
ห่างจากตัวอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ เกือบ 20 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเทศบาลตำบลแม่ข่า รับผิดชอบทั้งหมด 13 หมู่บ้าน ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น ปลูกลำไย ลิ้นจี่ ส้ม กระเทียม มันเทศ มีชุมชนชาติพันธุ์ ลาหู่ ไทใหญ่ อยู่ในเขตตำบลด้วย เพราะพื้นที่กับพม่า
เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ระบาด มีกลุ่มจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เดินทางกลับมา รวมทั้งในประเทศที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถือว่ากลับมาจำนวนมากที่สุด รองลงมาเช่น ระยอง ชลบุรี และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น แพร่ ลำปาง ลำพูน
วีระยุทธ เทพนันท์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน เทศบาลตำบลแม่ข่า เล่าว่า ทางเทศบาลได้ร่วมมือกับ 4 หน่วยงานหลัก คือ ท้องถิ่น รพ.สต.เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ และภาคประชาชน มีการประชุมขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน โดยออกมาตรการที่สำคัญในพื้นที่ นั่นคือ มาตรการระดับตำบล โดยมีการประชุมและมอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติการไปยัง ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ อสม. รพ.สต. ให้ดูแลอย่างเข้มข้นทุกหมู่บ้าน กลุ่มที่มาจากพื้นที่เสี่ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศให้กักตัว 14 วัน โดย อสม.จะเป็นแม่งานสำคัญหรือในพื้น ที่เรียกว่า “กลุ่ม อสม.ตาสับปะรด” ดูแล ให้ความรู้ และเฝ้าระวังตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ทุกภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาพื้นเมือง กลุ่มชนเผ่าทุกชาติพันธุ์ ผ่านเสียงตามสาย ทำป้ายไวนิลรณรงค์ ติดตามชุมชนทุกพื้นที่ และยังมีกิจกรรมเชิงรุกผ่านโครงการล้างมือหน้าบ้าน ล้างมือหน้าโรงเรียน ล้างมือหน้าสำนักงาน ล้างมือหน้าวัด ใครเข้าใครออก เข้าบ้านออกบ้านจะต้องมีการล้างมือ
“โครงการล้างมือเกิดจากเราได้นำไอเดียมาต่อยอดจากป้ายขนาด A4 ที่เทศบาลนำไปแจกทุกบ้านแนะนำวิธีขั้นตอน การล้างมือที่ถูกต้อง 7 ขั้นตอน จากนั้นได้รณรงค์สถานที่สำคัญในชุมชน อย่าง วัด สำนักงานราชการ โรงเรียน ตลาดสด ให้ตั้งจุดล้างมือ คนที่มาจ่ายตลาด แม่ค้าพ่อค้า ต้องล้างมือ เราใช้เพียงแค่สบู่ก็เพียงพอ เพราะเจลแอลกอฮอลล์มันแพง ขอล้างมืออย่างถูกต้อง ทำให้เป็นนิสัย ออกจากบ้านล้างมือ เข้าบ้านล้างมือ เราถือว่าเป็นนวัตกรรมของชุมชนของเราที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก” วีระยุทธ เล่า
นอกจากนี้ยังใช้แอพลิเคชั่นไลน์ โดยมีการตั้งกลุ่มไลน์เฉพาะขึ้น ชื่อกลุ่มโควิด โดยมีสมาชิกทั้งผู้นำชุมชน จนท.รพ. อสม.เทศบาล ที่มีหน้าที่ในการทำงาน เข้ามาร่วมในกลุ่ม มีการประชุมผ่านไลน์ วีดีโอคอล เช่น ในสถานการณ์ฉุกเฉินบ้านไหนมีปัญหา ก็จะมีการเปิดประชุม พูดคุยกัน รวมทั้งอัพเดทสถานการณ์จากศูนย์เฉพาะกิจเชียงใหม่ รายงานให้ข้อมูลสมาชิกในกลุ่มไลน์โควิดอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์นโยบายและแผน เทศบาลตำบลแม่ข่าอย่างวีระยุทธ ยังมองด้วยว่า อสม.ในพื้นที่มีบทบาทสำคัญมาก แต่ละคนจะรับผิดชอบในละแวกบ้าน ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ ใครไปใครมาได้อย่างรวดเร็ว และส่งข้อมูลต่อไปยังผู้ใหญ่บ้าน และ รพ.สต.ในพื้นที่ นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีการตรวจสอบกันเอง หรือมีการแอบโทรมาบอกข้อมูล ข้อเท็จจริง
สำหรับกรณีกักตัวนั้น ทางเทศบาลตำบลแม่ข่าได้แนะนำให้ แยกห้อง แยกที่นอน แต่ก็ยังอยู่กับครอบครัว ซึ่งวีระยุทธ ยอมรับเช่นกันว่า ค่อนข้างเป็นปัญหา เพราะบางคนก็ยังสุงสิงกันอยู่ บทบาทหลักจึงเป็นของ อสม.ในการเฝ้าระวังหรือการเก็บข้อมูล แต่อสม.บางคนก็ถูกต่อว่าหรือสร้างความไม่พอใจให้กับครอบครัวนั้นๆ ก็มี
"ขณะนี้แม้สถานการณ์จะคุมได้ในระดับจังหวัด แต่ในชุมชนถือว่ายังเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการกลับแบบที่เรียกว่าแฝงมา คือ ไม่ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ไปแจ้ง ไม่ไปรายงาน เนื่องจากความหวาดกลัว เพราะไม่มีบัตรสัญชาติ ทาง รพ.สต.จึงเข้าบริหารจัดการในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง โดยเข้าไปประชุมในหมู่บ้าน ประชุมผู้นำชุมชน เพื่อชี้แจงมาตรการและคอยจับตามองเป็นพิเศษด้วย” วีระยุทธ กล่าว