เมื่อวานนี้ (๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓) มีโอกาสไปนิเทศนิสิตที่ ร.ร.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย เป็นครั้งแรกที่ได้ไปโรงเรียนดังแห่งเมืองร้อยเกิน แม้จะเป็นภูมิลำเนาเก่าเกิดของผมเอง  โรงเรียนขนาดใหญ่ดีตรงที่มีความพร้อมมากสำหรับการจัดการศึกษาให้นักเรียนสามารถทดลองวิทยาศาสตร์ได้ตามคำแนะนำในหนังสือเรียนของ สสวท. หากโรงเรียนให้ความสำคัญในการฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะเยี่ยมยอดมาก  

นิสิตคนที่ ๑

นิสิตคนที่ ๑ สอนเรื่อง ระบบการไหลเวียนเลือด ตอน องค์ประกอบของเลือด วิธีการสอนเป็นแบบกิจกรรมกลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มสังเกตลักษณะของเม็ดเลือดแดงผ่านกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงจากสไลด์เลือดมนุษย์ บรรยายกาศการเรียนรู้เหมือนอยู่ในห้องปฏิบัติพื้นฐานในห้องมาตรฐานมาก หากทุกโรงเรียนมีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ก็น่าจะดีไม่น้อยเทียวครับ 

ปัญหาที่นิสิตหนักใจมากที่สุดคือ "การคุมห้อง" ฟังว่า ไม่สามารถที่จะควบคุมบรรยายกาศการเรียนการสอน  ผมสังเกตว่า นิสิตจะคอยควบคุมด้วย "คำสั่ง" เงียบ.....  ตรบมือ ๑ ครั้ง.... อยู่เป็นระยะ เพื่อที่จะสร้างความเงียบและต้องการให้นักเรียนฟังสิ่งที่ครูกำลังจะ "บอกความรู้" ให้นักเรียน 

ได้นั่งคุยกับนิสิตคนที่ ๑ นานพอควร เสนอข้อแนะนำ ๕ ประการ แบบละเอียด และเขียนเป็น "ท่อนคำ" เพื่อให้เราสองคนระลึกความจำรายะละเอียดเหล่านั้นได้  

๑) เปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง "การควบคุม"   การสอนแบบควบคุมให้ฟัง การบังคับให้เรียนโดยตรงแบบเดิมที่เราเคยถูกกระทำมาตลอดตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้  ไม่อาจจะใช้ได้แล้วสำหรับนักเรียนยุคเจนเนอร์เรชั่นแซดและอัลฟา  เปลี่ยนจากการควบคุมโดยตรง เป็นกลยุทธ์ในการสร้างแรงบันดาลใจและความท้าทายด้วยกิจกรรมทำเดี่ยว และควบคุมสติและสมาธิโดยไม่ให้รู้ตัว 

๒) เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการสอน "ลดการสอนแบบบอก" ลดการสอนแบบป้อนความรู้  (ศ.นพ.วิจารณ์ ท่านพูดถึงเรื่องนี้มาแล้วกว่า ๑๐ ปี) เมื่อต้องการจะป้อนความรู้ด้วยวิธีการบอกให้ฟัง จึงพยายามที่จะควบคุมให้นักเรียนฟัง เงียบฟัง ดังนั้น หากตั้งหลักถูกตรงกัน ข้อเสนอนี้กับข้อแรกจึงสอดคล้องกัน 

๓) จงเป็นครูวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ ...  สมัยนี้มีสื่อวีดีโอมากมาย สารคดีมากมาย ภาพจริง ๆ หาได้ไม่ยากในอินเตอร์เน็ต จงเป็นจักสะสมคลิป และนักสะสมสื่อการสอน หรืออย่างน้อยก็เป็นนักสืบค้นสื่อการสอน 

๔) สอนเชื่อมโยงชีวิตจริงเสมอ สอนให้ไปถึงขั้น "นำไปใช้เสมอ" ยกตัวอย่าง สอนเรื่องเม็ดเลือด ก็หาสื่อเกี่ยวกับคนเป็นโรคเกี่ยวกับเม็ดเลือดมาเล่าเชื่อมโยง เป็นต้น 

๕) หน้าที่หลักของครูวิทย์ คือ ปลูกฝัง "จิตวิทยาศาสตร์" และ ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน เรื่องอื่น ๆ  เป็๋นรายละเอียดประกอบ  

ผมบอกนิสิตว่าทุก ๆ ปี อาจารย์จะเขียนข้อเสนอแนะลักษณะนี้ไว้ให้อ่าน เพื่อนำไปปรับ ทุก ๆ ปี นิสิตแต่ละคนก็จะมีเทคนิคต่าง ๆ มาใช้ประกอบการสอน ซึ่งข้อเสนอแนะของอาจารย์นั้นคล้าย ๆ กัน ต่างไปก็เพียงบริบทและรายละเอียด จึงแนะนำให้ลองสืบอ่านดูทางเว็บ (คลิกที่นี่)

นิสิตคนที่ ๒

นิสิตคนที่ ๒ สอนเรื่อง สมบัติทางกายภาพของสสาร นิสิตมีความมั่นใจ และบุคลิกที่มีพลังมาก และทั้งเอกสารแผนการสอนและการเตรียมตัวเป็นไปอย่างเรียบร้อยมาก อาจารย์จึงไม่ห่วงอันใด และดีมากที่พยายามสร้างการเรียนรู้ที่เด็ก ๆ ได้สัมผัสของจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง  และจะดีมากถ้านักเรียนได้เป็นผู้วัดคุณสมบัติการนำไฟฟ้าด้วยตนเอง...

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของอาจารย์ทั้ง ๕ ข้อข้างต้น ก็ยังคงอยากจะฝากไว้เหมือนกัน 

ขอเป็นกำลังใจให้กับครูผู้สร้างอนาคตของชาติต่อไปครับ