อก คอ และท่วมเอาตัวตนของครูพันให้จมดิ่งสู่ก้นบึงของราคะ และความลุ่มหลงภายในจิตใจ
ในส่วนของการปิดเรื่อง “เล่ากันว่าเขากลายร่างเป็นค้างคาวเฝ้าถ้ำ แต่บ้างก็ว่าเขากลายเป็นผีเสื้อยักษ์บินโล้รุ้งกินน้ำปะปนกับฝูงผีเสื้อในถ้ำแห่งนั้น” (หน้า ๖๒) ซึ่งเป็นตอนจบแบบปลายเปิดให้ผู้อ่านคิดต่อได้อย่างอิสระ
ถ้ำ ตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า “ถ้ำ” หมายถึง “ช่องที่เป็นโพรงลึกเข้าไปในพื้นดินหรือภูเขา อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือมนุษย์กระทำขึ้น มีขนาดใหญ่พอที่มนุษย์สามารถเข้าไปได้”
หากตามเนื้อเรื่องแล้ว “ถ้ำ” ในข้างต้นคงเป็นถ้ำตามความหมายของลูกศิษย์ หากแต่ “ถ้ำ” ในความหมายของครูพันนั้นเป็นเช่นไร ก็จะเห็นได้จากบทสนทนาระหว่างครูพันกับลูกศิษย์ที่ว่า
“เหมือนรูปพนมมือ” เขาเอ่ยเบาๆ
“อะไรคะ” ลัดดาถาม
“ก็ปากถ้ำไง ดูให้ดีสิ ธรรมชาตินี่มันก็แปลกดีนะ” (หน้า ๕๕)
จะเห็นได้ว่า “ถ้ำ” ในความหมายของครูพันนั้นแฝงสัญญะเรื่องเพศไว้ด้วย จากคำพูดครูพันที่กล่าวว่า ปากถ้ำนั้นเหมือนรูปพนมมือ ซึ่งเป็นการกล่าวเปรียบกับลักษณะของอวัยวะเพศหญิง และในตอนหนึ่งซึ่งครูพันกล่าวว่า “ภาพของแมลงภู่ตัวสุดท้ายเมื่อค่ำวานกลับมาปรากฏให้เห็นแจ่มชัดในห้วงคำนึง บั้นท้ายของมันพะเยิบพะยาบอยู่บนปากโพรงถ้ำของดอกสร้อยอินทนิล” (หน้า ๕๗) จากตัวอย่างทั้งสองนี้ ชี้แจ้งให้เห็นชัดแล้วว่าถ้ำในความหมายของครูพันกับลูกศิษย์นั้นมิใช่ความหมายเดียวกัน
ในส่วนของการตั้งชื่อเรื่อง “ถ้ำ” เป็นการนำสถานที่สำคัญในเรื่องมาตั้งชื่อ คำว่าถ้ำที่เข้าใจในตอนก่อนอ่านเนื้อเรื่องกับหลังอ่านเนื้อเรื่องมีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่นำคำที่มีสัญญะมาใช้เป็นชื่อเรื่องเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านได้คิด
สิ่งน่าสนใจในเรื่องนี้คือ แก่นเรื่อง โดยผู้เขียนต้องการนำเสนอให้เห็นถึงการหมกมุ่นในเรื่องเพศที่พยายามเก็บไว้มากเกินไป จนสูญเสียตัวตนไม่สามารถหาทางออกให้กับชีวิตได้
ทำไมครูพันถึงต้องพยายามเก็บไว้?
“ครูไม่ชอบน้ำตรงนั้นเลย”
“อ้าว ทำไมหรือคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน คงจะเป็นเพราะมันใสเกินไปมั้ง ดำลงไปแล้วเห็นตัวเองหมดจด เห็นเข้าไปถึงมุมมืดทุกซอกทุกมุม” (หน้า 53)
จากประโยคข้างต้นก็จะเห็นได้ว่าครูพันมีความกลัวที่จะเผยมุมมืดออกมา นั่นคงเป็นผลมาจากค่านิยมทางเพศในเรื่องที่ค่อนข้างปิดกั้นของคนไทย ไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมให้บุคคลในสังคมพูดคุยกันในเรื่องเพศอย่างเปิดเผย และค่านิยมการยกย่องให้เพศชายเป็นใหญ่กว่าเพศหญิง ค่านิยมเหล่านี้หากสังเกตดีๆ จะเป็นค่านิยมที่ลิดรอนสิทธิของผู้หญิง ในค่านิยมมักจะให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายป้องกันเสมอ เช่น การแต่งกาย เป็นต้น
หากพูดถึงตัวละครในเรื่องสั้นเรื่อง “ถ้ำ” ตัวละครที่สำคัญและเป็นตัวละครที่ดำเนินเรื่องคือ “ครูพัน” ครูพันเป็นตัวละครที่มีลักษณะกลม ลักษณะนิสัยสมจริง มีทั้งด้านดีและด้านร้าย ในด้านดีคือ ครูพันยังทำหน้าที่เป็นครูที่ดีอย่างเช่น ลูกศิษย์ทั้งหมดเป็นนักบาสเก็ตบอลประจำชั้นของเขา ทุกคนรักและศรัทธาในตัวเขา ไม่เพียงเพราะเขาเต็มอกเต็มใจสละเวลาสอนชดเชยให้พวกเธอเสมอ ในช่วงที่พวกเธอต้องทุ่มเทฝึกซ้อมก่อนเข้าร่วมแข่งขันในรายการต่าง ๆ เขายังติดสอยห้อยตามไปให้กำลังใจพวกเธอแทบทุกรายการ นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกศิษย์รักและมองครูพันว่าเป็นสุภาพบุรุษ และเนื่องจากเรื่องสั้นเรื่องนี้มีแก่นหลักให้เห็นถึงด้านมืดของคน พฤติกรรมที่ครูพันแสดงออกมา ทำให้ผู้อ่านอย่างข้าพเจ้าคิดออกเพียงอย่างเดียวคือ “โรคจิต” จากการถ้ำมองและการมองสิ่งต่าง ๆ เป็นเรื่องทางเพศไปหมด ยกตัวอย่างเช่น การมองปากถ้ำเป็นอวัยวะเพศของผู้หญิง และมองภาพแมลงภู่กับดอกสร้อยอินทนิลแบบมีความหมายโดยนัย และ “เขาพอจะหักห้ามใจได้ แต่ไม่อาจห้ามนัยน์ตาทั้งคู่ได้อีกต่อไป ไม่ได้จริง ๆ สุดท้ายจึงต้องปล่อยให้มันเป็นไทยแก่ตัว มันเปล่งประกายรับรู้ทันทีก่อนจะพากันลอยออกจากตาของเขาและกลายรูปเป็นผีเสื้อบินไปปะปนกับฝูงผีเสื้อในถ้ำ โฉบเฉี่ยวให้สาว ๆ จับเล่น” (หน้า ๕๙)
จะเห็นว่าทั้งผีเสื้อเป็นตัวแทนสายตาของครูพันที่เขาไปใกล้ลูกศิษย์ของตนเพื่อแทะโลม แม้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตครูพันก็ไม่พ้นที่จะใช้สายตาคุกคามลูกศิษย์ เห็นได้จากบทบรรยายนี้ “ลูกชำมะเลียงสุกปรั่งมะลังมะเลือง ทิ้งตัวลงน้ำลอยตุบป่อง ๆ ตามพวกเธอไป พอถึงตัวก็ดำผุดดำว่ายซอกไซร้ชอนไชไปทั่วร่าง แม้กระทั่งมุดเข้าไปในขากางเกงของพวกเธอ”(หน้า ๖๑)
ซึ่งเนื้อเรื่องทั้งหมดที่เล่าผ่านตัวละครครูพันสะท้อนให้เห็นว่าตัวละครแบบครูพันนั้นยังคงพบเห็นได้ในสังคมไทย ในเรื่องของการคุกคามทางเพศผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิง อาจเป็นผลมาจากการปกครองในอดีตที่ถือว่าชายเป็นใหญ่ มองผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศหรือจากเหตุผลอื่นใดก็ตาม การคุกคามคนอื่นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
เรื่องสั้น “ถ้ำ” เรื่องสั้นที่แฝงสัญญะต่าง ๆ ไว้มากมาย ผู้แต่งได้ร้อยเรียงเรื่องราวสะท้อนสังคมอย่างมีนัยยะออกมาได้อย่างดงาม ทั้งยังมีกลวิธีการแต่งให้ตัวละคร “ครูพัน” ชายแก่ ๆ คนหนึ่งให้น่าค้นหาตามไปทุกหน้ากระดาษที่เปิดอ่าน และคุณกำพล นิรวรรณ ยังนำเรื่องราวทีมหมูป่ามาเชื่อมโยงกับเนื้อหาได้อย่างเนียบเนียน