สาระใน Harvard Lecture : ‘No specific skill will get you ahead in the future’ – but this ‘way of thinking’ will (1)  สวนทางกับความเชื่อเดิม    ที่คนนิยมเรียนสายวิชาชีพ  เพื่อให้มีทักษะเฉพาะ สำหรับการทำงาน และช่วยให้มีชีวิตที่ดี    แต่ปาฐกถานี้บอกว่า สภาพนั้นไม่เป็นจริงสำหรับอนาคต    ตามชื่อของปาฐกถา

สมัยก่อนจนปัจจุบัน คนนิยมเรียนเพื่อความชำนาญเฉพาะด้าน  และเจาะลึกและแคบลงไปเรื่อยๆ    เช่นเรียนหมอ  แล้วฝึกอบรมเฉพาะทางต่อด้านศัลยกรรม    แล้วเฉพาะทางด้านผ่าตัดหัวใจ    เน้นผ่าตัดหัวใจเด็ก    เน้นผ่าซ่อมแซมลิ้นหัวใจ    นี่คือการเรียนรู้ฝึกฝนแนวลึก    ซึ่งที่จริงแม้ในปัจจุบัน (และอนาคต) ก็ยังมีคุณค่าอยู่

แต่ในโลกสมัยใหม่  สมรรถนะด้านกว้าง ที่ช่วยให้มีความยืดหยุ่น และปรับตัวได้เร็ว ทำงานได้หลายบทบาท เป็นคุณสมบัติที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ    การเรียนสาขาแนวกว้างจึงมีจุดแข็งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับในสังคมไทย คงต้องย้ำให้ดี    ว่าการเรียนแนวกว้างไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเป็นคนที่ตื้น    คิดได้ไม่ลึก    คนที่เรียนสาขาแนวกว้าง ที่เรียกว่าเป็น generalist   หมายความว่าไม่เป็น specialist ที่มีการฝึกทักษะชุดใดชุดหนึ่งอย่างเข้มงวดกวดขันอย่างยาวนาน จนมีความชำนาญในศาสตร์นั้น    แต่เป็น generalist ที่รู้กว้าง เข้าใจกว้าง และที่สำคัญ คิดเป็น    ย้ำว่าฝึกคิดเชื่อมโยงเป็น    เกิดการเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง นำไปใช้ในต่างสถานการณ์ได้ ที่เรียกว่า เรียนได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับ transfer    ดังที่ผมเขียนไว้ในบันทึกชุด ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง (2)     ซึ่งหมายความว่า การศึกษาที่สร้างพลเมืองคุณภาพสูงนั้น  ต้องจัดให้นักเรียนได้เรียนรู้ในระดับ transfer จนเป็นนิสัย    เกิดการพัฒนาเป็นคนที่คิดเป็น คิดได้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง จนเป็นนิสัย     เมื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขา general education หรือ liberal arts ก็ไม่เป็นคนที่รู้ตื้นๆ หรือผิวเผิน      

ที่จริงการเป็นคนกว้าง ยืดหยุ่น และปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่ขึ้นกับเรียนสาขาอะไรเป็นปัจจัยหลัก    แต่ขึ้นกับการฝึกฝนตนเองในช่วงทำงาน และดำเนินชีวิต เน้นเรียนรู้ฝึกฝนตนเองด้านลึกหรือด้านกว้าง     ผมมีความเห็นว่าการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านการทำงาน และผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด    ซึ่งหมายความว่า ผู้นั้นต้องมีทักษะใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างลึก (critical reflection)    และหมั่นนำข้อมูลจากประสบการณ์มาใคร่ครวญไตร่ตรอง ตรวจสอบกับความรู้เชิงทฤษฎี (ซึ่งสมัยนี้หาง่ายมาก) เพื่อการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง เป็นปรกติวิสัย

บทความเรื่อง Why deep generalists may soon replace specialists at the workplace (3)     บอกว่า คนที่ชีวิตเข้าสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเร็วเกินไปไม่ดี ด้วยเหตุผล ๓ ประการ คือ  (๑) ยังไม่รู้ว่าตนเองชอบอะไร  (๒) บั่นทอนสมรรถนะด้านการคิดแหวกแนว (lateral thinking) ซึ่งเป็นสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับนวัตกร   และ (๓) นำไปสู่การยึดติดชุดความคิดที่คับแคบ  มีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ เพียงมุมมองเดียว   

เขาบอกว่า ยุค AI และ automation   ต้องการคนที่เป็น deep generalist    ซึ่งหมายถึง คนที่รู้หลายอย่าง  และมีความสามารถในการ unlearn และ relearn    แต่ผมก็ยังหานิยามของคำว่า deep generalist ตรงๆ ไม่ได้ จึงค้นต่อ  

พบนิยามที่ (4) บอกว่า หมายถึงคนที่มีความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ สู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เป็นนวัตกรรม    เป็นคนที่เก่งด้านสังเคราะห์ คือต้องเลยวิเคราะห์      

เลือกเรียนด้านไหนดี ระหว่าง specialist กับ generalist    ผมมีความเห็นว่า ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกคน    แต่คำแนะนำว่า ไม่ควร specialize เร็วเกินไป ก่อนที่จะรู้จักตัวเอง ว่าชอบงานและชีวิตแบบไหน    น่าจะถูกต้อง   

ทำให้หวนกลับมาคิดถึงชีวิตตนเอง  ลูกๆ  ภรรยา   และน้องๆ     พบว่าแยกได้เป็นสองกลุ่ม    คือกลุ่มที่พอใจกับชีวิตตามสาขาวิชาที่เรียนมา     กับกลุ่มที่ค่อยๆ ขยับสู่ชีวิตของ deep generalist    ผมและลูกสามคนอยู่ในกลุ่มหลัง    ภรรยาและลูกสาวคนโตอยู่ในกลุ่มแรก   

ชีวิตของผมเริ่มด้วยการเรียนแพทย์ ซึ่งเป็นการเรียนสู่ specialist    แถมยังได้ทุนไปเรียนมนุษยพันธุศาสตร์ ซึ่งแคบและลึกเข้าไปอีก    แต่วิญญาณ generalist ทำให้ผมไม่เดินเส้นทางนั้นแบบดุ่มๆ ไป    ผมแสวงหาตัวตนนานนับสิบปี ในระหว่างการทำงาน    จนในที่สุดก็พบว่าตนเองชอบเรียนรู้เรื่องการเรียนรู้ (meta-cognition)    ชอบเข้าไปทำงานและเรียนรู้ในขอบฟ้าใหม่ของงาน

ลูกสามคนเรียนวิศวกรรมศาสตร์    แล้วก็ค่อยๆ พบตัวเอง    และเบนสู่งานในลักษณะ deep generalist    แต่เป็นงานคนละด้านโดยสิ้นเชิง   

ทั้งผมและลูกๆ มีบุญที่สามารถดำรงชีวิตแบบ deep generalist ที่ไม่ก่อรายได้มากมายได้     เพราะเรามีวิถีชีวิตที่ไม่ต้องใช้เงินมาก    มีความสุขง่าย พอใจง่าย อยู่กับชีวิตธรรมดาๆ ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย    หรือกล่าวง่ายๆ ว่า ไม่แสวงหาความร่ำรวย

ไหนๆ ก็ตั้งชื่อบันทึกนี้ว่า “เลือกเรียนอะไรดี”    จึงต้องตอบตามความเห็นของผมว่า    เลือกเรียนสิ่งที่ชอบ  และจะช่วยให้ได้ทำงานที่ทำประโยชน์ ไม่เป็นโทษ    ให้ (give) มากกว่า เอา (take)    และไม่ว่าเรียนสาขาใด    ต้องเรียนรู้และฝึกฝน ทักษะด้านการเรียนรู้ (learning skills)    ซึ่งประกอบด้วย learn, unlearn, และ relearn    ซึ่งจะช่วยให้เรามี lifelong learning

หากเลือกเรียนสู่ความรู้เฉพาะทาง  ก็หาทางฝึกสมรรถนะด้านกว้างเอง โดยการใคร่ครวญสะท้อนคิดจากความรู้และทักษะวิชาชีพ เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน    หากเลือกเรียนรู้ด้านกว้าง  ก็หมั่นฝึกใคร่ครวญสะท้อนคิดสู่ความเข้าใจที่ลึกโดยตั้งคำถาม why

วิจารณ์ พานิช

๒๗ มิ.ย. ๖๓