ความนำ

  สื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเรียนรู้และการพัฒนาการของมนุษย์ และไม่อาจปฎิเสธได้ว่าสื่อนี้เองสามารถส่งผลกระทบทั้งในเชิงสร้างสรรค์และผลกระทบในเชิงลบให้กับผู้รับสื่อ โดยเฉพาะ กลุ่มเด็ก เยาวชนและครอบครัว มีการศึกษาวิจัยในหลายชิ้นที่ค้นพบว่า สื่อมีพลังอำนาจอย่างสูงในการปลูกฝังค่านิยมเรื่องเพศ ความรุนแรง และบริโภคนิยม ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และในหลายต่อหลายครั้งที่เราจะพบว่าสื่อได้กลายเป็นต้นเหตุของการโน้มนำสู่การกระทำที่ไม่สมควร เช่น ในกรณีของสื่อลามกอนาจาร สื่อความรุนแรงที่ได้กลายเป็นสาเหตุของการกระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ

  ในยุคสารสนเทศและการสื่อสาร ข้อมูลข่าวสารกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต พบว่าในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น ถูกแวดล้อมไปด้วยสื่อหลายประเภทและในแต่ละวันเราจะต้องบริโภคสื่ออย่างน้อย ๑ สื่อจากสื่อหลายประเภท กล่าวคือ (๑) โทรทัศน์ (๒) อินเทอร์เน็ตและเกม (๓)ภาพยนตร์ และ (๔) สื่อสิ่งพิมพ์

  ซึ่งหากพิจารณาโดยเปรียบเทียบระหว่างสื่อประเภทต่างๆ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้ง สื่ออินเทอร์เน็ต พบว่าสื่อโทรทัศน์ยังนับเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อประเภทอื่น เพราะโทรทัศน์เป็นสื่อสารสนเทศในบ้านชนิดแรกที่เด็กได้รับ จึงมีการเปรีบเทียบว่าโทรทัศน์เปรียบเสมือนหน้าต่างบานแรกสู่โลกและชีวิต นอกจากนั้น ยังพบว่า จำนวนของเครื่องรับโทรทัศน์มีใช้อย่างกว้างขวางและมีใช้ครอบคลุมในทุกครัวเรือนในสังคมไทย และสามารถเข้าถึงคนได้ง่ายทุกเพศ ทุกวัย และทุกสถานะทางการศึกษาและสถานะทางสังคม ดังนั้นในแต่ละวันมนุษย์ในสังคมไทยส่วนใหญ่จึงนิยมบริโภคสื่อจากโทรทัศน์ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก และเยาวชน

   โดยผลจากการสำรวจภาคสนามในประเด็นเรื่องผลกระทบของสื่อโทรทัศน์ที่มีผลต่อเด็ก เยาวชน พบผลโดยทั่วไปว่าเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาว่าชมโทรทัศน์มากที่สุด การนั่งชมโทรทัศน์เป็นกิจกรรมในครอบครัวที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นร้อยละ ๙๘ โดยระหว่างวันจันทร์ถึงศุกร์เด็กใช้เวลาชมรายการโทรทัศน์เฉลี่ย ๓.๙ ชั่วโมงต่อวัน และเพิ่มเป็น ๕.๕๑ ชั่วโมงต่อวันในวันเสาร์และอาทิตย

   ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณของสื่อในกลุ่มต่างๆ ทั้งส่วนของสาระ บันเทิง ข่าว ตามประกาศสำนักงานเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต กรมประชาสัมพันธ์ เรื่องกำหนดสัดส่วนเวลาออกอากาศ รายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ลงวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๙  โดยในส่วนของสัดส่วนของวิทยุโทรทัศน์ ให้มีรายการประเภทข่าวและความรู้ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๑๕ ประเภทบันเทิง ไม่เกินร้อยละ ๖๕ ประเภทโฆษณาและบริการธุรกิจ ไม่เกินร้อยละ ๒๐ โดยในปี พ.ศ.๒๕๔๖ มีการศึกษาพิจารณาตามสัดส่วนรายการที่สถานีโทรทัศน์ได้แจ้งไว้ในเอกสารสัญญาของสถานีการจัดสัดส่วนรายการ พบว่า ในแต่ละสถานีมีการนำเสนอรายการบันเทิงมากกว่าร้อยละ ๖๕ ทั้งสิ้น [1] โดยจำนวนรายการโทรทัศน์ที่ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชน ในปีพ.ศ.๒๕๔๖ ลดลงร้อยละ ๔.๗๕ เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ.๒๕๓๖  ทั้งนี้ยังพบว่าในปีพ.ศ.๒๕๔๖ ช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๖ รายการโทรทัศน์สำหรับการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้มีเวลาออกอากาศเพียง ๔๕ ชั่วโมง ๒๒ นาที ต่อสัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ ๔.๙๔ ของเวลาออกอากาศทั้งหมด [2]

  ประกอบกับเมื่อศึกษาถึงสาระของรายการโทรทัศน์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ระหว่างช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุดคือ ๑๖.๐๐ น.- ๒๒.๐๐ น. พบว่ามีการนำเสนอเนื้อหาด้านเพศ ความรุนแรง และการเหยียดคนบางกลุ่มแทรกอยู่ทุกเรื่อง โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม จากการวิเคราะห์รายการละครของสถานีโทรทัศน์ผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากสื่อโทรทัศน์กับการใช้ความรุนแรงในกลุ่มเยาวชน : กรณีศึกษานักเรียน / นักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร [3] จำนวน ๑,๕๐๐ คน พบว่า ประมาณร้อยละ ๗๒.๑ นิยมชมรายการโทรทัศน์ทุกวัน และกลุ่มตัวอย่างนี้ ร้อยละ ๓๙.๘ รับชมรายการโทรทัศน์เฉลี่ยวันละ ๓-๕ ชั่วโมง นอกจากนั้นแล้ว ยังพบอีกว่า รายการโทรทัศน์นำเสนอภาพของความไม่เหมาะสมทั้งในเรื่องความรุนแรง เช่น การขว้างปาสิ่งของ  การทำร้ายร่างกาย การใช้อาวุธ และการใช้ภาษาหยาบคาย การแสดงออกทางเพศที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยมีปริมาณที่มากขึ้น

   อีกทั้ง สื่อสารสนเทศประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทต่างๆ เช่นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่การร์ตูน ซึ่งมักจะปรากฏภาพของความรุนแรง ภาพที่นำเสนอเรื่องเพศที่ไม่เหมาะสม ในพื้นที่หน้าสื่อสิ่งพิมพ์ในปริมาณที่มาก และมีความต่อเนื่องทำให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก เยาวชน

   หรือแม้แต่ภาพยนตร์ ที่นำเข้ามาฉายจากต่างประเทศและทั้งที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉลี่ยพบว่ามีจำนวนกว่า ๒๐๐ เรื่องในแต่ละปี และในบรรดาภาพยนตร์เหล่านี้มักจะมีเนื้อหาที่ประกอบด้วยภาพของความรุนแรง ภาพในเรื่องเพศที่ไม่เหมาะสม ภาพของภาษาที่ไม่เหมาะสม ล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสมให้กับผู้บริโภค

    ไม่เพียงเท่านั้น สื่ออินเทอร์เน็ต เกมคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ก้าวเข้ามีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ต่อเด็ก เยาวชนเป็นอย่างมาก พบว่า ปริมาณของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โทรศัพท์เคลื่อนที่ และ ปริมาณของการใช้อินเทอร์เน็ต และปริมาณของคนที่เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในยุคแรกของการใช้อินเทอร์เน็ตเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เพียง ๓๐ คน เป็นประมาณ ๗ ล้านคน ในปัจจุบัน ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มนุษย์เรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาในกรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมากขึ้นทุกขณะ

    เวลาเดียวกันนี้เอง รูปแบบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของมนุษย์ มีผลกระทบต่อความมั่นของมนุษย์มากขึ้นตามลำดับ เรามักจะได้ยินข่าวคราวของเว็บไซต์ลามกอนาจาร ปัญหาเรื่องของไวรัส การก่อกวนระบบ เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นของประเทศ รวมไปถึง ข่าวคราวของการหมิ่นประมาทผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การล่อลวงผ่านการแช็ต หรือการสนทนาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ปัญหาเรื่องเกมคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ที่สร้างผลกระทบเชิงลบที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้เล่น หรือแม้แต่ ปัญหาเรื่องคลิปวีดีโอผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ การใช้กล้องถ่ายรูปในโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการแอบถ่าย เป็นต้น

     จะเห็นได้ว่า สื่อต่างๆที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน มักจะปรากฏเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทั้งในเรื่องของภาษา ความรุนแรง และเรื่องเพศ ในขณะที่ สื่อที่นำไปสู่การส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชนและครอบครัว ยังมีอยู่ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ สาเหตุของปริมาณที่มากของสื่อที่ไม่เหมาะสม และ การที่ถูกแวดล้อมด้วยสื่อที่เป็นพิษต่อกระบวนการการเรียนรู้จากสื่อหลายประเภท ล้วนเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการโน้มนำพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนให้เกิดการเลียนแบบในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และในบางครั้ง นำไปสู่การกระทำความผิด ดังที่เห็นตัวอย่างที่ขัดเจน จากรณีของเด็กนักเรียนนำปืนมาไล่ยิงเพื่อนในโรงเรียนเพราะกระทำการตามแบบอย่างที่เห็นในโทรทัศน์ หรือแม้แต่ การเลียนแบบพฤติกรรมในเกมคอมพิวเตอร์ที่ผู้เล่นเกมสมมุติบทบาทเป็นโจรขโมยรถ จนกระทั่งเด็กเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าวในชีวิตจริง รวมทั้งการแอบถ่ายผู้อื่นโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด

        ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลียนแบบเนื้อหาของสื่อที่ไม่เหมาะสมจนอาจถึงขั้นการกระทำความผิด จำเป็นที่จะต้องสร้างกระบวนการจัดการปัญหาของสื่อในฐานของต้นเหตุของปัญหาประการหนึ่งที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพในการทำงานเชิงปฏิบัติการ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างยุทธศาสตร์ในการจัดการปัญหาด้านสื่อทั้งในเชิงการส่งเสริมสื่อที่สร้างสรรค์ การปราบปรามสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ และการควบคุมสื่อ

อ่านต่อ ฉบับสมบูรณ์



[1] เป็นผลมากจากการศึกษาวิจัย เรื่อง สภาพคุณภาพเนื้อหาของรายการวิทยุโทรทัศน์ ในชุดโครงการสื่อมวลชนเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ โครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก โดย ผศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ,หน้า๒๕๔๖
[2] เป็นผลมาจาการศึกษาวิจัยของโครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ,๒๕๔๘
[3] เอกสารแนบท้ายหมายเลขที่ ๕ รายงานผลการศึกษาวิจัยภาคสนามเรื่องสื่อโทรทัศน์กับการใช้ความรุนแรงในกลุ่มเยาวชน : กรณีศึกษานักเรียน / นักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร ของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ