หากลองตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า เราพอใจกับอาชีพที่เป็นอยู่หรือไม่ ? ผู้เขียนอยากตอบดัง ๆ เลยค่ะว่า ผู้เขียนพอใจมาก มีความรักในอาชีพ และรักวิชาชีพ "เทคนิคการแพทย์" สุดสุด และคิดว่าอาชีพไหนก็มีความสำคัญทั้งนั้น แม้หลายคนบอกว่าอาชีพเทคนิคการแพทย์เปรียบเสมือนอาชีพเมียน้อย (ได้ยินสมัยเรียน) หรือเป็นอาชีพปิดทองหลังพระ ก้นพระ ฐานพระ ก็บ่ยั่น อาจเป็นเพราะ ตัวเองเป็นคนไม่ค่อยดิ้นรนอะไร ปล่อยให้มันเป็นไปตามแต่โชคชะตาจะพาไป ก็เราสอบได้คณะนี้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร ทำอะไร เรียนจบ ที่ไหนเปิดรับตำแหน่งก็ไปสมัครกับเขา เมื่อเขารับเข้าทำงานเราก็ทำ...  

ทำไมจู่ ๆ ผู้เขียนก็ถึงอยากตั้งคำถามตัวเองได้ ? ก็เพราะได้อ่านจุลสาร 50 ปีเทคนิคการแพทย์ของสมาคมเทคนิคการแพทย์นี้แหละ ในคอลัมน์ "ผมได้ดิบได้ดี เพราะวิชาชีพนี้" โดยทนพ.อรรณพ สุภานันท์

ผู้เขียนขอเล่ามาคร่าว ๆ จากบทความของทนพ.อรรณพ

"เห็นน้อง ๆ หลายคนบ่นเรื่องปัญหาวิชาชีพในเว็บบอร์ดของเว็บไซด์ต่างๆ บ้างก็บอกว่ามองไม่เห็นอนาคต ไม่ก้าวหน้า ไม่ภาคภูมิใจในอาชีพ รู้สึกคิดผิดที่เลือกเรียน แถมยังบอกน้อง ๆ ว่าอย่ามาเรียนคณะนี้อีกด้วย

ฟังเสียงบ่นน้อง  ๆแล้วอยากจะบ้าตาย ไม่หลงเหลือความรู้สึกดี ๆในอาชีพนี้เลยหรือ ทำไมน้อง ๆ ไม่หันไปมองคนที่เขาประสบความสำเร็จดูบ้าง ลองศึกษาดูว่าเขาทำอย่างไรจึงก้าวไปไกล มั่นคง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ลองมองตัวอย่างดี  ๆ ซึมซับแต่เรื่องดี ๆ เผื่อมันทำให้น้อง ๆ รักในวิชาชีพนี้มากขึ้น ถ้าแต่ละวันตื่นขึ้นมาก็ได้แต่บ่น ๆ ลมหายใจเต็มไปด้วยความท้อถอย ชีวิตก็คงมีแต่อับเฉากันทั้งปีทั้งแหละครับ

ผมเริ่มต้นชีวิตเทคนิคการแพทย์ด้วยเงินเพียง 4000 บาท กับกระเป๋าเสื้อผ้าเล็ก ๆ 2 ใบ และความรู้ในสมองที่อาจารย์ประสิทธิ์ประสาทให้กับสองมือสองเท้าที่พ่อแม่ให้มา ลงมาทำงานที่ภาคใต้ไม่รู้จักใครแม้แต่คนเดียว ในรพ.เอกชนคริสเตียนเล็ก ๆ เป็นเทคนิคการแพทย์คนเดียวทำงานร่วมกับพนักงานวิทย์ฯ แม้ค่าตอบแทนไม่สูงนัก แต่มีความสุขกายสบายใจ ไม่เดือดร้อน เป็นคนใช้น้อยกินน้อย และมีชีวิตแบบสมถะ พอเพียงอยู่เป็นพื้นฐาน

ช่วงที่ทำงานแอบตั้งเป้าหมายว่าสักวันจะเป็นเจ้าของกิจการให้ได้ ผมใช้เวลาปีเศษ ๆ ในการเรียนรู้งานทุกอย่าง โดยมีพี่  ๆที่ทำงานให้ความอนุเคราะห์เป็นอย่างดี แล้วก็อำลามาเริ่มต้นกิจการ "คลินิกแล็บ"ของตัวเอง โดยที่ 20 ปีก่อน "คลินิกแล็บ" เป็นเรื่องใหม่ในความรู้สึกของคน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด บางคนก็คิดว่าเป็นคลินิกสำหรับตรวจ "เล็บ" ด้วยซ้ำ เพราะคำใต้ "เล็บ" กับ "แล็บ" แทบจะแยกเสียงกันไม่ออก ต้องนั่งอธิบายกันยาว ผมใช้ความพยายมอยู่ประมาณ 2 - 3 ปี ในการทำให้คนรู้จัก "แล็บ" และ "เทคนิคการแพทย์" จนในที่สุดความพยายามก็ไม่สูญเปล่า เพราะณ วันนี้เป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนอย่างกว้างขวาง นับเป็นโชคดีของน้องรุ่นใหม่

จากจุดเริ่มต้นมันก็กลายเป็นบ้านหลังโต ที่ดินแปลงใหญ่ รถยนต์และครอบครัวที่น่ารัก ทั้งหมดนี้คือน้ำพักน้ำแรงที่ได้จากอาชีพ "เทคนิคการแพทย์" ของผมอย่างแท้จริง เพราะก่อนหน้านี้ได้ลองพิสูจน์ว่าตัวเองเหมาะสมกับอาชีพอื่นอีกหรือเปล่า โดยการเปิดอู่ และกิจการร้านอาหาร ปรากฏว่าทั้งสองกิจการล้มเหลวไม่เป็นท่า ทำให้ได้บทเรียนว่า สิ่งใดที่เราไม่สามารถลงมือทำได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยคนอื่นนั้น ยากที่จะยั่งยืน ก็เห็นจะมีแต่อาชีพ "เทคนิคการแพทย์"นี่แหละ แม้ไม่ร่ำรวยเหมือนอาชีพอื่น แต่ก็อยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน

ที่เล่าให้ฟังนี้มิได้หมายความว่าผมจะโอ้อวดตัวเองว่าประสบความสำเร็จในวิชาชีพนี้แต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการชี้ให้น้อง ๆ ที่กำลังมองหาตัวเองไม่เจอได้เห็นว่า วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ก็สามารถช่วยให้ชีวิตหนึ่งได้ดิบได้ดี และเจริญก้าวหน้ามาตราบเท่าทุกวันนี้ได้ มันขึ้นอยู่กับว่า คุณจะดีไซน์ชีวิตคุณอย่างไร ถ้าใครมาบอกว่า อาชีพเทคนิคการแพทย์ไม่ดี ผมคนหนึ่งล่ะที่จะขอเถียงชนิดหัวชนฝาว่า ไม่จริง !!"

ซึ่งเมื่ออ่านแล้วทำให้ผู้เขียนได้ข้อคิดหลายอย่าง โดยเฉพาะ "สิ่งใดที่เราไม่สามารถลงมือทำได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยคนอื่นนั้น ยากที่จะยั่งยืน"ได้แบบอย่างการดำเนินชีวิตที่ดี และพอเพียง เรายังโชคดีมากนักที่ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้แต่อย่างใด และผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งด้วยล่ะถ้าหากใครมาบอกว่าอาชีพเทคนิคการแพทย์ไม่ดี ก็ขอเถียงหัวชนฝาเช่นกัน ไม่จริ๊ง ไม่จริง

ที่สำคัญอาชีพไหนก็มีความสำคัญเหมือน ๆ กัน อยู่ที่ว่าเราให้ความสำคัญกับอาชีพหรือไม่? แค่ไหน อย่างไร? แต่สำหรับผู้เขียนแล้วให้ความสำคัญเท่ากันหมดทุกอาชีพค่ะ