เทคนิควิธี “การติชม” ลูกน้องที่เป็นกัลยาณมิตร ถูกต้อง สร้างสรรค์ จะก่อให้เกิดพลัง และมีศักยภาพได้ ฉะนั้น หัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาที่ดี ควรมีกระบวนการในการให้คำติชมหรือให้ Feedback ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของ ลูกน้อง อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสอนงาน (Coaching Process) และการเรียนรู้งาน (Learning Process) ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เป้าหมาย หรือความคาดหวังที่ได้ตกลงหรือทำข้อตกลงกันเอากันไว้ จะทำให้เกิดพลังนำไป ปฏิบัติและพัฒนาให้ดีขึ้น ก่อให้เกิดใจศรัทธา ใจอาสาพากเพียร ใจเรียนให้เข้าใจงาน และ ใจในการประสานสัมพันธ์ในการปรับปรุงพัฒนา งานให้ดีขึ้นนั้นเอง

เทคนิคการให้คำติชม

ดร. ถวิล อรัญเวศ

"ตำหนิในสิ่งที่ควรตำหนิ
ชมเชยในสิ่งที่ควรชมเชย
ไม่ใช่ตำหนิปมด้อยของเขา
ซึ่งเขาแก้ไขไม่ได้ ท่านจึง
จะได้ชื่อว่า เป็นนักติชมที่ดี"

1. เน้นไปที่พฤติกรรมของเขา
มากกว่าตัวเขา
ให้ประเมินคนจากความสามารถของเขา ที่ไม่ใช่มองจากนิสัยปกติของเขา เช่น
ชอบสูบบุหรี่ ชอบดื่มสุรา หรือชอบพูดเล่นจนเคยตัว ชอบพูดเสียงดังทำให้เพื่อนรำคาญชอบพูดจาขวานผ่าซาก ฯลฯ

2. สังเกตก่อนการติชม
การที่ได้ทำงานร่วมกันหรือเขาเป็นทีมงานที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา โดยได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกันกับคนๆ นั้น หากท่านได้เห็นว่ายังมีการผิดพลาด หรือมีวิธีการทำงานที่ผิดจากขั้นตอนของการทำงานไป ให้บอกแก่เขาไปเลย อย่าไปเดาหรือมั่วเอาเอง มิฉะนั้นตัวท่านจะขาดความเชื่อถือ คำพูดที่ขอแนะนำ เช่น

“สมชาย พี่ว่าแบบที่กำลังทำอยู่พี่ดูและเห็นแล้ว มันเป็นวิธีที่น้องคิดว่านั่นเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วน่ะ แท้ที่จริงแล้วมันยังไม่ถูกหรอกนะครับ”

3. ติชมตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม

เช่นบอกว่า
“พี่ดูสองครั้งแล้ว ถ้าหากน้องหรือคุณทำแบบนี้ จะทำให้เครื่องจักรทำงานหนักขึ้น หรือทำงานได้เร็วจริง แต่โอกาสผิดพลาดและถูกส่งคืนจะมีมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มไปอีกด้วย” หรือ

“พี่ดูแล้วนะ ที่น้องทำนั่นมันลัดหรือข้ามไป
ขั้นตอนหนึ่งคือตรงนี้ (แล้วก็อธิบาย)”

4. ใช้คำพูดที่สร้างสรรค์

เป็นคำพูดที่สร้างกัลยาณมิตร มากกว่าทำลายพวก คำพูดที่ทำลายพวก เช่น

“ทำไมคุณทำแย่จังเลย
รู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ นะ” หรือ

“โอ้โห! เวลาเยอะแยะ แต่ทำไมคุณทำได้แค่นี้
ทำไมทำงานได้น้อยจังเลย ไปทำอะไรอยู่
ไม่ได้เรื่องแล้วนะแบบนี้”


ลองสรรหาคำพูดที่ดีกว่านี้ เช่น

“น้องลองทำบ่อยๆ นะ จะทำให้เกิดทักษะ
ข้อผิดพลาดเล็กน้อยก็จะได้ลดลงไปเอง เพียงแต่เพิ่มความตั้งใจไปอีกนิดเดียวเท่านั้นเอง งานก็จะดีขึ้นมาก

หรือ

“ทำทุกวันๆ มันน่าจะต้องดีขึ้นแน่ๆ
น้องเห็นด้วยไหมล่ะ ?”

“แรกๆ พวกเราอาจจะทำแบบลองผิด ลองถูกเอา เป็นธรรมดาของทุกคน ต่อๆ ไปก็คงจะมีถูกมากกว่าผิดใช่ไหม”

5. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
ไม่ใช่ออกคำสั่ง

ในฐานะที่ท่านได้ทำงานมาก่อน หรือเป็นผู้นำอยู่แล้วก็ตาม การติชมที่สร้างสรรค์นั้นควรที่จะบอก แนะ หรือสอนให้แก่เพื่อน ทีมงาน หรือลูกน้องในลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากกว่าการออกคำสั่ง เช่น

“พี่ว่า ถ้าหากคุณได้ลองทำแบบนี้ พี่ว่าจะดีกว่าไหม”

“หากน้องมีความเห็นว่าจะมีวิธีการทำที่ดีกว่านี้ จะช่วยเสนอแนะหรือบอกให้พี่ให้ทราบจะได้ไหมครับ ?”

6. หาทางเลือกว่าอะไรจะเหมาะสม
ตามหลักอริยสัจ 4 นิโรธ คือการหาทางที่จะแก้ปัญหา แต่มรรค นั้น จะเรียกว่าเป็น
ทางเลือกที่ดีที่สุด (Best Practice)

หมายความว่า ทางเลือกนั้นๆ เขาจะร่วมกันหากับท่าน หรือให้ทีมงาน เพื่อร่วมงานเสนอแนะมา ที่คิดว่าเหมาะสมหรือดีที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และองค์กรนั่นเอง
ดังนั้น หากมีช่องทางหรือวิธีการในทางเลือกหลายๆ ทาง ที่คิดว่าจะมีประโยชน์ นับว่าจะมีผลดีไม่น้อย

“เรามาช่วยหาช่องทางเลือกให้มากขึ้น แล้วมาช่วยกันหาทางออกที่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายจะดีไหมครับ ?”

7. เผื่อประโยชน์ของทุกคนในองค์กร

ทั้งนี้ทั้งนั้น การให้คำติชมในฐานะเป็นผู้นำในการแนะนำงานหรือสอนงานไปแล้วนั้น ท่านต้องเชื่อมั่นว่า ทีมงานเขาสามารถปฏิบัติได้ พร้อมกับให้เกียรติแก่ทีมงานเสมอ

ขอฝากให้คิดว่า

เทคนิควิธี “การติชม” ลูกน้องที่เป็นกัลยาณมิตร ถูกต้อง สร้างสรรค์ จะก่อให้เกิดพลัง และมีศักยภาพได้ ฉะนั้น หัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาที่ดี ควรมีกระบวนการในการให้คำติชมหรือให้ Feedback ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของ
ลูกน้อง อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสอนงาน (Coaching Process) และการเรียนรู้งาน (Learning Process) ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เป้าหมาย หรือความคาดหวังที่ได้ตกลงหรือทำข้อตกลงกันเอากันไว้ จะทำให้เกิดพลังนำไป
ปฏิบัติและพัฒนาให้ดีขึ้น ก่อให้เกิดใจศรัทธา
ใจอาสาพากเพียร ใจเรียนให้เข้าใจงาน และ
ใจในการประสานสัมพันธ์ในการปรับปรุงพัฒนา
งานให้ดีขึ้นนั้นเอง

พึงจำไว้เสมอว่า

"ตำหนิในสิ่งที่ควรตำหนิ
ชมเชยในสิ่งที่ควรชมเชย
ไม่ใช่ตำหนิปมด้อยของเขา
ซึ่งเขาแก้ไขไม่ได้ ท่านจึง
จะได้ชื่อว่า เป็นนักติชมที่ดี"

ขอนำนิทานมาสาธกในเรื่องการติชมซึ่ง
ไม่ค่อยสร้างสรรค์

หลายท่านคงจะเคยเห็นหรือได้ยินคำว่า

“ นิคฺคณฺเห นิคฺคารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคารหํ”

ซึ่งเป็นพุทธภาษิตในภาษาบาลี แปลเป็นไทยได้ใจความว่า

“พึงตำหนิในสิ่งที่ควรตำหนิ และพึงยกย่องชมเชยในสิ่งที่ควรยกย่องชมเชย”

นั้นก็หมายความว่า พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้เราพึงเป็นคนรู้จักพูดเวลาจะตำหนิใครซึ่งจะทำให้เขายอมรับคำตำหนิเราไปปฏิบัตินั้น เราจำต้องอาศัยเทคนิค วิธีการโดยการพูดบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น และต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วย ไม่ใช่เห็นอะไรก็จะ ตำหนิไปหมดทุกอย่าง เพราะอาจทำให้เราต้องเดือดร้อนหรือประสบทุกข์ได้ดังนิทานปรัมปรา ที่ได้มาจากเว็บธรรมะไทยดังต่อไปนี้

มีเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่ง ชาวบ้านต่างพากันเรียกเขาว่า "นายช่าง"

การเป็นช่างของนายคนนี้ มิใช่ช่างไม้ ช่างปูน หรือว่าช่างไฟฟ้า เครื่องยนต์กลไก อะไรหรอก แต่เป็น "ช่างติ"คือเขาเป็นคนมีพรสวรรค์ในการติ เรียกว่ามีเอตทัคคะในทางติเลยทีเดียว

เขาเห็นอะไรก็สามารถติได้ทั้งนั้น เหมือนกับที่โบราณกล่าวไว้ว่า

“ช่างกลึง พึ่งช่างชัก
ช่างสลัก พึ่งช่างเขียน

ช่างรู้ พึ่งช่างเรียน
แต่ช่างติเตียน ไม่ต้องพึ่งใคร”

ต่อมา ชาวบ้านพากันคิดว่า น่าจะจัดให้มีการประลองความสามารถในการติของนายคนนี้ ลองดูสิว่าเขาจะติได้ทุกอย่างหรือไม่

มีผู้เสนอให้เชิญช่างปั้นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านนิยมยกย่องว่าฝีมือเยี่ยมมาปั้นพระพุทธรูปแล้วให้นายช่างติคนนี้มาติลองดูซิว่า เขาจะหาที่ติได้หรือไม่

เมื่อตกลงกันอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านได้ไปเชิญช่างปั้นพระพุทธรูปมาแล้วบอกวัตถุประสงค์ให้ทราบ

ช่างปั้นพระพุทธรูปได้ออกแบบพระและปั้นพระอย่างประณีตบรรจง เรียกว่าปั้นอย่างสุดความสามารถเลยทีเดียว

เมื่อการปั้นพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านต่างก็ชมเป็นเสียงเดียวกันว่า พระพุทธรูปองค์นี้งาม หาที่ติไม่ได้ แล้วให้ไปเชิญนายช่างติมาติพระพุทธรูป

เมื่อนายช่างติมาเห็นพระถึงกับตกตะลึง เพราะพระพุทธรูปองค์นี้สวยงามจริงๆ เขาพิจารณาพระพุทธรูปอย่างละเอียดถี่ถ้วน แทบจะหาาที่ติไม่พบ เขาเกือบจะยอมแพ้แล้ว แต่สุดท้ายนายช่างติก็เอ่ยขึ้นมาจนได้ว่า

"พระพุทธรูปองค์นี้งามจริงๆ พุทธลักษณะถูกต้องทุกประการ” แต่............

"แต่...อะไร ?" เสียงชาวบ้านถามออกมาพร้อมๆ กัน

"มีที่เสียอยู่นิดหนึ่ง" นายช่างติพูดเบาๆ

"เสียตรงไหน" ชาวบ้านถาม

"พระพุทธรูปองค์นี้สวยงามทุกอย่าง
เสียอย่างเดียว คือ “พูดไม่ได้"

นายช่างติตอบหน้าตาเฉย...

ชาวบ้านพอได้ยินนายช่างติพูดดังนั้นก็พากันนิ่งเงียบหมด ไม่คิดว่าจะแพ้นายช่างติแบบง่ายดาย อย่างนี้ ต่างก็นึกชมว่า

นายช่างติคนนี้ว่าเก่งจริงๆ นะที่สามารถหาที่ติพระพุทธรูปองค์นี้จนได้

อยู่มาวันหนึ่ง นายช่างติไปนอนเล่นอยู่ใต้ต้นมะม่วง เขามองขึ้นไปบนต้นมะม่วงเห็นลูกมะม่วงเต็มต้นไปหมด พลางเขาก็นึกตำหนิพระเจ้าผู้สร้างต้นมะม่วงขึ้นมาว่า

"แหม! พระเจ้านี้ช่างโง่เสียจริงๆ สร้างอะไรขึ้นมาไม่เห็นจะสมดุลกันเลย ดูสิ! มะม่วงต้นออกใหญ่โต กลับสร้างลูกเล็กนิดเดียว ส่วนแตงโมต้นเล็กนิดเดียวกลับสร้าง ให้ลูกใหญ่อย่างกับบาตรพระ พระเจ้านี่ช่างโง่เสียจริงๆ นี่ถ้าเราเป็นพระเจ้านะ จะสร้างให้ต้นมะม่วงมีลูกโตๆ ส่วนแตงโมจะให้มีผลเล็กๆ จะได้สมดุลกัน"

ในขณะที่เขากำลังวาดวิมานในอากาศอยากจะเป็นพระเจ้าอยู่เพลินๆ นั้น ลมหน้าร้อนก็พัดมาวูบหนึ่ง ทันใดนั้น มะม่วงลูกหนึ่งก็หล่นลงลงมาบนหน้าถูกผากนายช่างติพอดีพอดี
นายช่างติ ถึงกับตาลาย มองเห็นดาวระยิบระยับไปหมด และหน้าผากของเขาก็บวมปูดออกมาขนาดเท่ากับผลมะนาว

เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ นายช่างติก็คิดได้ว่า

"โอ้ ...พระเจ้าสร้างถูกแล้ว" "นี่ถ้าพระเจ้าฉลาดอย่างที่เราคิด สร้างให้มะม่วงลูกใหญ่เท่าบาตรพระ ป่านนี้หัวเราคงไม่แหลกไปแล้วหรือนี่ ดีนะที่พระเจ้าไม่ฉลาดอย่างที่เราคิด...หัวเราก็เลยบวมเพียงนิดหน่อย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ที่เก่งแต่คอยจับผิดผู้อื่น โดยไม่ดูตัวเองนั้น วันหนึ่งเขาจะประสบกับสิ่งที่ทำให้เขาต้องเสียใจอย่างที่สุด เพราะมัวแต่จะติโดยยังไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วน

…………………..