ชีวิตวันเกษียณ เป็นอายุที่ย่างเข้าวัยชรา หลังจากนี้ ก็วัดกันด้วยบุญญาบารมี ว่าใครจะกลับบ้านเก่าก่อนหลัง เพราะโดยปกติคนเราจะมีอายุอยู่ได้อีกไม่นานหลังจาก เมื่ออายุได้ 60 ปีแล้ว เว้นแต่ว่าคนที่รู้จักดูแลสุขภาพ ตนเองให้ดีเท่านั้น

เทคนิควิธีการใช้ชีวิตในวัยเกษียณที่มีความสุข

ดร.ถวิล อรัญเวศ


     ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ เป็นชีวิตสู่เส้นทาง
บนถนนสาย 61 เป็นต้นไป เป็นชีวิตที่ราชการให้ไป
พักผ่อนหรือหยุดการทำงานเพราะได้ทำคุณงามความดี
มามากพอแล้ว อีกอย่าง เพื่อให้คนรุ่นใหม่ ได้เข้ามา
ทำงาน เสมือนใบไม้ ใบเก่าผลัดใบ ใบใหม่ก็มาแทน
     แล้วจะทำอย่างไร จึงจะทำให้ชีวิตมีความสุข ไม่เซ็ง
เพราะท่านกล่าวไว้ว่า "ชีวิตที่หยุดนิ่ง คือชีวิตที่ตายแล้ว"

    ทำอย่างไร จะทำชีวิตให้ไม่หยุดนิ่ง  มีกิจกรรมการเคลื่อนไหว
เพราะผมเคยเห็นมา ครอบครัวหนึ่ง ยายแกไม่ชอบอยู่เฉยๆ
แต่ละวัน แกก็ดายหญ้าบ้าง ปลูกต้นไม้บ้าง
    ลูก ๆ หลาน ๆ กลัวแกจะลำบาก บอกว่า ยายไม่ต้อง
ทำอะไร อยู่เฝ้าบ้านเฉย ๆ  พวกหนูจะทำเอง
    พอยายไม่ได้ทำอะไร ไม่นาน ยายก็ตาย 
อาจจะเป็นเพราะว่า การที่ยายได้ทำโน้นทำน่ี้เสมือนว่า
แกได้ออกกำลังกาย ร่างการก็แข็งแรง มีชีวิตอยู่ได้
พอไม่ได้ทำอะไร ชีวิตก็อ่อนแอ และก็ตายไป
     ดังนั้น วัย 61 ่ปีขึ้นไป จะทำอะไร จึงจะมีความสุข   

เพราะเมื่อเราเกษียณแล้ว เราก็จะอยู่ที่บ้านไม่ได้ไปทำงาน
เพราะเราถูกถอดยศ ถอดตำแหน่ง ถูกถอดหัวโขนแล้ว
เป็นช่วงชีวิตที่เขาให้เรามาพักผ่อนหลังจากที่ได้ทำงาน
มาแล้วจนอายุ 60 ปี

     ชีวิตวันเกษียณ เป็นอายุที่ย่างเข้าวัยชรา หลังจากนี้
ก็วัดกันด้วยบุญญาบารมี ว่าใครจะกลับบ้านเก่าก่อนหลัง
เพราะโดยปกติคนเราจะมีอายุอยู่ได้อีกไม่นานหลังจาก
เมื่ออายุได้ 60 ปีแล้ว เว้นแต่ว่าคนที่รู้จักดูแลสุขภาพ
ตนเองให้ดีเท่านั้น

การใช้ชีวิตในวัยเกษียณที่มีความสุข

      การท่ี่จะใช้ชีวิตในวัยเกษียณให้มีความสุขนั้น
หลายคนอาจจะคิดแตกต่างกันไป เช่น บางคนบอกว่า
จะท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ค่ำไหนนอนนั้น บางคนบอกว่า
จะไปชมความงามทางธรรมชาติ เที่ยวทะเล พักผ่อนกายา
บางคนบอกว่าจะไปท่องโลกบนจักรวาล ไปให้ไกลเท่าที่
จะไปได้ (เท่าทีี่มีเงินพาไป)


  1.       อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตวัยเกษียณจะมีความสุข
    ท่านให้แนวคิดไว้หลายแนวคิด จะขอยกมา
    เทคนิควิธีการใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ
    พอเป็นตัวอย่าง ดังน่ี้
  2. 1.ดูแลสุขภาพกายใจให้ดี
       พักผ่อนให้ิเพียงพอ ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะมี
    สารอาหารเหมาะกับวัยสูงอายุ เจริญจิตตภาวนา ฝึกจิต
    ฝึกใจ ฉลาดทางอารมณ์ เฉียบคมทางปัญญา
  3. 2. มองโลกในแง่ดี

       ให้มองชีวิตว่า เมื่อเลิกทำงานแล้ว
เราจะได้มีเวลาทำสิ่งที่อยากทำ
ที่ไม่ได้ทำเมื่อช่วงทำงาน เช่น
นัดสังสรรค์กับเพื่อนตามสภากาแฟ
เพื่อจะได้สังสรรค์ พูดคุยกับเพื่อนๆ ที่อยู่ใน
วัยเกษียณเหมือนกัน ชีวิตจะได้ไม่
เหงาหงอย ไปออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ
ปั่นจักรยานไปเที่ยวกินลมชมวิว แต่ต้องระมัดระวัง
ความปลอดภัยด้วย เพราะ
รถยนต์อาจจะวิ่งเร็วในถนนเปลี่ยวๆ มองซ้าย
แลขวาให้ดีก่อนค่อยไป

3. ฝึกกาย ฝึกใจอยู่เสมอ

   ช่วงทำงานเราอาจจะไม่มีเวลา
ออกกำลังกาย เพราะเราไปทำงาน กลับค่ำ
แต่เมื่อเราเกษียณแล้ว เราไม่ได้ไปทำงาน
คงจะมีเวลาดูแลชีวิตได้ดีมากขึ้น นับตั้งแต่
การออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหารการกิน
เพื่อร่างกายจะได้ไม่เจ็บไข้ เสียเงินไปกับการรักษา
การออกกำลังกายยังเป็นการใช้เวลาว่า
ให้เกิดประโยชน์ และสามารถมีสังคมใหม่ๆ
ช่วยให้คลายเหงาได้ด้วยไปออกกำลังกาย
กับเพื่อนๆ ตามสวนสาธารณะ ไปรับลมชมวิว
ร้องเพลงคาราโอเกะตามสมควร ฟังเทศน์
ฟังธรรมะตามกาลอันควร

4. ไปกราบไหว้พระชมความงามธรรมชาติ

ควรมีเวลานัดเพื่อนวัยเดียวกันได้ไปพักผ่อนหย่อนใจ
ไปกราบไหว้พระเก้าวัด ชม
ความงามธรรมชาติ อุทยาน สวนสาธารณะ



5. นำศาสตร์พระราชามาใช้

นั้น คือ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง พอประมาณ
มีเหตุผล การลดรายจ่าย เช่น การปลูก
ผักสวนครัว รั้วกินได้ เลี้ยงไก่พื้นเมือง
ทำไร่นาสวนผสม แต่เราทำแบบพอเพียง
ไม่ดิ้นรนจนเกินไป เพราะเขาให้เรามาพักผ่อน
ทำงานน้อยลง แต่ใช้เวลาดูแลตนเองให้มากขึ้น


6. ให้ใช้เงินอย่างประหยัด

การเงินวัยเกษียณ จะได้รับเงินลดลง เพราะ
เงินวิทยฐานะก็จะไม่ได้รับ การเงินก็อาจจะ
ลดจำนวนลง ต้องมีการใช้จ่ายอย่างประหยัด
ยิ่งถ้าคุณไม่ใช่คนทำงานที่มีเงินบำเหน็จ บำนาญ
หรือเงินก้อนโตเมื่อเกษียณมาแล้ว ต้องรู้จัก
ประหยัดมัธยัสถ์ให้มาก เตรียมส่งถ่ายและ
สอนงานให้กับทายาทรุ่นต่อไป เพื่อเขาเหล่านั้น
จะได้แบบอย่างจากเรา และความรู้ก็ไม่ตาย
ไปกับเราด้วย แต่จะยังคงอยู่กับลูกหลาน
โหลน เหลน นั้นเอง


7. ยืนหยัดในคุณธรรม

คนผู้เกษียณ คงจะมีเวลาสอนลูกหลานมากขึ้น
ควรปลูกฝังถึงความกตัญญูซึ่งเราต้องทำให้
เป็นแบบอย่าง คือการเลี้ยงดูพ่อแม่ของเราให้ดี
แล้วทายาทลูกหลานของเราก็จะประพฤติปฏิบัติตาม
ควรหมั่นให้การศึกษาแก่ลูกหลานเพื่อเขาจะได้
บริหารการเงินของเขาให้งอกเงย จะได้ไม่
มาเบียดเบียนเงินทองของรุ่นพ่อแม่


8. รู้จักปล่อยวาง

วัยเกษียณ จะสุขได้ ถ้าใจมีสุข รู้จัก
ปล่อยวาง ดังคำที่ว่า
“ทุกข์อยู่ที่ถือ
สุขอยู่ที่การรู้จักปล่อยวาง”
จึงควรหาเวลาพิจารณาให้รู้แก่นแท้ของ
หลักธรรม บริกรรม พุทฺโธ หรือสัมมา อรหัง
เข้าใจสัจธรรมชีวิตและปรับตัวให้ได้


9. สร้างคุณงามความดีไว้ให้มาก

มีจิตอาสา ทำคุณประโยชน์ให้กับหมู่บ้าน ชุมชน
วัด เพราะวัยเกษียณคงมีเวลาทำประโยชน์ได้มากกว่า
ตอนที่เรายังไม่เกษียณ และจะได้ทำประโยชน์
ไว้กับโลกในขณะยังมีชีวิตอยู่

ขอฝากคำกลอน

“พฤษภกาสร
อีกกุญชร อันปลดปลง
โททนต์ เสน่งคง
สำคัญหมาย ในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา”

ถอดความได้ว่า

วัวควายและช้าง
เมื่อตายลงแล้วมีฟัน
และเขาทั้งสองข้างเหลืออยู่
ส่วนมนุษย์ เมื่อตาย
ทุกสิ่งในร่างกายสิ้นไป
คงเหลือแต่ความชั่ว
หรือความดี คงอยู่ในโลก

(สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระปรมานุชิตชิโนรส : กฤษณาสอนน้องคำฉันท์)