จงอย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา และวาสนา เพราะกรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิต ทำดีก็จะได้ดี ทำชั่วก็จะได้ชั่ว ทำดีอย่างไร จากแนวคิดของ“แจ็ค หม่า” น่าจะนำไปปรับใช้ได้ผล ลองทำดูครับ
อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตาและวาสนา
ดร.ถวิล อรัญเวศ
เมื่อล้ม อย่าท้อ จงลุกขึ้นมา ถอดความและเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ Jack Ma ในงาน World Economic Forum 2015 ที่เมือง Davos, Switzerland ช่วงปีที่ผ่านมา หลายคนคงคุ้นหูชื่อ “หม่า หยุน” หรือ “แจ็ค หม่า” กันเป็นอย่างดี ในฐานะบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในจีน ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Alibaba ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ E-Commerce อย่างที่เรารู้กันว่า ชีวิตของแจ็ค หม่า ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เขาได้ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆผ่านอะไรต่อมิอะไรมาอย่างมากมาย
ด้วยเหตุนี้ ชีวประวัติและ แนวคิดอันน่าทึ่งของเขานั้นน่าสนใจจนผมอยากนำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้ครับ
1. การถูกปฏิเสธไม่ใช่เรื่องน่าอาย
แจ็ค เติบโตมาในยุค 60 หลังสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนชีวิตของเขาโตมาด้วยความยากลำบากเขาไม่ใช่เด็กเก่งอะไรหัวก็ไม่ดี แถมสอบตกเป็นประจำทำให้เขาถูกปฏิเสธรับเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาลัยมานับครั้งไม่ถ้วนพอสมัครเข้าทำงานก็ถูกปฏิเสธอีกกว่า 30 ครั้งช่วงวัยรุ่น แจ็คเคยสมัครเป็นพนักงานร้าน KFC (ที่ตอนนั้นมาตั้งในจีนแล้ว) ตอนนั้นมีคนไปสมัครทั้งหมด 24 คนและเขาก็เป็นเพียงคนเดียวที่ถูกปฏิเสธรับเข้าทำงาน!เช่นเดียวกับมหาลัย Harvard ที่ที่เขาลองยื่นเข้าไปเรียนถึง 10 ครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาทุกครั้ง…
จนเขาพูดอย่างติดตลกกับตัวเองว่าวันหนึ่งฉันจะไปสอนที่นั่นให้ได้ หรือแม้กระทั่งช่วงแรกๆที่เขาต้องระดมทุนเพื่อทำธุรกิจจากกลุ่ม Venture Capitalist ก็โดนปฏิเสธมาหลายต่อหลายครั้งแถมโดนค่อนขอดว่า สิ่งที่เขาทำมัน “ไร้สาระ และ ไม่มีทางเวิร์ค”แต่เขาก็ไม่แคร์ และก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปด้วยความเชื่อมั่นอันเต็มเปี่ยมการถูกปฏิเสธสอนอะไรเรา?เขาบอกว่า มันรู้สึกแย่เสมอเวลาถูกปฏิเสธแต่เราต้องอยู่กับมันให้ได้ย้ำกับตัวเองว่า เรายังไม่ดีพอเป็นแรงผลักดันพัฒนาตัวเราให้ดียิ่งขึ้นและหวังว่าสักวันต้องเป็นวันของเราการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตและมันอาจพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าผมเชื่ออย่างนั้นครับ
2. ภาษาอังกฤษจำเป็นมาก
ในวัยเด็กแจ็ค หม่า เป็นเด็กที่ชอบเรียนภาษามากโดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งสมัยนั้นในจีนยังไม่มีที่เรียนภาษาหรือแม้กระทั่งหนังสือภาษาอังกฤษเลยด้วยใจรักและความขยันหมั่นเพียรเป็นเวลากว่า 9 ปี ที่เด็กชายหม่าออกจากบ้านไปโรงแรม หางโจว ทุกเช้าผูกมิตรกับแขกต่างชาติของโรงแรมเสนอตัวเป็นไกด์นำเที่ยวให้ฟรีเพียงเพื่อต้องการฝึกฝนภาษาอังกฤษบ่อยครั้งเข้า จนนักท่องเที่ยวแปลกใจในความสามารถด้านภาษาของแจ็คว่า สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนชาวตะวันตก (ผมได้ฟังแจ็ค หม่า พูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งแล้วผมทึ่งมาก พูดชัดสุดๆถ้าฟังแค่เสียง นึกว่าเจ้าของภาษาจริงๆ) เขาบอกว่า ทุกสิ่งที่เขาได้รับจากนักท่องเที่ยวที่โรงแรมนั้นแตกต่างจากที่ร่ำเรียนมาในห้องเรียนและได้เปลี่ยนทัศนคติของเขาไปโดยสิ้นเชิงแล้วทำไมถึงต้องชื่อ Jack Ma?
เขาเล่าว่า ชื่อ แจ็ค มาจากนักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งตั้งให้เธอแนะนำว่าควรมีชื่อที่เป็นสากลไว้เพราะชื่อจีน อ่านออกเสียงยากอีกทั้งพ่อกับสามีของเธอชื่อแจ็คเหมือนกันโดยบังเอิญ เห็นว่าชื่อนี้ดีก็เลยเป็นที่มาของชื่อ “Jack Ma”
3. การเดินทางคือโอกาสชั้นยอด
ในปี 1995 ระหว่างที่แจ็ค หม่า เดินทางไปทำงานที่สหรัฐฯ ในฐานะล่าม
และได้ไปหาเพื่อนที่ซีแอตเทิลในตอนนั้นเองเขาได้รู้จักกับคำว่า“อินเทอร์เน็ต” เป็นครั้งแรกซึ่งขณะนั้นยังไม่แพร่หลายในจีนเขาเลยอยากให้คนบ้านเกิดตัวเองรู้ว่าเจ้าสิ่งนี้ “มันเจ๋งแค่ไหน”ไอเดียเกิดจากการที่เขาค้นหาคำว่า“เบียร์” ในอินเทอร์เน็ต ก็พบแต่เบียร์ที่มาจากญี่ปุ่น เยอรมัน ฯลฯ แต่กลับไม่พบการค้นหาใดๆที่มาจากจีนเลยและนั่นจึงเป็นก้าวแรกของเว็บไซต์ China Pages(คล้ายๆสมุดหน้าเหลืองออนไลน์)ก่อนพัฒนามาเป็น Alibaba ในเวลาต่อมาสำหรับที่มาของชื่อ Alibaba แจ็คบอกว่า ต้องการให้มันติดหูให้คนรู้จัก และเป็นสากลอีกทั้งการเริ่มต้นด้วยตัว ทำให้คนเสิช เจอได้ง่ายจากการออกเดินทางทำให้แจ็ค หม่า ค้นพบว่าโลกนี้มีคนมากมาย รอให้เราได้รู้จักและมีโอกาสมากมาย รอให้เราเอื้อมไปคว้ามันมา
4. ให้ความสำคัญกับ”คน”
ลูกค้า> พนักงาน > ผู้ถือหุ้นช่วง 3 ปีแรกที่ทำ Alibaba แจ็คเล่าว่า แทบไม่ได้กำไรบ่อยครั้งเวลาไปทานข้าวที่ร้านอาหารขณะที่แจ็คกำลังจ่ายเงินเจ้าของร้านมักบอกเขาว่า“คุณครับ มีคนจ่ายค่าอาหารให้แล้ว”พร้อมยื่นโน้ตให้ในโน้ตเขียนไว้ว่า“สวัสดีครับ คุณหม่า ผมเป็นลูกค้าบนเว็บ Alibaba อยากขอบคุณคุณจริงๆ ที่ทำให้ผมสามารถทำเงินจาก Alibaba ได้มากผมรู้ว่าคุณไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่งั้นเดี๋ยวผมเลี้ยงค่าอาหารให้คุณเอง”(แจ็คเล่าไปก็ขำไป คนฟังฮากันทั้งห้อง)เรียกได้ว่าช่วงนั้นแจ็คอยู่ได้ด้วยพลังกายและใจของตัวเขาเองและทีมงานล้วนๆเข้าคอนเซปต์ ตัวไม่หล่อ พ่อไม่รวยแบงค์ไม่ช่วย รัฐบาลไม่สนับสนุนและนั่นทำให้เขาเห็นคุณค่าของการทำงานเป็นทีมเป็นอย่างมากนอกจากนี้ หลักการบริหารคนที่ แจ็ค หม่า ยึดถือมาตลอด คือการให้ความสำคัญต่อพนักงานทุกระดับโดยเฉพาะตำแหน่งสูงๆ ในระดับผู้จัดการหรือแม้กระทั่ง CEO, CFO, CPO แจ็คจะให้อำนาจแก่พวกเขาเต็มที่ไว้วางใจคนเหล่านั้นว่าเขาเก่งกว่าเรา
และทำได้ดีกว่าในเรื่องนั้นๆเมื่อทำให้ทีมมีความสุขและเห็นคุณค่าในตนเองพวกเขาจะส่งมอบบริการที่ดีให้แก่ลูกค้าจากนั้นลูกค้าก็จะมีความสุขตามและกลับมาใช้บริการอีก
5. ความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบ
คือหัวใจของธุรกิจจากประสบการณ์ที่เคยทำงานเป็นล่ามให้กับหน่วยงานรัฐบาลมาก่อนแจ็คมีความคิดว่า การทำธุรกิจไม่ควรดึงรัฐบาลมาเกี่ยวข้องธุรกิจ E-Commerce ควรเติบโต
และยืนได้ด้วยตัวของมันเองการทำ E-Commerce ความน่าเชื่อถือความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้า สำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องระบบการจ่ายเงินเพราะจะทำให้บริษัทเดินต่อไปได้แจ็คบอกว่าเขาอยากให้ Alibabaเป็น Online Shopping Siteมากกว่าแค่ E-Market Placeที่ใช้แค่คุยกัน (นานแสนนาน) แล้วก็จบไม่ได้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ Alipay จึงถูกสร้างขึ้นมา โดยได้แรงบันดาลใจจาก Escrow (ตัวกลางสำหรับ โอน/รับเงินเหมือนกับ Paypal)
แม้ว่าช่วงแรกๆจะถูกกระแสคัดค้านจากคนรอบข้างอีกทั้งความเสี่ยงต่อข้อกฎหมายและการติดคุก
หากเกิดการทุจริตในระบบขึ้นมาแต่ก็เขาก็ยืนยันคำเดิมว่า “ต้องมี”และถ้ามีเหตุเกิดขึ้นจริง
ตัวเขาเองก็เพร้อมที่จะติดคุก(เรียกได้ว่าเทหมดหน้าตักเลย)แจ็คเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว และ
เชื่อมั่นในความคิดตัวเองสูงแม้ว่า Alibaba จะโดนกล่าวหาว่าระบบแย่ ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้
แต่เขาก็คิดเสมอว่าตราบใดที่มีคนใช้เยอะแสดงว่ามันยังโอเคอยู่จากนั้นก็ค่อยปรับแก้กันไป จนกระทั่งระบบเริ่มใช้งานได้ดี
6. ช่วยเหลือผู้อื่นก่อน แล้วเงินจะตามมาเอง
ครั้งหนึ่งระบบการจำหน่ายตั๋วรถไฟจีนมีปัญหาทำให้ชาวนาหลายพันคนติดอยู่ที่สถานี
ไม่ได้กลับบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีนรัฐบาลจึงขอความช่วยเหลือมาที่แจ็คและทีมของเขา
แจ็คส่งคนเข้าไปช่วยเหลือทันทีโดยไม่หวังผลตอบแทนและด้วยความทันสมัยของอินเทอร์เน็ต ทำให้คนสามารถซื้อตั๋วผ่านมือถือได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องรอแจ็ค บอกว่า เขาไม่ได้ทำเพื่อหวังผลใดๆ ไม่ได้ทำเพื่อเงิน ไม่ได้ทำเพื่อรัฐบาลแต่เขาทำเพื่อคนนับล้านต่างหากและเขามักพูดกับทุกคนอยู่เสมอว่า“เมื่อคุณมีเงิน 1 ล้านดอลล่าร์นั่นคือเงินของคุณ…เมื่อคุณมีเงิน 20 ล้านดอลล่าร์
คุณอาจมีปัญหาแล้ว…เมื่อคุณมีเงิน 1,000 ล้านดอลล่าร์นั่นไม่ใช่เงินของคุณ…แต่มันคือความเชื่อมั่นที่สังคมตอบแทนให้คุณพวกเขาเชื่อว่า คุณสามารถบริหารจัดการเงินนั้นได้พวกเขายังเชื่ออีกว่าคุณสามารถรู้จักใช้เงินนั้นได้ดีกว่ารัฐบาล และดียิ่งกว่าใครๆ”หลังจากวันที่ Alibabaแจ้งเกิดในตลาดหุ้นนิวยอร์กด้วยสถิติ IPO สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ (ราวๆ 2.5 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ8 แสนล้านบาท !!!)เขาบอกกับทุกคนว่า“นี่คือภารกิจที่ยิ่งใหญ่มาก และเขาจะทำให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของคนทั้งโลกที่มีต่อเขา”
7. ฝันให้ไกลและต้องไปให้ถึง
เมื่อปีก่อน คนจากสถานทูตสหรัฐติดต่อมาที่แจ็ค ต้องการให้เขาช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกันในมลรัฐวอชิงตัน ขายเชอร์รี่แจ็คบอกจะลองดูให้ซึ่งประจวบเหมาะกับมีความต้องการ
สั่งซื้อในจีนอยู่พอดีขณะที่เชอร์รี่ยังอยู่บนต้นอยู่แจ็คเริ่มเปิดให้คน Pre-order เข้ามาจนกระทั่งพร้อมเก็บเกี่ยวเชอร์รี่กว่า 300 ตัน ก็ถูกสั่งซื้อโดยกว่า 80,000 ครัวเรือนในจีนใช้เวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมงของก็ถูกส่งมาถึงแจ็คทำให้ผู้ขายและผู่้ซื้อซึ่งอยู่กันคนละมุมโลกได้มาเจอกันเกิดดีลที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้แถมยัง Win-Win ด้วยทั้งสองฝ่ายตั้งแต่นั้นมาฝันของแจ็คก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเขามีความฝันที่จะสร้างเครือข่ายE-Commerce ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนและชาติอื่นๆทั่วโลกนอกจากนี้เขายังได้ช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กสนับสนุนการค้าขายระหว่างประเทศที่สามารถสร้างรายได้สร้างงานให้กับคนนับล้านและทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น
7. เปี่ยมล้นไปด้วยแรงบันดาลใจ
แจ็คเป็นคนชอบดูหนังมาก โดยเฉพาะหนังฮอลลีวู้ด เรื่อง “Forrest Gump”
ที่เป็นหนังในดวงใจของเขาและยึดถือเป็นต้นแบบในการใช้ีวิตแจ็คเล่าว่า Forrest คือตัวละคร
ที่เราควรเรียนรู้จากเขา ให้มากๆForrest อาจดูเหมือนคนโง่ในสายตาคนอื่น แต่เขาไม่เคยแคร์
เสียงภายในจิตใจ Forrestดังกว่าเสียงจากภายนอกเสมอเขารู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร
และทำไปเพื่ออะไร…สำคัญที่สุดคือ ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำใจสู้และไม่ยอมแพ้“ชีวิตก็เหมือนกับกล่องใส่ช็อคโกแล็ตเราไม่มีวันรู้เลยว่าชีวิตจะเจอกับอะไรบ้าง”ต่อยอดจากประเด็นเรื่องหนัง
แจ็คให้นิยามคำว่า “ฮีโร่” ไว้ว่าในมุมมองของคนอเมริกัน ฮีโร่ คือการที่ตัวเอกผ่านเรื่องแย่ๆมาก่อนก่อนจะพัฒนาตัวเอง ลุกขึ้นสู้จนได้ชัยชนะกลับมาและเป็นฮีโร่ในที่สุดเมื่อมองกลับมาที่หนังจีนเขาพบว่าหลายต่อหลายเรื่องตัวเอกมักตายตอนจบฮีโร่ต้องตายถึงเป็นที่จดจำทำให้คนจีนส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นฮีโร่ด้วยเหตุนี้ แจ็คเลยมีความคิดอยากสร้างหนังที่เกี่ยวกับการสร้างตัว เริ่มต้นจากศูนย์ From Zero to Hero ให้คนจีนได้ดูเพื่อปลุกกระแสคนในชาติว่า“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”
8. ใช้ชีวิตอย่างสมดุล
นอกจากดูหนังฮอลลีวู้ดแจ็คยังชอบอ่านนิยายกังฟูจีนในเวลาเหนื่อยๆหรือท้อแท้หลักการของกังฟูนั้นเรียบง่ายแค่อาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอมีอาจารย์ที่ดีและมิตรสหายข้างกาย
คุณก็สามารถเป็นเจ้าแห่งยุทธภพได้แจ็คดำเนินชีวิตตามปรัชญาไท้เก๊กใช้หลักหยินหยางสร้างความสมดุลให้กับชีวิตและธุรกิจมาโดยตลอดเขาบอกว่าไม่เคยกลัว eBayที่ขนาดใหญ่กว่า คนเยอะกว่า
และเป็นคู่แข่งโดยตรงหากคุณอยู่ข้างบน ฉันจะอยู่ข้างล่างหากคุณตัวใหญ่ ฉันจะทำตัวให้เล็กไว้ และประโยชน์ของการทำตัวให้เล็ก คือสามารถกระโดดได้สูงกว่า ไกลกว่าขณะที่คุณตัวใหญ่กว่า แต่กระโดดไม่ได้ไม่ว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่ล้วนมีจุดอ่อนจุดแข็งแตกต่างกันไปเพียงแต่เราต้องรู้จักยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์และปัญหาทุกเรื่องมีทางออกเสมอธุรกิจคือการแข่งขันและการแข่งขันนั้นเป็นเรื่องสนุกธุรกิจไม่ใช่สนามรบที่ถ้าคุณตายแล้วฉันจะชนะเสมอไปบางทีหากคุณตายฉันอาจไม่มีวันชนะก็เป็นได้ไท้เก๊กสอนอะไรเราเยอะมากๆ
9. ความสำเร็จอยู่ที่ตัวเราเอง
การถ่อมตนคือนิสัยอย่างหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จแม้ว่า Alibaba Group
จะประสบความสำเร็จอย่างมากมายแต่แจ็คก็ยังมองว่า พวกเขายังไม่ดีพอในแบบที่หลายคนคิด Alibaba Group เป็นเพียงแค่บริษัทของคนหนุ่มสาวที่มีอายุ 15 ปีเท่านั้นยังต้องพัฒนาอีกมาก
วิธีดูว่าคนไหนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ให้ดูที่เวลาทำอะไรผิดพลาดคนล้มเหลวจะเริ่มบ่น
และกล่าวโทษคนรอบข้างขณะที่คนสำเร็จจะเลิกโทษคนอื่นและจะหันกลับมามองตัวเองแจ็คกล่าวว่า ถ้าคุณอยากเปลี่ยนโลกคุณต้องเปลี่ยนต้วเองให้ได้ก่อน
10. แบ่งปันความรู้ให้คนรุ่นหลัง
แจ็ควิตกกังวลกับคนหนุ่มสาวสมัยนี้ที่กำลังขาดความหวัง ขาดวิสัยทัศน์และเริ่มบ่นท้อแท้เมื่อชีวิตมาถึงทางตันหลังเกษียณ แจ็คเลยมีความคิดอยากผันตัวเองไปเป็นครูนำประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาสอนให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงแนวคิดเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่
ปัจจุบัน มีคนซื้อขายของบนเว็บไซต์Alibaba กว่า 100 ล้านคน ทุกๆวันสามารถสร้างงาน สร้างรายได้(ทั้งทางตรงและทางอ้อม)ให้คนจีนกว่า 14 ล้านคนความยิ่งใหญ่ของ Alibaba
เริ่มต้นจากทีมงานเพียง 18 คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็น 30,000 คนจากอพาร์ทเมนต์เล็กๆสู่บริษัทยักษ์ใหญ่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วยแต่เกิดจากการทำงานหนักอุทิศแรงกาย แรงใจ มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีNo Pain No Gainชีวิตคนเรา ถ้าไม่เจ็บก็จะไม่จำ ถ้าหากไม่เคยล้มแล้วเราจะรู้วิธีลุกได้อย่างไร?และนี่คือคุณสมบัติ 3 ข้อของคนประสบความสำเร็จจาก แจ็ค หม่า
1. เก่งงาน ทำงานดี มีวิสัยทัศน์
2. เก่งคน เป็นทั้งผู้นำ และผู้ตามที่ดี
3. เก่งพูด แนวคิดดี โน้มน้าวใจผู้ฟัง
แต่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือความมุมานะ พยายามใจสู้ ไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อถอยแม้ว่าจะถูกปฏิเสธมากี่หนแม้ว่าจะล้มมากี่ครั้งแต่ก็ลุกขึ้นมาได้เสมอไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีชายที่ชื่อ “แจ็ค หม่า” เหมือนเช่นทุกวันนี้
ดังนั้น เมื่อได้แนวคิดนี้แล้ว จงอย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา และวาสนา เพราะกรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิต ทำดีก็จะได้ดี ทำชั่วก็จะได้ชั่ว
ทำดีอย่างไร จากแนวคิดของ“แจ็ค หม่า”
น่าจะนำไปปรับใช้ได้ผล ลองทำดูครับ
