Developmental Evaluation : 6. มุมมองของนักประเมิน


สาระในตอนที่ ๖ นี้    ผมตีความจากหนังสือ Developmental Evaluation Exemplars : Principles and Use(2018)  Edited by Michael Quinn Patton, Kate McKegg, and Nan Wehipeihana    บทที่ 14  Developmental Evaluation in Synthesis : Practitioners’ Perspectives   เขียนโดย Kate McKegg  และ Nan Wehipeihana    ผู้เขียนทั้งสองท่านเป็นนักประเมินชาวนิวซีแลนด์  มีประสบการณ์กว่า ๒๐ ปี    และเป็นผู้ชักชวน M. Q. Patton ให้ทำหนังสือเล่มนี้  

นี่คือบทสังเคราะห์ทำความเข้าใจ DE ในมุมมองของผู้ปฏิบัติ    จากตัวอย่างการประยุกต์ใช้ DE ๑๒ ตัวอย่าง  และจากประสบการณ์ของผู้เขียนทั้งสอง

ข้อสรุปสำคัญสำหรับผู้เกี่ยวข้องกับ คือ ต้องยอมรับและเห็นคุณค่าของ “การเรียนรู้ระหว่างทาง”    โดยที่ ณ จุดเริ่มต้นทั้งเป้าหมายและวิธีดำเนินการสู่เป้าหมายยังไม่ค่อยชัดเจนนัก   ผู้เกี่ยวข้องต้องตระหนักว่า “ภูมิทัศน์” ของการเดินทางครั้งนี้ เป็น “ความซับซ้อน” (complexity)    รวมทั้งการประเมินแนว DE จะก่อผลด้านการเปลี่ยนขาด (transformation) ในหลายมิติ รวมทั้งมิติของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง  

ก้าวข้ามขอบเขตของวิธีคิดและภาคปฏิบัติของการประเมิน

เป็นการก้าวข้ามจากวิธีคิดของการประเมินกระแสหลัก สู่การประเมินแนว DE    ซึ่งมีความแตกต่างสำคัญ ๕ ประการคือ

  • การให้ข้อเสนอแนะเชิงประเมิน เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน (ongoing),  เกิดซ้ำ (iterative),  เกิดฉับพลัน (rapid),  และมีการปรับเปลี่ยน (adaptive)    นักประเมินแนว DE จึงต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น พร้อมจะเปลี่ยนแปลง  และต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา   เพื่อรับรู้สถานการณ์ที่เดินหน้า, มีปัญหา, คลี่คลาย,  หรือผุดบังเกิด (emerge)    โครงการพัฒนา (หรือนวัตกรรม) ที่ตกลงกันมักต้องมีวงจรการกำหนดเป้าหมาย การดำเนินการ การใคร่ครวญสะท้อนคิด เป็นวงจรสั้นๆ เพื่อให้ปรับโครงการได้เร็ว    การประเมินแบบ DE  ก็เช่นเดียวกัน    เป้าหมายและแผนที่กำหนดไว้ตอนเริ่มต้น  กับที่ใช้อยู่ตอนจบโครงการ อาจแตกต่างกันอย่างมากมาย    รายงานของการประเมินแบบ DE จึงมักเป็นรายงานแบบฉับพลันเมื่อพบข้อค้นพบสำคัญที่คู่ควรแก่การนำมาใคร่ครวญสะท้อนคิดร่วมกันในหมู่ผู้เกี่ยวข้อง    ไม่ใช่รายงานตามงวดงาน  
  • นักประเมินเชิง DE ทำงานใกล้ชิดและร่วมมือกับผู้ปฏิบัติงานพัฒนานวัตกรรม  พร้อมๆ ไปกับทำงานประเมิน    นี่คือข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด ที่ DE ฉีกแนวไปจากการประเมินโดยทั่วไป     โดยที่ในการประเมินโดยทั่วไป ทีมประเมินต้องแยกขาดจากทีมปฏิบัติงาน    เพื่อให้ผลการประเมินเข้มข้นด้านปรนัย (objectivity)  และมีความน่าเชื่อถือ    โดยนัยนี้ โครงการพัฒนาที่ใช้การประเมินแบบ DE   ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ จะกลายเป็นผู้รับข้อมูล (การประเมิน)  เป็นผู้ร่วมคิดเชิงประเมิน อย่างเอาจริงเอาจัง   และร่วมตัดสินใจ     
  • นักประเมินเชิง DE ทำหลายบทบาท  และผู้ทำงานนวัตกรรมจะกลายเป็นผู้ประเมินด้วย    นักประเมินเชิง DE ทำหน้าที่ ออกแบบการประเมิน  เก็บข้อมูลและวิเคราะห์  รวมทั้งบทบาทกระบวนกร  นักต่อรอง  ผู้ให้คำแนะนำ  ผู้ประนีประนอม  ช่างภาพ/ช่างภาพยนตร์  รวมทั้งเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ชุมชน   โดยผมมีความเห็นว่าบทบาทสำคัญยิ่งคือทำหน้าที่นำวิธีคิดเชิงประเมิน (แนว DE) เข้าสู่ผู้มีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาทุกคน    ซึ่งก็จะมีผลให้ผู้ทำงานนวัตกรรมมีวิธีคิดและพฤติกรรมเชิงประเมินไปด้วย
  • เครื่องมือและวิธีการที่ DE นำมาใช้ มาจากหลากหลายสาขาและหลายศาสตร์     กล่าวได้ว่า DE ใช้วิธีวิทยาจากศาสตร์ใดก็ได้ ตามความเหมาะสมต่อสถานการณ์หรือบริบทของกิจกรรมพัฒนา     ทั้งนี้รวมไปถึงศาสตร์ด้านการจัดการ  วิทยาการว่าด้วยความซับซ้อน   รวมไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น      

 

ความน่าเชื่อถือของ DE

เนื่องจากการประเมินแบบ DE ค่อนข้าง ไร้กระบวนท่า     ความน่าเชื่อถือและการยอมรับจึงเป็นเรื่องสำคัญ     และเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง    จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ในตอนเริ่มต้นการประเมิน ทีม DE จะต้องใช้เวลาและความสามารถ  ทำกระบวนการให้ผู้เกี่ยวข้องรู้จัก DE และเข้าใจว่ามันแตกต่างจากการประเมินโดยทั่วไปอย่างไร    คุณค่าของมันคืออะไร    ในประสบการณ์ของผู้เขียนทั้งสอง    แม้จะทำความเข้าใจแล้ว ในทางปฏิบัติก็จะยังมีคนที่ไม่เข้าใจอยู่ดี    และแสดงความอึดอัด เพราะไม่เหมือนกับการประเมินที่ตนเคยประสบมาก่อน   

มีหลักฐานจากตัวอย่างทางปฏิบัติ ว่า DE สร้างความน่าเชื่อถือมากเสียจน  ผลการประเมินแบบ DE นำไปสู่ข้อสรุปเชิงประเมินผล (summative evaluation) ที่ผู้ให้ทุน และชุมชนที่เกี่ยวข้องมีมติว่าโครงการมีคุณค่าสูงยิ่ง  

จากกรณีตัวอย่างในบทอื่นๆ ของหนังสือเล่มนี้ สรุป ๔ ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความน่าเชื่อถือของ DE ดังนี้

  1. 1. เกิดกรอบแนวทางการจัดระบบการทำงาน    กรอบการปฏิบัติงานร่วมกัน (organizing framework) ระหว่างทีมปฏิบัติงานพัฒนา กับทีมประเมิน เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานทั้งสองทีม (ซึ่งทำงานเสมือนทีมเดียวกัน) ตามในกรณีตัวอย่างในหนังสือ ให้คุณค่ามากที่สุด    จะเห็นว่ากรอบแนวทางการทำงานนี้ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า    แต่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเองจากการทำงาน    จากกระบวนการตั้งคำถามเชิงคุณค่าที่นักประเมินแนว DE ทำหน้าที่กระบวนกร ให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยกันสะท้อนคิด    กรอบระบบงานนี้ไม่คงที่ตายตัว    แต่จะมีพัฒนาการต่อเนื่อง จาการเรียนรู้และปรับตัวของผู้เกี่ยวข้อง
  2. 2. มีข้อมูลซ้อนทับกันตามช่วงเวลา และสอดคล้องกันกับกรอบระบบงาน    ระบบข้อมูลในการประเมินแบบ DE ไม่เป็นระบบที่คงที่แข็งตัวตามมาตรฐาน    แต่การเก็บข้อมูล และระบบข้อมูล จะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท    ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า ปล่อยให้ระบบข้อมูลดำเนินการแบบไม่มีหลักการ    นักประเมินต้องมีความรู้และทักษะในการเก็บข้อมูลให้มีความแม่นตรง    และมีการประมวลให้เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์    โดยต้องยืดหยุ่นไปตามบริบทไม่ยึดมั่นในรูปแบบตายตัว   

   ดังนั้น ระบบข้อมูลของการประเมินแบบ DE จะแยกเป็นช่วงๆ สอดคล้องกับสภาพที่เกิดขึ้นของงานพัฒนา     สำหรับใช้เป็นข้อมูลหลักฐานประกอบการตัดสินใจในช่วงนั้น    และสอดคล้องกับกรอบระบบงาน    และสอดคล้องกับความซับซ้อนของกิจกรรม  

  1. 3. การเก็บข้อมูล รายงาน และการตีความ ออกมาตรงตามเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องต้องการ    ในขณะที่การประเมินแนวอนุรักษ์ รายงานการประเมินจะออกมาตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าอย่างตายตัว     แต่ใน DE สถานการณ์ของกิจกรรมพัฒนานวัตกรรมจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง สาระ และกาละ ของการเก็บข้อมูล และรายงาน    สำหรับนำมาตีความร่วมกันผ่านกระบวนการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection)  ร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งทีมประเมิน   เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเลือกแนวทางดำเนินการต่อ   

  ข้อมูลที่ทุกฝ่ายจ้องค้นหา คือการผุดบังเกิดของสิ่งไม่คาดฝัน  ที่มีความหมาย (ทั้งเชิงบวก และเชิงลบ) ต่อการดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรม   

เมื่อมี “ข้อมูลใหม่” เช่นนี้ ทีมประเมินต้องมีทักษะในการเจรจาปรับโครงการประเมิน    ปรับขอบเขตและประเด็นหลักหรือจุดเน้น โดยพยายามไม่ขยายเวลาและไม่ขยายงบประมาณ     โดยนัยนี้ นักประเมินแนว DE จึงต้องการทักษะสำคัญ ๕ ประการคือ  (๑) เข้าใจบริบทอย่างลึกซึ้ง   (๒) เข้าใจความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เกี่ยวข้องต่างกลุ่ม   (๓) ความเชื่อถือระหว่างกัน ของสามฝ่ายคือ ผู้ให้ทุน  ผู้ดำเนินการพัฒนานวัตกรรม  และผู้ประเมิน   (๔) มีประสบการณ์และทักษะสูงด้านการประเมิน และด้านวิธีวิทยา   (๕) เข้าใจเป้าหมายที่สูงส่งอย่างชัดแจ้ง   

  1. 4. มีการร่วมมือกันตีความคุณค่า    มีการทำความเข้าใจร่วมกันของทุกฝ่ายว่าคุณค่าร่วมที่ต้องการคืออะไร    และมีการร่วมกันตีความคุณค่าของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรือเผยตัวขึ้น    คุณภาพหรือความเอาจริงเอาจังของความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และภายใต้ปฏิสัมพันธ์แบบไว้วางใจกัน  มีความสำคัญมาก   

ดังนั้น ทักษะของผู้ประเมินแนว DE ในด้านทักษะปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ในสถานการณ์ complexity จึงมีความสำคัญมาก   นอกจากทีมประเมินจะต้องเข้าใจธรรมชาติของ complexity อย่างดี    ทีมประเมินต้องมีทักษะในการเอื้ออำนวย (facilitate) ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจธรรมชาติของ complexity ด้วย  

กระบวนการร่วมกันตีความคุณค่า นำโดยการตั้งคำถามเชิงประเมิน (evaluative inquiry)     เป็นคำถามที่เกิดจากการได้รับรู้ข้อมูล หรือเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น    ไม่ใช่ถามลอยๆ    โดยมีหลักการสำคัญ ๒ ประการคือ  (๑) สิ่งใดที่ท่านผู้นั้นเห็นว่ามีความสำคัญต่อกระบวนการสร้างนวัตกรรม   ทำไมจึงคิดว่าสำคัญ   สำคัญอย่างไร   (๒) ข้อคิดเห็นตามข้อ ๑ มีผลต่อการตัดสินใจอย่างไร   มีผลต่อขั้นตอนต่อไปของกระบวนการสร้างนวัตกรรมอย่างไร   

ย้ำว่า ในกระบวนการตีความคุณค่านี้ ต้องมีสิ่งสำคัญ ๒ อย่างคือ (๑) ข้อมูล  (๒) คำถามเชิงประเมิน   และในที่สุดต้องนำไปสู่การตัดสินใจ    โดยต้องไม่หลงรีรอทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์เชิงเหตุกับผลของข้อมูลที่ได้    เพราะจะตัดสินใจได้ไม่ทันกาล         

ความพร้อมต่อการใช้ DE

ความพร้อมประการแรกอยู่ที่นักประเมิน ต้องมีประสบการณ์และความช่ำชองสูง    โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีทักษะในการออกแบบการประเมินให้รองรับการผุดบังเกิด และการหมุนเวียนเป็นวงรอบ    รวมทั้งรู้จักเลือกวิธีการให้เหมาะสมต่อบริบท  และให้ปรับได้ตามสถานการณ์  

ความพร้อมหลัก ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำหรับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มี ๓ ประการคือ

  • ยอมรับความไม่รู้(embrace unknowability)    เพราะกิจกรรมการพัฒนา และการประเมินอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน   และไม่ชัดเจน    และผู้เกี่ยวข้องก็มีความแตกต่างหลากหลาย     แต่เนื่องจากรู้ว่าวิธีประเมินแบบอื่นจะใช้ไม่ได้ผล    จึงยอมรับความเสี่ยงในการใช้ DE
  • กระบวนทัศน์ใคร่รู้(inquiring mindset)    กระบวนทัศน์นี้นำไปสู่การตั้งคำถามเชิงลึก  ที่เป็นคำถามเชิงประเมิน    การร่วมกันใคร่ครวญสะท้อนคิด  และร่วมกันตีความหาความหมาย   
  • อดทนพากเพียร(perseverance)    ซึ่งนำสู่การเทใจลงแรง    ร่วมกันฟันฝ่า

ความพร้อมทั้ง ๓ ประการนี้ ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างกัน      

บทบาทและความรับผิดชอบของนักประเมินแนว DE

บทบาทและความรับผิดชอบสำคัญที่สุดคือ สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่การประเมินแนว DE    โดยมีรายละเอียดของ ความพร้อม (readiness),  บทบาท (roles),  และความรับผิดชอบ (responsibilities)  ดังในตาราง

ความพร้อม บทบาท และความรับผิดชอบ ความท้าทาย ยุทธศาสตร์ และบทเรียน
ความพร้อม (ทั้งระดับบุคคล และองค์กร)
  • ก. มีประสบการณ์เพียงพอ /         มีความคล่องตัว และความ สามารถในการปรับวิธีวิทยา / มีความสามารถในการดำเนินกิจกรรม DE
  • ข. ความสามารถในการอยู่กับความไม่รู้
  • ค. เปิดกว้างต่อการเรียนรู้และการตั้งคำถาม
  • ง.  มีความอดทนและความกล้าหาญยามเผชิญความยากลำบาก



  • ก. ประเมินขีดความสามารถอย่างตรงไปตรงมาทั้งระดับบุคคล  ระดับทีม  และระดับองค์กร    จ้างที่ปรึกษา  หากจำเป็น  
  • ข. สร้างความมั่นใจว่าผู้นำองค์กรและผู้นำการเปลี่ยนแปลงภายในพร้อมที่จะลอง    และอดทนต่อความไม่แน่นอนและความไม่ชัดเจน
  • ค. สร้างความมั่นใจว่ามีการบรรจุการตั้งคำถามเชิงประเมินเข้าไปในกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แรกเริ่ม  และในทุกระดับของระบบ
  • ง. ให้ความสำคัญสูงต่อการพัฒนาและธำรงความสัมพันธ์บนฐานของความไว้วางใจต่อกัน  เชื่อมโยงกับการมีแรงบันดาลใจและเชื่อในคุณค่าร่วมกัน
บทบาท
  • ก. อธิบาย DE
  • ข. ทำให้ DE น่าเชื่อถือ
  • ค. สร้างแนวร่วม
  • ก. การอธิบายนี้ต้องทำต่อเนื่อง  ไม่ใช้นำเสนอเฉพาะตอนเริ่มต้นเท่านั้น
  • ข. พุ่งเป้าที่ เป้าหมายอันทรงคุณค่าของ DE รวมทั้งวิธีการและเครื่องมือ
  • ง. ตระหนักอยู่เสมอว่าต้องมุ่งสร้างภาวะผู้นำและแนวร่วมในการใช้คำถามเชิงประเมิน  ไม่ใช่รอให้เกิดขึ้นเอง
ความรับผิดชอบ
  • ก. ทำให้มุมมองที่หลากหลายได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง
  • ข. มีการหาความหมายเชิงลึกร่วมกัน ภายใต้แนวคิดเชิงระบบ และความซับซ้อน 
  • ก. หน้าที่ของนักประเมินแนวDE  คือ ทำให้การมีส่วนร่วมและความร่วมมือเกิดขึ้นอย่างแท้จริง    โดยที่มุมมองที่หลากหลายได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาร่วมกัน
  • ข. ดูแลว่านักพัฒนานวัตกรรมทุกคน และนักประเมินทุกคนเข้าใจ systems thinking และ complexity thinking  รวมทั้งการปฏิบัติตามแนวคิดดังกล่าว    ดูแลให้มีพื้นที่และเวลาสำหรับให้คนเหล่านั้นได้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง  เพื่อฟังกัน และเพื่อหาความหมายเชิงประเมิน ด้วยการคิดทบทวนอย่างรอบคอบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า    

๕ คำถามเพื่อเตรียมความพร้อมสู่นักประเมินแนว DE

ผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักประเมินแนว DE พึงถามตนเองด้วย ๕ คำถามต่อไปนี้

  • ก. คุณพร้อมแอ่นอกรับคำเยาะว่า  DE เป็นแค่แฟชั่นใหม่   หรือเป็นวิธีการที่เสี่ยง และไม่ลึกซึ้งพียงพอ หรือไม่    หากคุณเข้าใจทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลัง DE อย่างถ่องแท้ คุณจะไม่กลัวสถานการณ์นี้    และจะสามารถเผชิญสถานการณ์นี้ได้อย่างมั่นใจ
  • ข. คุณพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและไม่ชัดเจนหรือไม่    คุณจะจัดการตนเองและคนอื่นอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น   นี่คือสถานการณ์ที่นักประเมินแนว DE ทุกคนต้องเผชิญ  เป็นสถานการณ์ชวนท้อ  และน่าหวาดหวั่น    แต่หากท่านทำงานเป็นทีม    จะมีคนที่ช่วยให้ฝ่าวิกฤตินี้ได้
  • ค. คุณพร้อมที่จะทำงานอย่างฉับไว ในการเก็บข้อมูลหลากหลายด้าน อย่างเป็นระบบ    ทันทีที่ได้รับแจ้ง หรือไม่    คุณพร้อมที่จะทำรายงานที่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ   พร้อมทั้งให้ feedback  จัดกระบวนการใคร่ครวญสะท้อนคิด  และตีความ  ร่วมกับลูกค้าเป็นรายคน  รายกลุ่ม และเป็นองค์กร หรือไม่   จะเห็นว่า นักประเมินแนว DE ต้องตอบสนองเร็วต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น    และต้องแม่นยำด้านวิธีวิทยา (แต่ก็มีความยืดหยุ่นด้วย)       
  • ง. ตัวคุณและบุคคลแกนนำในโครงการ ในองค์กร หรือในกลุ่มที่คุณกำลังจะร่วมงานด้วย พร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันและกันหรือไม่   คุณคิดว่าพวกเขาพร้อมต้อนรับคุณลงเรือลำเดียวกันหรือไม่   ประเด็นสำคัญคือ นักประเมินแนว DE ต้องได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อถือ จากผู้เกี่ยวข้อง    และนักประเมินต้องมีทักษะประเมินความพร้อมของผู้จะเป็นลูกค้า ว่าพร้อมที่จะให้เวลาแก่การสร้างความสัมพันธ์แบบไว้วางใจต่อกันและกันกับฝ่ายต่างๆ หรือไม่    หากมีท่าทีว่าจะไม่มีเวลาให้  มีความเสี่ยงสูงมากที่จะใช้ DE ไม่สำเร็จ
  • จ. คุณ และองค์กร หรือกลุ่มที่คุณจะทำงานด้วย พร้อมแค่ไหน ที่จะร่วมกันรับผิดชอบการกำหนดกิจกรรมการประเมิน  ต่อรองค่าใช้จ่าย  และกรอบเวลาส่งมอบผลงานที่ไม่เป็นไปตามแบบแผน    ทรัพยากรที่เพียงพอ และมีความยืดหยุ่น มีความสำคัญต่อความสำเร็จของ DE    นักประเมินแนว DE และผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำความเข้าใจให้ชัดเจน  และร่วมกันกำหนดทรัพยากร ซึ่งหมายถึงงบประมาณและเวลา    รวมทั้งต้องเจรจาสิ่งส่งมอบให้ชัดเจนด้วย   

เนื่องจากงานของ DE มากกว่างานของการประเมินกระแสหลัก    ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ DE จึงสูงกว่า    เหตุผลคือ นอกจากการเก็บข้อมูลคล้ายคลึงกับการประเมินกระแสหลักแล้ว     ทีมงาน DE ยังต้องดำเนินกระบวนการใคร่ครวญสะท้อนคิดร่วมกันในหมู่ผู้เกี่ยวข้อง  เพื่อร่วมกันตีความหาความหมายต่อแนวทางการดำเนินการของโครงการพัฒนานวัตกรรม     รวมทั้งร่วมกันตัดสินใจเลือกแนวทางดำเนินการต่อ     

ในการเจรจางบประมาณ ทีม DE ควรเจรจางบประมาณทั้งก้อน    และเจรจาให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณนั้น    เนื่องจากงาน DE มีลักษณะไม่แน่นอน  และมีประเด็นสำคัญให้ต้องทำโผล่ออกมาได้เสมอ

จะใช้ DE ต้องมีความกล้าหาญและอดทน

เป้าหมายที่แท้จริงของ DE คือการได้เห็นผลการเปลี่ยนระบบ ส่งผลให้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากดีขึ้น    โดยทีมงาน DE ทำงานร่วมกับทีมพัฒนานวัตกรรม บนพื้นฐานของความเป็นจริง ที่ย่อมไม่ราบรื่นเสมอไป    หรือในความเป็นจริง งาน DE ต้องฟันฝ่ามากกว่างานประเมินกระแสหลักอย่างมากมาย    เริ่มจากต้องกล้าเริ่มงานในสภาพที่มีความซับซ้อน ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน    กล้าทำงานนอก “พื้นที่ปลอดภัย” (comfort zone) ของตน    และในเส้นทางการดำเนินการก็จะต้องพร้อมเผชิญผลที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย   ต้องพร้อมที่จะลองใหม่และลองใหม่และลองใหม่ โดยไม่เสียขวัญ ไม่ย่อท้อ    ต้องถือว่า เป็นการทำงาน “ทดลองความจริง” อย่างต่อเนื่อง   

ในที่สุดความกล้าหาญและอดทนมานะพยายามของทีม ก็จะให้ผลตอบแทนอย่างคุ่มค่าของความเหนื่อยยาก    เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และมีผู้คนจำนวนมากมีชีวิตที่ดีขึ้น           

วิจารณ์ พานิช

๑๒  ส.ค. ๖๓


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)