ประมาณว่า ในประเทศไทยมีเด็กในวัยเรียนอยู่นอกระบบการศึกษา ๒ - ๓ ล้านคน ถือเป็นการสูญเสียของชาติ    ทำให้พลเมืองที่จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคตขาดการพัฒนา     เติบโตไปเป็นพลเมืองที่ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร   

ผมโชคดี ที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในหน้าที่ “ผู้ยุยง” แก่ผู้เข้าไปทำหน้าที่สร้างกลไกพัฒนาเด็กเหล่านี้โดยตรง    ใน ๓ จุด คือที่ (๑) กสศ.   (๒) มูลนิธิสยามกัมมาจล  และ (๓) สกว. ที่เดี๋ยวนี้กลายเป็น สกสว.

กสศ. มีหน้าที่โดยตรงในการทำงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา     เด็กที่ไม่ได้เข้าระบบการศึกษา หรือที่หลุดออกไปจากระบบการศึกษา ถือเป็น “ผู้ด้อยโอกาส”    ไม่ได้รับความเสมอภาค

มูลนิธิสยามกัมมาจล ในยุคสิบกว่าปีที่ผ่านมามีวิสัยทัศน์ทำงานเป็น catalyst ต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนของประเทศ    ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ทำหน้าที่พัฒนา “คานงัด” ให้ระบบพัฒนาเด็กและเยาวชนมีความเข้มแข็ง     เน้นทำงานสนับสนุนทีมทำงานในพื้นที่ ด้วยทุนสนับสนุน และกระบวนการเรียนรู้สนับสนุน    ที่ถือได้ว่ามีลักษณะจำเพาะของการทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนา     ทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ และผู้ทำงานในองค์กรภาคี เกิดการเรียนรู้อย่างมากมาย    สมรรถนะในการทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนของมูลนิธิเป็นที่ยอมรับ    และได้นำไปใช้ในงานใหญ่ๆ ของบ้านเมือง เช่น การพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา     การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา  

กล่าวใหม่ได้ว่า มูลนิธิสยามกัมมาจลได้สร้างนวัตกรรมในการทำหน้าที่ เอ็นจีโอ เพื่อการพัฒนา    

ส่วน สกว. มีหน้าที่สนับสนุนการวิจัย  หลากหลายด้าน รวมทั้งด้านการศึกษา  

ที่จริงมีหน่วยราชการที่มีหน้าที่ดูแลเด็กและเยาวชนเหล่านี้ ได้แก่ กศน. (การศึกษานอกโรงเรียน)   และกระทรวง พม.   ซึ่งทำงานแบบราชการ ประสิทธิผลจึงน้อย      

เมื่อเกิดเหตุการณ์โควิด ๑๙ ระบาด    กสศ. ก็มีโครงการเอางบประมาณไปหนุนการดูแลเด็กเหล่านี้ ผ่านกลไกราชการ    ในฐานะที่ปรึกษา ผมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเอาเงินไปใช้ดำเนินการในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าไม่ค่อยได้ผล    ผมจึงรอดูว่า ในที่สุดเงินจำนวนนี้จะช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้จริงจังแค่ไหน

วิจารณ์ พานิช

๖ ส.ค. ๖๓