จ้อยเป็นเด็กชายที่ชอบอ่านหนังสือของลุงเทิดนักเขียนชื่อดังที่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เต่าทองและได้รับรางวัลนักเขียนมา 25 ปีติดต่อกัน แต่ไม่เคยเปิดเผยตัวตนเลยสักครั้ง จ้อยได้ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่กับแม่และจิ๋วพี่สาวของจ้อย
จ้อยบังเอิญไปเห็นเศษกระดาษปลิวมาจากที่ไหนสักแห่งบริเวณข้างรั้วบ้าน เมื่อนำมาต่อกันพบว่ามันมีข้อความที่เหมือนกับในหนังสือของลุงเทิด และในวันนั้นจ้อยก็ได้รู้ว่าตนได้อยู่บ้านติดกับลุงเทิดนักเขียนที่ชื่นชอบ จ้อยอยากเจอลุงเทิดแต่ก็ได้แต่ด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ริมรั้วต้นไม้
บ่ายวันหนึ่งจ้อยได้ไปสังเกตบ้านลุงเทิดที่ริมรั้วเช่นทุกวัน แต่อยู่ๆก็มีเศษกระดาษหล่นลงมา เมื่อนำมาต่อกันข้อความของมันเหมือนกับหนังสือเรื่องกองทัพปราบฝันของลุงเทิดอีกแล้ว จ้อยคิดว่าน่าจะเป็นกระดาษของลุงเทิดจึงอยากนำไปคืน จ้อยเคยลองกดออดบ้านลุงเทิดแล้วแต่ไม่พบใคร ต่อมาจึงตัดสินใจมุดรั้วต้นไม้เข้าไป แต่ก็ต้องรีบออกมาเพราะตกใจกับเสียงของชายที่คิดว่าน่าจะเป็นลุงเทิด แม่พาจ้อยไปร้านหนังสือ จ้อยได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่ชื่นชอบหนังสือของลุงเทิดเช่นเดียวกัน เธอบอกกับจ้อยว่าลุงเทิดกำลังจะมีหนังสือเล่มใหม่ออกมา จ้อยหันไปเจอโปสเตอร์ที่มีข้อความบางส่วนว่า " ร่วมค้นหาอาณาจักรลึกลับไปกับลุงเทิด " และ " โลกไม่ได้กลมและป่องตรงกลางเหมือนผลส้มเขียวหวาน " จ้อยเห็นเช่นนั้น จึงนึกขึ้นได้ว่ากระดาษที่ตนเห็นอาจเป็นต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่ของลุงเทิด ต่อมาจ้อยได้มุดรั้วเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเจอลุงเทิดและได้คืนกระดาษนั้นไป ลุงเทิดดีใจมากและได้บอกกับจ้อยว่าที่กระดาษเหล่านี้หายไปเป็นฝีมือของเหล่านักรบปราบฝันในกองทัพปราบฝัน
นายพลขี้เกียจคิด ขี้เกียจฝัน หรือชื่อเดิม คือ ขี้เกียจตัวเป็นขน เป็นหนึ่งในนักรบที่ควบคุมไพร่พลหลายชีวิตมาปราบฝันของผู้คนบนโลกใบนี้ และยังมีนักรบอย่าเสี่ยง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นักรบช่างมันเถอะ นายช่างใหญ่แห่งกองทัพปราบฝัน นักรบไม่มีทางเลือกที่เป็นญาติห่าง ๆ กับอย่าเสี่ยง อีกทั้งนักรบผัดวันประกันพรุ่ง นักรบหงุดหงิด งุ่นง่าน นักรบเสียดสี แดกดัน นักรบอิจฉาริษยา นักรบพึมพำกระปอดกระแปด นักรบไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และนักรบเกลียดผัก นักรบเหล่านี้พยายามปอกลอกความฝันของผู้คน ทำให้โลกไร้ความฝัน เขาพยายามทำลายความฝันของเด็ก ๆ โดยปราบฝันของผู้ใหญ่ก่อน แล้วให้ผู้ใหญ่มาปราบฝันของเด็กอีกที และพวกเขาพยายามขัดขวางการเขียนหนังสือเล่มใหม่ของลุงเทิด เพื่อไม่ให้ลุงเทิดเปิดเผยเรื่องราวของพวกเขาในหนังสือ แต่ลุงเทิดก็ได้ตั้งใจที่จะเขียนหนังสือเล่มใหม่และหาอาณาจักรของเหล่านักรบให้เจอ เพื่อที่จะได้นำความฝันของผู้คนที่ถูกปอกลอกกลับคืนมา โดยจ้อยจะช่วยลุงเทิดค้นหาอาณาจักรนักรบอีกแรง
วันหนึ่งลุงเทิดป่วยไม่สามารถเขียนหนังสือได้และต้นฉบับก็หายไปอีกแล้วด้วยฝีมือของนักรบปราบฝัน แต่ก็ได้แก้มเด็กหญิงที่จ้อยเคยเจอที่ร้านหนังสือนำมาคืน จ้อยได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้แก้มฟัง ทั้งสองช่วยกันตามหาอาณาจักรของนักรบปราบฝันจนพบ อาณาจักรของพวกเขาคืออาณาจักรส้มเขียวหวาน แต่พวกเขาได้ทำการต่อรองไม่ให้จ้อยเปิดเผยเรื่องนี้กับใครโดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่ เพราะว่าพวกเขาถูกปราบฝันไปจนหมดแล้ว และยึดติดอยู่กับความจริงที่ว่าโลกมีลักษณะกลมและป่องตรงกลางเหมือนส้ม หากเขารู้ว่าโลกมีลักษณะกลมและป่องตรงกลางเหมือนผลส้มที่มีก้าน คงรับความจริงไม่ได้และทำจะมาทำลายอาณาจักรของพวกเขา จึงยื่นข้อเสนอเพื่อแลกกับการที่พวกเขาจะให้ลุงเทิดเขียนหนังสือต่อไปและไม่ยุ่งเกี่ยวกับลุงเทิดอีก จ้อยรับข้อเสนอและได้นำเรื่องของอาณาจักรก้านส้มเขียวหวานไปบอกลุงเทิด ลุงเทิดจะนำชื่อนี้ไปเป็นชื่อหนังสือ แต่จ้อยได้บอกถึงข้อตกลงที่ทำไว้ ลุงเทิดจึงบอกว่าจะให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเฉพาะสำหรับเด็ก และให้จ้อยช่วยตั้งชื่อหนังสือเล่มใหม่ " ส้มสีม่วง " ชื่อหนังสือเล่มใหม่ของลุงเทิดที่เกิดจากจินตนาการวัยเด็กของจ้อย
หนังสือเล่มนี้ใช้การเขียนแบบแฟนตาซี เนื้อเรื่องตื่นเต้นน่าติดตาม ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย มีอารมณ์ขันสอดแทรก บรรยายลักษณะของตัวละครได้อย่างสนุกสนาน จำง่าย เป็นหนังสือที่ช่วยส่งเสริมจินตนาการ อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
"ส้มสีม่วง" สื่อถึงการมีจินตนาการ การมีความฝันที่ไม่จำกัด ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ควรจำกัดความคิดหรือจินตนาการของตนเองเกินไป บางครั้งจินตนาการก็เป็นการต่อยอดสิ่งต่าง ๆ ให้เราได้พบกับความจริงใหม่ ๆ ดังคำกล่าวที่ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ และในหนังสือเล่มนี้ก็สื่อให้เห็นเช่นกันว่าผู้ใหญ่ก็มีส่วนในการส่งเสริมจินตการของเด็กเช่นกัน บางครั้งผู้ใหญ่ก็ไปขัดความคิดของเด็กโดยไม่รู้ตัว เราปล่อยพวกเขาให้เป็นไปตามวัย ไม่ควรไปสร้างกรอบความคิดหรือห้ามปรามในการกระทำของพวกเขาจนเกินไป อย่างเช่นในเรื่องที่จ้อยถูกครูลงโทษเพราะระบายส้มเป็นสีม่วง คุณครูไม่ควรถึงขั้นลงโทษจ้อย อาจเพียงแค่บอกจ้อยให้รับรู้ว่าส้มนั้นควรจะเป็นสีส้มหรือสีเขียว
" เวลาเราทุกข์ใจ เขาก็จะคอยหน่วงเหนี่ยวเข็มนาฬิกาเอาไว้ให้แต่ละนาทีเดินไปอย่างช้า ๆ แต่ถ้าเรามีความสุขละก็ เขาจะรีบไปหมุนเข็มนาฬิกาให้เดินเร็วขึ้น จนเรารู้สึกว่าเวลาแห่งความสุขนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว "
ประดยคนี้แสดงความเป็นจริงของชีวิต เป็นความรู้สึกที่มักจะเกิดขึ้นตลอด เวลาที่เรามีมีความสุขจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว แต่ถ้าเรามีความทุกข์ หรืออยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ เวลามักจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสมอ
ส้มอะไรทำไมมีสีม่วง??
" โลกไม่ได้กลมและป่องตรงกลางเหมือนผลส้มเขียวหวาน "
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
primrose1294 · 18 ธ.ค. 2563
สุริยา โคตรชัย · 18 ธ.ค. 2563
Nipha Chunlasee · 18 ธ.ค. 2563
ศรีสุนันท์ สายวัน · 18 ธ.ค. 2563
อาทิตยา บุญราศรี · 18 ธ.ค. 2563