
บทวิจารณ์
เด็กระเบิด : ความเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“รยางค์และเงื้อมเงา” ของ วิภาส ศรีทอง เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นทั้งหมด 10 เรื่อง ได้แก่ วันหนึ่งของเธอ ลิงภูเขา จาริกไปในความเงียบงัน สามสหาย ความปรารถนา สุนทรีย์มืด ตำนานซิซีฟุส:ภาคถัดมา ตัวประกอบ ศูนย์อัสดง และเด็กระเบิด ซึ่งหลังจากที่ตีพิมพ์ออกมาจำหน่ายเป็นครั้งแรกก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และยังเข้ารอบ Short List รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี 2563 สมกับการรอคอยของผู้อ่านหลายคน เนื่องจาก วิภาส ศรีทอง เป็นอีกหนึ่งนักเขียนที่มีภาษาและลีลาการเขียนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรื่องสั้นแต่ละเรื่องในเล่มล้วนซ่อนความเข้มข้นและมีความน่าสนใจ โดยผู้อ่านต้องพิจารณาเรื่องราว ตัวละครอย่างละเอียดลึกซึ้ง
“เด็กระเบิด” หนึ่งในเรื่องสั้นจากหนังสือรยางค์และเงื้อมเงา เรื่องราวของเด็กแต่ละคนที่แสดงออกถึงความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเอาชนะ ความเจ็บปวด ความประมาท รวมถึงความต้องการการยอมรับจากผู้อื่น ซึ่งได้แบ่งออกเป็นตอนทั้งหมด 5 ตอน โดยบรรยายผ่านการใช้ภาษาที่เรียบง่าย แต่กลับแฝงความรู้สึกอันลุ่มลึกให้แก่ผู้อ่านได้อย่างแยบยล
“เด็กระเบิด” เป็นชื่อเรื่องที่หากได้อ่านครั้งแรกนั้นอาจเกิดข้อฉงนสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเด็กระเบิด และเด็กระเบิดเป็นเช่นไร เนื่องจากคำว่าเด็กเมื่อได้อ่านก็มักจะนึกถึงความไร้เดียงสา ความสดใสบริสุทธิ์ซึ่งตรงข้ามกับคำว่าระเบิดที่หากอ่านแล้วมักจะนึกถึงความรุนแรง ความน่ากลัว ทำให้ไม่น่านำสองคำนี้มารวมเข้าด้วยกันได้ ซึ่งผู้เขียนได้สร้างเรื่องราวของเด็กออกมาในแต่ละตอนโดยสื่อให้เห็นถึงความรู้สึกของเด็กที่พรั่งพรูออกมาในสถานการณ์ต่าง ๆ เหมือนกับ ‘เด็ก’ ที่กำลัง ‘ระเบิด’ ความรู้สึกอยู่นั่นเอง ดังนั้นหากอ่านเพียงชื่อเรื่องอาจไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของความเป็นเด็กระเบิด แต่เมื่อได้อ่านเนื้อเรื่องและรู้เรื่องราวที่ดำเนินในเรื่องก็จะสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวกับชื่อเรื่องเข้าด้วยกันได้อย่างลึกซึ้ง
โครงเรื่อง “เด็กระเบิด” มีความซับซ้อนผู้อ่านต้องนำประเด็นในแต่ละตอนมาเชื่อมโยงเพื่อหาสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ โดยเรื่องราวแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกต่าง ๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากตัวเด็ก ทั้งในความต้องการเอาชนะจากตอนที่หนึ่ง ความเจ็บปวดที่ถูกระบายออกมาด้วยน้ำตาและการร้องไห้จากตอนที่สอง ความประมาทจากตอนที่สาม รวมไปถึงความต้องการการยอมรับจากตอนที่สี่ พวกเขาจึงจำเป็นต้องปลดปล่อยออกมาเป็นการกระทำหรือพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง และตอนที่ห้าเป็นเรื่องราวโดยรวมที่สรุปให้ผู้อ่านได้คิดว่า แม้มนุษย์จะเติบโตก้าวสู่ผู้ใหญ่ แต่แท้จริงแล้วทุกคนก็ย่อมมีตัวตนและความรู้สึกที่เป็นเด็กอยู่เสมอ
ชื่อในแต่ละตอนของเรื่องสั้น เด็กระเบิด มีความสัมพันธ์กับการพรรณนาการกระทำของตัวละครและเป็นประโยคแรกของการเปิดเรื่อง ทำให้ผู้อ่านสามารถคาดคะเนได้ว่าในแต่ละตอนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
ตอนที่ ๑ เปิดเรื่องโดยพรรณนาการกระทำของพี่สาวที่กำลังตั้งใจแต่งหน้าด้วยความเพลิดเพลิน กระทั่งเกิดเสียงปริศนาดังขึ้นจากชั้นล่าง เมื่อเธอลงไปดูแล้วพบว่าข้าวของกระจัดกระจาย และน้องชายนอนนิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว เธอคิดว่าน้องชายแกล้งจึงหัวเราะและสะกิดเพื่อให้น้องชายตื่น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิดจากปมความขัดแย้งหลัก คือ ปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ กล่าวคือเป็นความขัดแย้งระหว่างพี่สาวกับน้องชายที่กลั่นแกล้งกันเพราะต้องการเอาชนะอีกฝ่าย โดยน้องชายแกล้งเสียชีวิตเพื่อให้พี่สาวเชื่อและหวาดกลัว นอกจากนี้ยังมีปมความขัดแย้งภายในจิตใจ คือ ไม่ว่าพี่สาวจะพยายามทำวิธีไหนให้น้องชายตื่นกลับไม่เป็นผล น้องชายยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง เธอจึงต้องตัดสินใจระหว่างไม่ช่วยน้องชายเพราะคิดว่าน้องชายแกล้งกับช่วยน้องชาย เธอเกิดความวิตกกังวลเป็นอย่างมากซึ่งเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง ในที่สุดเธอตัดสินใจไปตามหาคนมาช่วยน้องชายและไม่พบใคร จึงกลับมาที่เดิมและพบว่าน้องชายหายไปแล้ว ผู้แต่งได้คลี่คลายปมปัญหา คือ หลังจากนั้นเธอได้รู้ความจริงว่าน้องชายแกล้งเสียชีวิตและหัวเราะเยาะเพราะรู้สึกถึงชัยชนะที่กลั่นแกล้งพี่สาวสำเร็จ
ตอนที่ 2 เปิดเรื่องโดยพรรณนาถึงฉากและบรรยากาศหลังจากที่เด็ก ๆ เล่นสนุกกันเสร็จ ในระหว่างการเดินทางกลับบ้านก็มีเด็กคนหนึ่งในกลุ่มเสนอให้มีการวิ่งแข่งกัน และเด็กเล็กที่สุดในกลุ่มพยายามเร่งฝีเท้า แต่ก็ยังรั้งท้ายคนอื่น หลังจากที่เขาพยายามวิ่งตามให้ทันเพื่อนเกิดสะดุดรากจามจุรีล้มเข่ากระแทกพื้น เขารู้สึกเจ็บปวดแผลเป็นอย่างมาก จึงนำไปสู่ความขัดแย้งภายในจิตใจ คือ การอดทนเข้มแข็งแม้จะเจ็บสักเพียงใดกับการร้องไห้ออกมาเพื่อระบายความเจ็บปวดนั้น จนกระทั่งเขารู้สึกเจ็บที่แผลถึงขีดสุดจนไม่สามารถทนความเจ็บปวดนั้นได้ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของ เขาจึงตัดสินใจร้องไห้ออกมาอย่างหนักหน่วงเป็นการคลี่คลายปม หลังจากนั้นเขาก็สงบสติอารมณ์และลุกขึ้นเดินต่อไป
ตอนที่ 3 เปิดเรื่องโดยการบรรยายถึงความคิดของแด็กที่คิดว่าความตายนั้นเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่เกิดขึ้นกับตนแน่นอน จึงสามารถพูดล้อเลียนกันได้อย่างสนุกสนาน
ตอนที่ 4 เปิดเรื่องโดยพรรณนาการกระทำของตัวละครเด็กชายที่มุ่งหน้าวิ่งไปตามกลุ่มเพื่อนใหม่ เมื่อหัวหน้ากลุ่มเด็กเห็นเข้าจึงสั่งให้เพื่อนคนอื่นมาจับตัวเด็กใหม่แล้วนำผ้าผูกตาเพื่อไม่ให้มองเห็น หลังจากนั้นก็ให้เด็กใหม่ทำตามคำสั่งของตน โดยที่สั่งให้เดินไปยังบริเวณรางรถไฟ ขณะที่เด็กใหม่เริ่มเดินเข้าไปใกล้รางรถไฟก็ได้ยินเสียงของขบวนรถไฟใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จึงนำไปสู่ความขัดแย้งภายในจิตใจของเขาระหว่างเดินไปตามคำสั่งกับไม่ทำตามคำสั่ง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินไปตามคำสั่งของหัวหน้ากลุ่ม ขณะที่ขบวนรถไฟเคลื่อนผ่านร่างกายของเขารู้สึกเหมือนยืนอยู่ริมขอบเหว หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะซึ่งเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง จนกระทั่งรถไฟก็เคลื่อนที่ผ่านไป ทำให้เขารู้สึกโล่งใจที่ยังปลอดภัย หลังจากนั้นหัวหน้ากลุ่มและเพื่อนคนอื่น ๆ ก็เข้ามารุมล้อมชื่นชมและยอมรับให้เขาเข้ากลุ่มเล่นด้วยกัน
ตอนที่ 5 เปิดเรื่องโดยการพรรณนาการกระทำของตัวละครที่กำลังเล่นยิงปืนกันอย่างสนุกสนาน กระทั่งมีเด็กคนหนึ่งในกลุ่มถูกยิงล้มตายบนหาดทราย เด็กที่เหลือจึงนึกสนุกช่วยกันนำทรายมาพอกบนตัวเด็กที่นอนอยู่ หลังจากที่ร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยทรายเหลือไว้เพียงใบหน้าเพื่อให้หายใจ ทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ เขาจึงใช้เวลานั้นนอนผ่อนคลายและเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “หากก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ถึงตอนนั้นตัวตนของเด็กยังจะเป็นตัวตนดั้งเดิมเช่นในเวลานี้ไหมหนอ มันจะสูญสลายไปกับร่างกายที่เติบโตยืดขยาย หรือยังคงอยู่อย่างเดิมโดยไม่มีอะไรแปรเปลี่ยน” (หน้า 52) ซึ่งเป็นการกล่าวให้ผู้อ่านได้พินิจพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของเรื่องราวความเป็นมาในแต่ละตอนก่อนหน้านี้
เรื่องสั้น “เด็กระเบิด” มีการปิดเรื่องโดยทิ้งคำถามไว้ให้ผู้อ่านได้คิดต่อไป ซึ่งผู้เขียนบรรยายถึงจินตนาการของเด็กที่กำลังคิดว่า “บางทีหากร่างกายที่ใหญ่โตได้ลองเพ่งจ้องเงาสะท้อนแววตาในกระจก อาจแลเห็นตัวตนที่แท้ของเด็กที่ถูกจองจำนั่งคุดคู้สบตาตอบกลับมาด้วยแวววิงวอน” (หน้า 52) หลังจากนั้นเขาก็หลุดออกจากความคิดเมื่อครู่ และพยายามขยับตนเองออกจากทรายด้วยความลนลาน ดั่งคำว่า ‘เด็กระเบิด’
การปิดเรื่องช่วยให้ผู้อ่านได้เชื่อมโยงเรื่องราวของแต่ละตอนและสามารถเข้าใจถึงแก่นของเรื่องได้มากขึ้น คือ เมื่อตัวละครถูกพอกทรายจนมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น เขาจึงนึกจินตนาการเปรียบเทียบให้ร่างกายที่ถูกพอกทรายเป็นร่างที่ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และร่างจริงที่อยู่ในทรายเป็นตัวตนของความเป็นเด็ก ทำให้เกิดคำถามภายในใจของเขาว่าหากเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะยังมีร่างหรือตัวตนความเป็นเด็กในปัจจุบันอยู่หรือไม่ หรือแท้จริงแล้วทุกคนล้วนยังเป็นมีความรู้สึกที่เป็นเด็กอยู่ ดังที่ปรากฏในเรื่องราวของแต่ละตอนที่ผ่านมา
ผู้แต่งได้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนะในแง่ของความเป็นมนุษย์ที่แม้จะเติบโตไปสู่วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ หรือกระทั่งวัยชราทุกคนล้วนยังมีความเป็นเด็กอยู่เสมอทั้งในด้านความรู้สึกนึกคิด รวมทั้งด้านจิตใจ และมักจะแสดงความรู้สึกต่าง ๆ ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง เช่น ความต้องการเอาชนะ จะเห็นได้ว่าหากเรามีความต้องการในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วย่อมจะหาวิธีเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาอย่างผู้ชนะ และความเจ็บปวดที่ถูกระบายออกมาด้วยการร้องไห้ กล่าวคือ แม้ร่างกายของเราจะเติบโตเพียงใดหากต้องเจอกับความผิดหวัง ความเจ็บปวดก็ต้องระบายออกมาด้วยการร้องไห้เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ ไม่มีใครสามารถเก็บความรู้สึกที่เจ็บปวดไว้โดยไม่ระบายออกมาได้ รวมถึงความประมาท มนุษย์ทุกคนย่อมมีความประมาทในตัวเอง ซึ่งมักจะมองข้ามเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจทำให้ต้องสูญเสียบางอย่างไปได้ และนอกจากนั้นยังมีความต้องการการยอมรับจากผู้อื่น ไม่ว่ามนุษย์จะดำรงอยู่ในสังคมไหน ย่อมต้องการการได้รับจากสังคมนั้น ๆ โดยจะยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้ตนได้เป็นที่ยอมรับ
ดังนั้นเรื่องสั้นเด็กระเบิดเป็นเรื่องราวที่มีคุณค่า ช่วยพัฒนาด้านการอ่านจับใจความ และพัฒนาความคิดให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี เนื่องจากต้องอ่านอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นของเรื่องที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อโดยมีภาษาที่อ่านง่าย จึงเป็นเรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก