ชีวิตที่พอเพียง 3811. เจ็ดสิบหกปีกฎหมายกระท่อม


ปี ๒๔๘๖ มีพระราชบัญญัติพืชกะท่อม พุทธสักราช 2486    มาตรา 3  “พืชกะท่อม” หมายความรวมรวมตลอดทุกส่วนของพืชกะท่อม   ซึ่งเรียกตามพรึกสสารทว่า  มิตรายินา สเปซิโอซา    ไม่ว่าจะมีสิ่งอื่นผสมหยู่ด้วยเปนรูปหรือของปรุงไดๆ  

มาตรา 4  ห้ามมิไห้ผู้ไดนำเข้าในราชอานาจักร  หรือส่งออกนอกราชอานาจักร ซึ่งพืชกะท่อม เว้นแต่จะได้รับไบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน   เพื่อประโยชนไนการประกอบโรคสิลป  หรือวิทยาสาตร

คัดลอกมาตามต้นฉบับ    ไม่ได้พิมพ์ผิดแต่อย่างใด  

ขึ้นต้น พรบ. ว่า  โดยที่สภาผู้แทนราสดรลงมติว่า    เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน สมควรควบคุมพืชกะท่อม   อัน  เปนสิ่งไห้โทสแก่ผู้เสพ   

เวลาผ่านมา ๗๖ ปี    เรารู้แล้วว่ากฎหมายนั้นไม่ได้เป็นคุณแก่ประชาชนแต่อย่างใด

วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ ใน การประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสังคมสุขภาวะและนโยบายหรือที่เรียกกันว่า กลุ่มสามพราน มีประเด็นนำเสนอเรื่อง พืชกระท่อม : ยาเสพติดหรือยาสมุนไพร โดยมีวิทยากร ๔ ท่านคือ

  • จากกัญชาสู่พืชกระท่อมกับแพทย์ทางเลือก  โดย นพ. นพพร ชื่นกลิ่น  ผอ. สวรส.
  • ปลดล็อกกัญชาและกระท่อมจากบัญชียาเสพติดสู่พืชยา   โดย นายวีระพล ใจจันทร์  นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ  สำนักงาน ปปส.
  • ชุมชนเข้มแข็งสู่กติกาชุมชนธรรมนูญกระท่อม  โดยนายประสงค์ คอนกำลัง  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๖  บ้านดอนไทรงาม  ต. บางหมาก  อ. เมือง  จ. ชุมพร
  • ประสบการณ์การใช้กระท่อมสมุนไพร   โดย ดร. ภญ. ผกากรอง ขวัญข้าว   หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ ด้านการแพทย์และสมุนไพร  รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร  

ชื่อวิทยาศาสตร์ของกระท่อมคือ Mitragyna speciosa    ชาวบ้านในประเทศไทยทางภาคใต้ และมาเลเซียใช้เป็นสมุนไพรกันมานาน โดยเคี้ยวใบสด เพื่อให้ทำงานทน  ไม่กลัวแดด  แก้ปวดเมื่อย  และช่วยให้ไม่หิว     โดนกฎหมายทำให้เป็นยาเสพติดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๖    จนถึงปี ๒๕๔๖ ก็มีความเคลื่อนไหวเพื่อเอาพืชกระท่อมออกจากกฎหมายยาเสพติด    ซึ่งยังไม่สำเร็จ  แต่ก็ผ่อนคลายลงไปมาก

นโยบายรัฐบาล (คณะรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562) เร่ง ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การใช้ กัญชา กัญชง และ พืชสมุนไพรในทาง การแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการสร้างรายได้ของประชาชน โดย กำ หนดกลไกการดำเนินการที่รัดกุม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบทางสังคม ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด

มติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันพุธที่ 22 มกราคม 2563   1. ให้กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกันเพื่อกำหนดพื้นที่นำร่องที่ ทำการเสพพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิด และยกร่าง กฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขใน การเสพและการครอบครองพืชกระท่อมโดยไม่เป็นความผิด ตามมาตรา 58/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 เสนอให้คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดพิจารณาให้ความเห็นชอบในการ ประชุมครั้งถัดไป

จากท่าทีของ ปปส. ที่ทำงานแบบไม่เถรตรงตามกฎหมาย    แต่ยึดเอาชีวิตจริงของชาวบ้านเป็นหลัก    โดยร่วมกับกำนันสงคราม ต. น้ำพุ  อ. นาสาร  จ. สุราษฎร์ธานี ทดลอง น้ำพุโมเดล    ปลดล็อกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติด    แต่ก็มีการควบคุมกันเองในชุมชน ไม่ให้ได้รับผลร้ายจากการเสพในทางที่ผิด    เป็นการเปลี่ยนมุมมองจากด้านลบ เป็นมองด้านบวก    และส่งเสริมการวิจัยคุณประโยชน์    โปรดดูรูปในข่าว (๑)จะเห็นว่าต้นกระท่อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มาก  

ผู้ใหญ่ประสงค์ แห่ง จ. ชุมพร   เป็นนักพัฒนาชุมชนจัดการตนเอง    มีธรรมนูญชุมชนหมู่บ้าน    และพัฒนาธรรมนูญชุมชนพืชกระท่อม    เพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากพืชกระท่อม   รวมทั้งป้องกันเยาวชนเสี่ยงต่อพืชกระท่อมและยาเสพติดอื่น    ผู้ใหญ่ประสงค์บอกสรรพคุณอีก ๔ อย่าง คือ ใช้พ่นเริม  รักษาเบาหวาน  ลดน้ำหนัก  และใช้เพื่อผ่อนคลาย      

ภญ. ผกากรองบอกว่า ใช้ พอกแผล มีฤทธิ์ต้านเชื้อโรค    เมื่อกินใบกระท่อม mitragynine ในใบจะเปลี่ยนเป็นสารออกฤทธิ์ 7-hydroxymitragynine ที่มีฤทธิ์ผ่าน opioid receptor    แรงกว่ามอร์ฟีน ๑๓ เท่า    แรงกว่า mitragynine ๔๖ เท่า   

คำอธิบายของ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ว่าวิธีแก้ปัญหายาเสพติดมี ๒ แนวทางคือ  (๑) ปราบปราม  (๒) ลดอันตรายจากยาเสพติด    วิธีที่ ๑ เห็นชัดว่า ยิ่งทำให้อาชญากรรมขนาดใหญ่ ที่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติขยายตัว    ตัวอย่างของประเทศที่ใช้วิธีที่ ๒ ได้ผลมากคือ เนเธอร์แลนด์    แต่บริบทของเขาคือ ตำรวจซื่อสัตย์ 

จากชื่อการประชุม สรุปได้ว่า กระท่อมเป็นยาสมุนไพรก็ได้  เป็นยาเสพติดก็ได้  ขึ้นกับผู้ใช้    หากใช้มันด้านเป็นประโยชน์ ก็เป็นสมุนไพร    หากเข้าไปเป็นทาสมัน ก็เป็นยาเสพติด    การจัดการป้องกันยาเสพติดต้องทำอย่างเป็นระบบ โดยต้องไม่ลืมทำให้พลเมืองเข้มแข็ง     เริ่มจากตอนเป็นเด็ก ฝึกให้เขาเติบโตเป็นคนมั่นใจตนเอง  และมีความสุข    เขาจะไม่หันไปเป็นทาสยาเสพติด  

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ต.ค. ๖๓


      

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)