คุณเชื่อไหม? คนเราสามารถทำกิจกรรมได้หลายอย่างภายใน 1 วัน ตั้งแต่ตื่นนอน เป็นกิจวัตรประจำวันที่คุณทำตั้งแต่เช้า การอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว รับประทานอาหาร หรือแม้กระทั่งการพักผ่อน ก็ถือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคนๆหนึ่ง ถึงทำอะไรประสบความสำเร็จ คำตอบง่ายๆ พวกเขา "ลงมือทำ" เรียนรู้ความผิดพลาด ล้มแล้วลุก ไม่ท้อถอย ถ้าคุณอยากที่จะเปลี่ยนตัวเองในวันนี้ คุณควรเริ่มทำจากเรื่องเล็กๆใกล้ตัวก่อน ก้าวแรกเล็กๆนี่แหละที่จะทำให้คุณสามารถ ทำเรื่องที่ใหญ่ขึ้นได้ วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์ว่าคนที่ชีวิตกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ เขามีวิธีคิดและทำอย่างไร ถึงผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แค่ความคิดเริ่มต้นเล็กๆ แค่ความคิดเดียว

บทสัมภาษณ์

เคยประสบปัญหาหรือความบกพร่องอะไร ที่เข้ามากระทบด้านร่างกายหรือจิตใจ?

ประมาณ 5 ปีที่แล้ว เป็นโรคเบาหวาน ขาชา มือชา โรคความดันสูงเวลาลุกขึ้น จะล้ม หัวมันงงๆ ตาเป็นต้อกระจก 2 ข้าง มองอะไรก็พร่าไปหมด มองเห็นเป็นภาพเบลอๆ ไม่ชัด จะทำอะไรก็ไม่ถนัด เวลาเดิน ต้องคอยระวัง ไม่ให้ชนอะไร จะได้ไม่เป็นแผล เพราะเป็นเบาหวานแผลหายช้ามาก หมอบอกว่าบางทีก็อาจจะเน่าได้ถ้าเกิดดูแลไม่ดีต้องตัดขาทิ้ง ต้องคอยควบคุมอาหาร พวกแป้ง น้ำตาล ของหวานไม่ให้กินมากเกินไป ต้องระวังไม่ให้เบาหวานขึ้นตา ถ้าเบาหวานขึ้นตาก็ตาบอดได้ หมอก็ให้ยามากินทั้งความดันแล้วก็เบาหวาน ช่วงนั้นเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี เครียด จิตใจเราก็ไม่ได้สนใจสุขภาพตัวเองมากนัก เรียกได้ว่าไม่สนใจเลย ช่างมัน แต่ก็ยังกินยาอยู่ แต่ว่าไม่คิดที่จะไปผ่าตา จนตาพร่าขึ้นเรื่อยๆ สนใจแต่การหาเงินจนคิดลืมคิดไปว่าในอนาคตถ้าตาบอดขึ้นมา ใครจะดูแล จะเป็นภาระใครหรือเปล่า จนปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ไปผ่าตาใช้บัตร 30 บาท

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อกิจวัตรประจำวันอย่างไร?

ปกติเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว ก็จะตื่นมาออกกำลังกายเบาๆแบ่งแขนยืดเส้นยืดสายเพราะว่าถ้าออกกำลังกายหนักก็จะทำให้เหนื่อยง่ายความดันขึ้น

ต้องปรับการกิน พยายามกินแป้งให้น้อยลงกินของจุกจิกให้น้อยลง ต่อวันก็กินประมาณ 2 มื้อ มื้อเช้าก็จะมีกินกาแฟ 1 แก้ว กับน้ำชาก่อนข้าวเช้า ตอนกลางคืนก็จะเข้าห้องน้ำบ่อย เพราะเบาหวาน ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อย ส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนในตอนกลางคืนของเรา พอตื่นขึ้นมากลางดึกก็จะรู้สึกไม่ง่วงประมาณ 2:00 น. 3:00 น.

เมื่อเกิดปัญหาและสามารถเรียนรู้ช่วยเหลือตนเองพึ่งพาตนเองให้ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้อย่างไร?

จากที่ตาเริ่มรู้สึกพร่ามากขึ้น เราก็ทำอะไรด้วยตัวเองได้น้อยลง ต้องพึ่งคนอื่นมากขึ้น เลยรู้สึกว่า ผ่าตาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อาจจะมีคนดูแลในช่วงต้นหลังจากผ่าตัดใหม่ๆ แต่หลังจากนั้นเราก็สามารถที่จะทำ กิจวัตรด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งคนอื่นมาก ร่างกายที่พออายุมากขึ้นก็เริ่มเสื่อม ตาที่พร่ามากขึ้น ทำให้เราเรียนรู้ว่าควรที่จะทำอะไรสักอย่างไม่ให้มันแย่ลงไปมากกว่านี้ ทำให้ตัดสินใจผ่าตัด แล้วก็ต้องควบคุมอาหาร ก่อนที่จะผ่าตัดห้ามเบาหวานขึ้นตา ไม่งั้นผ่าตัดไม่ได้ ต้องควบคุมอาหาร ก็สามารถควบคุมได้ จนวันนี้เบาหวาน ความดันก็ดีขึ้น ตาก็มองเห็นชัดมากขึ้น แล้วนิสัยการออกกำลังกายก็ยังอยู่กับเราตื่นเช้ามาก็ออกกำลังกายง่ายๆ 15 นาทีทุกวันตอนเย็นก็ออกไปเดิน เดินเฉยๆไม่ได้วิ่ง เกือบทุกวัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง ยืดเส้นยืดสาย ไม่ให้เส้นยึด

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คนที่ไม่แม้แต่จะสนใจ สุขภาพตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปสุขภาพทรุดลง ร่างกายส่งสัญญานเตือน เพราะไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ดีไม่เท่าเดิม เลยเริ่มดูแลตัวเอง ก่อนจะสายเกินไป ความคิดเปลี่ยนการกระทำ จิตใจที่เข้มแข็ง ถ้าในวันนั้นไม่คิดที่จะไปผ่าตัดลูกตาก้าวแรกเล็กๆจากความคิด เริ่มลงมือทำจากควบคุมอาหาร ถ้าไม่เริ่มโรคที่เป็นอยู่อาจจะรักษายากกว่านี้ จะไม่ได้ออกกำลังเหมือนทุกวันนี้ การเลือกทำกิจกรรมใหม่ๆ คือ การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม รวมถึงความคิดเมื่อสมองคิดแต่เรื่องเครียด ร่างกายจะดึงดูดพลังงานด้านลบเข้ามา แต่ในทางกลับกันจิตใจของเราถ้าหมั่นคิดในแง่บวกเสมอๆ ก็ย่อมทำให้กายของเราไม่ตกอยู่ในความคิดลบนาน จะเห็นได้ชัดว่าทุกๆอย่างที่เราทำในชีวิตเราเกี่ยวข้องกับกิจกรรมบำบัด ตั้งแต่กิจวัตรประจำวันทางร่างกาย ส่งผลไปถึงจิตใจของตัวเราเอง ดังนัั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากิจกรรมบำบัดอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด