ทำอย่างไร ให้เด็กไทยคิดเป็น?
ในช่วงต้นเดือนมกราคม ถึงกลางเดือนมกราคมของทุกปี (วันเด็ก กับวันครู) จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์คุณภาพของเด็กไทยทุกปี และจะมีเรื่องหนึ่งอยู่ในกระแสดังกล่าวเสมอมา คือ “เด็กไทยคิดไม่เป็น” “ครูไทยไม่ได้สอนให้เด็กคิด” และมีบางปีที่นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้มีคำว่า “คิด” อยู่ในคำขวัญวันเด็กด้วย เช่น “อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด” (๒๕๔๙) “คิดอย่างสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม” (๒๕๕๓) และ “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” (๒๕๖๑) เป็นต้น แล้วทุกวันนี้เด็กไทยคิดเป็นหรือยัง
มีคำถามชวนคิด (ของดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช) ว่า ท่านมีความรู้ ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับ “การคิด” ตรงกับข้อใดต่อไปนี้ มากที่สุด
ก. ไม่รู้ว่าไม่รู้
ข. ไม่รู้ว่ารู้
ค. รู้ว่าไม่รู้
ง. รู้ว่ารู้
ท่านจะเลือกตอบข้อใด หรือว่ายังงงๆ กับตัวเลือกอยู่ ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาก่อนเลือกคำตอบใหม่อีกครั้ง ข้อมูลมีดังนี้
- การคิดคืออะไร?
- การคิดสำคัญอย่างไร?
- การคิดมีธรรมชาติเป็นอย่างไร?
- การคิดมีองค์ประกอบอะไรบ้าง?
- การคิดมีกี่ประเภท?
- การคิดแต่ละประเภทมีกระบวนการพัฒนาอย่างไร?
- ใช้อะไรเป็นสื่อพัฒนาการคิด?
- วัดและประเมินผลการคิดอย่างไร?
ลองเลือกคำตอบใหม่อีกครั้ง คำตอบสุดท้าย คือ ก. หรือ ข. หรือ ค. หรือ ง. และคำตอบที่เลือกใหม่นี้ตรงกับที่เลือกไว้เดิมหรือไม่อย่างไร และถ้าจะให้ตอบข้อคำถามเหล่านี้ทั้ง ๘ ข้อ มีข้อใดที่ท่านคิดว่ายากที่สุด (ข้อคำถามทั้ง ๘ ข้อนี้ เป็นผลการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครู ประมาณ ๒๐๐ คนในประเด็นที่ครูควรรู้และเข้าใจก่อนพัฒนาการคิดให้แก่ผู้เรียน)
ดร.ทิศนา แขมมณี อดีตอาจารย์ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เป็นที่น่าแปลกใจ ไม่ค่อยเห็นปรากฏการณ์ของการสอนคิดในห้องเรียน เหตุใดการสอนคิด หรือสอนให้ผู้เรียนคิดเป็นจึงถูกละเลย สาเหตุหนึ่งผู้สอนไม่มีความเข้าใจเพียงพอในเรื่องการคิด ครูไม่ทราบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สร้างเสริมการคิด เนื่องจากกระบวนการคิดเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม มีความซับซ้อน คลุมเคลือ มองไม่เห็นชัดเจน” ท่านเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ หรือไม่ อย่างไร
ในทรรศนะของผู้เขียนเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้น เช่น ถ้ามีใครถามว่า “การคิด” คืออะไรเราจะสามารถนิยาม หรือให้ความหมายได้หรือไม่ และนิยาม หรือ ความหมายของแต่ละคนเหล่านั้นตรงกันหรือไม่ อย่างไร ดังนั้น เรื่องที่เกี่ยวกับการคิด จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่จำเป็นในสังคมไทยที่ต้องทำความกระจ่างร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการคิดจะเป็นเหมือนปรากฏการณ์ “ตาบอดคลำช้าง”เท่านั้น
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการคิด ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ตั้งอยู่บนหลักคิดของพ่อหลวง รัชกาลที่ ๙ คือ เพื่อความเข้าใจ เข้าถึง ก่อนลงมือพัฒนาร่วมกันเป็นสำคัญ จึงอาจจะมีหลายประเด็น แต่ละประเด็นมีรายละเอียด ที่ผู้เขียนคิดว่าจำเป็นต้องสื่อสารให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษา เผื่อว่าจะมีบางประเด็น หรือบางเรื่องที่ท่านจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ต่อไป
๑. การคิด คืออะไร?
คำว่า “คิด” ในภาษาไทยมีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ว่า “ทำให้ปรากฏเป็นรูป หรือประกอบให้เป็นรูปหรือเป็นเรื่องในใจ” อีกความหมายหนึ่งว่า “ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คาดคะเน คำนวณ มุ่ง จงใจ ตั้งใจ และนึก” ในภาษาอังกฤษ ตรงกับคำว่า “think” ที่มีความหมายตาม Webster’s New World Dictionary, 1991 ว่า “ก่อตัว หรือมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในใจ” (to form or have in mind) จากตัวอย่างความหมายของคำว่า “คิด” ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังกล่าวจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่เป็นความหมายที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม จึงเป็นความยากที่จะเข้าใจและเข้าถึงได้
ผู้ที่มีความสนใจและต้องการศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการคิด ควรเริ่มต้นที่คำถามว่า การคิดของมนุษย์เกิดที่ไหน? หรือ มนุษย์ใช้อวัยวะส่วนใดคิด? เมื่อพิจารณาจากความหมายของคำว่าคิดข้างต้นอาจจะกล่าวได้ว่า การคิดเกิดขึ้นที่ใจ หรือมนุษย์ใช้ใจคิด ใช่หรือไม่ อย่างไร พร้อมกันนี้ได้มีการอธิบายเสริมความเชื่อนี้ ด้วยวิธีคิตามหลักพุทธธรรมโดยพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ในเรื่องโยนิโสมนสิการ ที่ว่าโดยรูปศัพท์ประกอบด้วย โยนิโส กับ มนสิการ ซึ่ง โยนิ แปลว่า ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธีทาง ส่วนมนสิการ แปลว่า การทำในใจ การคิดคำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณา เมื่อรวมกันเข้าเป็นโยนิโสมนสิการ ที่แปลกันมาว่า “การทำในใจโดยแยบคาย” ซึ่งหมายความว่า คิดถูกวิธี ความรู้จักคิด การคิดเป็น การคิดตรงตามสภาวะและเหตุปัจจัย การคิดสืบค้นถึงต้นเค้า เป็นต้น และผู้เขียนยังจำได้ว่าในสมัยเรียนระดับประถมศึกษาเมื่อประมาณเกือบ ๖๐ ปีที่แล้ว มีกิจกรรมที่ครูให้คิดเลขในใจทุกวัน ก่อนเรียนวิชาเลขคณิตด้วย
จากคำถามเดิม การคิดของมนุษย์เกิดที่ไหน? มนุษย์ใช้อวัยวะส่วนใดคิด? ได้มีการอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาตร์ด้วย ที่สรุปว่ามนุษย์มีอวัยวะที่ใช้ทำหน้าที่ในการคิด คือ สมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองส่วนที่เรียกว่า ซีรีบรัม (cerebrum) จะทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความจำ ความคิด การใช้เหตุผล การตัดสินใจ และการแก้ปํญหา เป็นต้น จากหลักการที่เป็นสากลดังกล่าว จึงยอมรับกันว่า การคิดเกิดในสมองของมนุษย์ เป็นสัญชาตญาณ (instinct) ตามธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และเป็นกลไกปกติของสมองเมื่อรับรู้สิ่งเร้าใดๆ สมองจะทำหน้าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้สมองเกิดปัญหา เกิดความสงสัย เกิดความคับข้อง หรือต้องมีการเลือกและตัดสินใจ เป็นต้น
จากหลักการที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีสมองเป็นอวัยวะทำหน้าที่ในการคิด แต่ทำไมผลการคิดของแต่ละคนจึงมีคุณภาพแตกต่างกัน ลองพิจารณาจากภาพต่อไปนี้ อาจจะเป็นคำตอบหนึ่งก็ได้

ประเด็นคือ ทำไมอะไหล่สมองมือสองของคนไทยจึงแพงที่สุด?
๒. การคิดมีกี่ประเภท?
ในการจัดแบ่งประเภทของการคิดว่า มีกี่ประเภทและเป็นอะไรบ้าง คำตอบจะมีความหลากหลายมากตามความคิด ความเชื่อของผู้จัดจำแนกนั้นๆ เช่น พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ประยุตฺโต) จำแนกการคิด เป็น ๒ ประเภท คือ คิดเป็น กับ คิดไม่เป็น กาเย่ (Gagne) จำแนกการคิด เป็น ๒ ประเภท คือ การคิดที่มีจุดหมาย กับ การคิดที่ไม่มีจุดหมาย เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน (Edward de Bono) ก็จำแนกการคิด เป็น ๒ ประเภท คือ การคิดตามแนวตั้ง (vertical thinking) กับ การคิดตามแนวนอน (lateral thinking) ขณะที่ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ จัดจำแนกการคิด ออกเป็น ๑๐ ประเภท ที่เรียกว่า “ผู้ชนะ ๑๐ คิด” ได้แก่ คิดเชิงวิพากษ์ คิดเชิงวิเคราะห์ คิดเชิงสังเคราะห์ คิดเชิงเปรียบเทียบ คิดเชิงมโนทัศน์ คิดเชิงสร้างสรรค์ คิดเชิงประยุกต์ คิดเชิงกลยุทธ คิดเชิงบูรณาการ และคิดเชิงอนาคต เป็นต้น
ในวงการการศึกษาไทย จะมีการระบุประเภทของการคิดไว้ในแหล่งต่างๆ เช่น ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ อยู่ในสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความว่า “ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อยางเหมาะสม” ขณะที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. ได้กำหนดคุณภาพของผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิดอยู่ในมาตรฐานด้านผู้เรียนเพื่อการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก รอบที่ ๑ (๒๕๔๔-๒๕๔๘) และรอบที่ สอง (๒๕๔๙-๒๕๕๓) ความว่า “ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์” ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก รอบ ๓ (๒๕๕๔-๒๕๕๘) ได้มีการระบุคุณภาพของผลการจัดการศึกษาที่เกี่ยวกับการคิด ความว่า “ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจรณญาณ และคิดเป็นระบบ” ขณะที่การประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก รอบที่ ๔ (๒๕๕๙-๒๕๖๓) ที่มีการประเมินคุณภาพการศึกษาเชื่อมโยงกับระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการคิด มีการระบุไว้ในมาตรฐานที่ ๑ ในคุณภาพผู้เรียน ๒) ความว่า “มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแก้ปัญหา ๓) มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม
ในเรื่องที่เกี่ยวกับประเภทของการคิด โดยภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ( The Partnership for 21st Century Skills ) ได้ระบุทักษะการคิดที่สำคัญไว้ ๒ ทักษะ คือ คิดริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) กับ คิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ในขณะที่สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ได้ระบุทักษะการคิดที่จำเป็นในปี ๒๐๒๐ ไว้ ๓ ทักษะ คือ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex problem solving) คิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) และคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity)
จากการนำเสนอประเภทของการคิด จากแหล่งอ้างอิงต่างๆ พอจะอนุมานได้ว่าการคิดมีหลายประเภทและมีชื่อเรียกประเภทของการคิดที่แตกต่างกันไป แต่มีตัวร่วมที่ใช้เรียกประเภทของการคิด เช่น คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดแก้ปัญหา เป็นต้น ดังนั้นในประเด็น “ทำอย่างไรให้เด็กไทยคิดเป็น” จึงควรคิดเป็นหรือ คิดได้ในประเภทของการคิดเหล่านี้นั่นเอง
๓. คิดเป็นคืออย่างไร?
การคิดของมนุษย์มีความ เป็นนามธรรม เพราะเกิดในสมอง และไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การจะรู้ว่าใครคิดอะไร คิดอย่างไร คิดผิด คิดถูก ผลของการคิดมีคุณภาพมาก น้อยหรือไม่อย่างไร จะต้องสังเกตหรือวัดจากพฤติกรรมที่เขาแสดงออก หรือจากคำพูดหรือข้อความที่เขาเขียน หรือจากผลงานที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมา ความหมาย หรือนิยามของคำว่า “คิดเป็น” โดยทั่วไปจึงหมายถึง
คิดแล้วค้นพบความจริง ความสำคัญ หรือได้คำตอบถูกต้อง(คิดวิเคราะห์และคิดสังเคราะห์)
คิดแล้วแก้ปัญหาได้ (คิดแก้ปัญหา)
คิดแล้วสามารถเลือกหรือตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง หรืออย่างมีเหตุผล(คิดอย่างมีวิจารณญาณ)
คิดแล้วสามารถสร้างสรรค์งาน หรือทำกิจกรรมต่างๆได้แปลกใหม่ (คิดริเริ่มสร้างสรรค์)
เมื่อพิจารณา คุณลักษณะ หรือทักษะ ของการคิดเป็นดังกล่าวแล้ว น่าจะมีข้อสรุปที่ตรงกันว่า ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญ จำเป็น ต้องปลูกฝังและพัฒนาให้เกิดขึ้นในเด็กไทยและคนไทยทุกคน และน่าจะได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติด้วย
๔.จะเกิดอะไร ถ้าเด็กไทย คิดเป็น?
ถ้าเด็กไทย “คิดเป็น” คือ คือคิดแล้วค้นพบความจริง คิดแล้วค้นพบความสำคัญ คิดแล้วได้คำตอบถูกต้อง คิดแล้วแก้ปัญหาได้ คิดแล้วสามารถเลือกและตัดสินใจได้ถูกต้องหรืออย่างมีเหตุผล และคิดแล้วสามารถสร้างสรรค์งานหรือทำกิจกรรมได้แปลกใหม่กว่า จะเกิดผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาอย่างไรบ้าง
๑.) มีภูมิคุ้มกันการดำรงชีวิตในข้อจำกัดที่บุคคลไม่สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าต่างๆได้ จึงทำให้ต้องรับรู้สิ่งเหล่านั้น ที่มีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งคุณและโทษ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) กล่าวว่า การรู้จักคิด หรือ คิดเป็น จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเพราะความคิดจะเป็นจุดศูนย์รวมที่ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดไหลมาชุมนุมกัน เป็นที่วินิจฉัยและนำข้อมูลเหล่านั้นไปสร้างสรรค์และใช้การต่างๆ ดังนั้น ความสามารถในการคิด หรือคิดเป็นของบุคคลจะช่วยกลั่นกรองทำหน้าที่เสมือนภูมิคุ้มกันที่จะเลือก รับ ปรับ หรือใช้ข้อมูลหรือสิ่งแวดล้อมนั้นๆให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง
๒.) มีเครื่องมือแสวงความรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิตเมื่อมีปัญหา ข้อคำถาม หรือความสงสัยใดๆ คนที่คิดเป็น หรือมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ จะพยายามค้นหาความจริง หรือความสำคัญที่เป็นคำตอบของเรื่องนั้นๆ อาจจะโดยการพิจารณา สังเกต จำแนกแยกแยะ เปรียบเทียบ ให้เหตุผล ประเมินหรืออื่นๆ จนได้คำตอบที่พึงพอใจ หรือหมดความสงสัยแล้ว จะสรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเองเก็บสะสมไว้ในสมอง และจะดึงออกมาใช้เมื่อมีโอกาส ต่อไป
๓.) มีเครื่องมือในการเลือกและตัดสินใจในปรากฏการณ์ที่สังคมโลกและสังคมไทย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้บุคคลต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แปลกใหม่ ทำให้มีความยุ่งยากในการเลือกและตัดสินใจว่า อะไรจริง อะไรเท็จ อะไรเป็นคุณค่าแท้ อะไรเป็นคุณค่าเทียม อะไรควรเชื่อ อะไรไม่ควรเชื่อ หรืออะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมยุคโซเชียลมีเดีย หรือสังคมออนไลน์ จะมีกระแสการสร้างข่าวปลอม ข่าวเท็จ (fake news) มากมาย หรือมีการหลอกลวงให้หลงเชื่อด้วยวิธีการต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนที่รู้ไม่เท่าทัน อาจจะทำให้สูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง ของมีค่า เสียสุขภาพและที่ร้ายแรงที่สุด คือ เสียชีวิต เป็นต้น ผู้ที่คิดเป็นแบบมีวิจารณญาณจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆจะพิจารณาข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มีการเปรียบเทียบผลดีผลเสีย และ มีการไตร่ตรองถึงผลที่จะตามมา ซึ่งจะช่วยลดความสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหาย และเกิดประโยชน์ต่อตนเองหรือสังคมมากที่สุด
๔.) มีเครื่องมือในการแก้ปัญหาเมื่อบุคคลเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความยุ่งยาก ขัดแย้ง คับข้อง อันเป็นความไม่สบายกาย ไม่สบายใจหรือเป็นปัญหา คนที่คิดเป็นหรือมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา จะเริ่มต้นพิจารณาว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เขาเกิดสภาวะที่เป็นทุกข์เหล่านั้น พยายามคิดหาวิธีแก้ไขและคาดเดาถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นถ้าเขาเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง สุดท้ายจะลงมือแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่คิดว่าดีที่สุด ถ้ายังแก้ไขไม่ได้ คนที่คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ก็จะแสวงหาทางเลือกอื่นในการแก้ปัญหานั้นๆ ต่อไป จนประสบความสำเร็จในที่สุด
๕.) มีเครื่องมือในการแข่งขัน ผู้ใดที่คิดเป็น คิดแล้วแล้วได้ผลการคิดที่มีความแปลกใหม่ มีความแตกต่างจากเดิม หรือไม่ซ้ำกับคนอื่นๆ หรือที่เรียกว่ามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จะได้รับการยอมรับ ถูกคัดสรรหรือถูกเลือกก่อนเสมอ และจะประสบความสำเร็จมากกว่าผู้อื่น ที่คิดอะไรออกมาเหมือนเดิมหรือเหมือนๆกัน เพราะกระแสโลกในปัจจุบันและโลกอนาคต จะนิยม ชื่นชม และเลือกสรรบริโภค เพราะความแปลกใหม่มาก่อนเสมอ
๕. การคิดมีธรรมชาติเป็นอย่างไร?
คำว่า “ธรรมชาติ” จะหมายถึง สิ่งที่เกิดมี และเป็นธรรมดาของสิ่งนั้นๆ หรือมีความเป็นปกติเช่นนั้นเอง ในเรื่องธรรมชาติของการคิด ที่รับรู้กันอยู่ทั่วไป คือ การคิดเกิดในสมอง สมองเป็นอวัยะที่ทำหน้าที่คิด การคิดเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาแต่กำเนิด มนุษย์จึงสามารถคิดได้ด้วยตนเอง เพื่อตอบสนองความอยู่รอดพื้นฐานของการดำรงชีวิต และคิดเพื่อการแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในการดำรงชีวิตต่อไป อันได้แก่ผลการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ
๕.๑) มีธรรมชาติเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่เหมือนทักษะทั่วไป คือ การคิดต้องอาศัยการฝึกฝนและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจึงจะเกิดความชำนาญ คิดได้โดยอัตโนมัติ และจะมีผลการคิดที่มีประสิทธิภาพด้วย นอกจากนั้น ยังมีการยืนยันอีกว่า ความสามารถในการคิดของมนุษย์ไม่ใช่พรสวรรค์ ไม่ใช่ความเป็นอัจฉริยะที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นศักยภาพที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้อย่างไม่สิ้นสุด(It’s not a gift, not genius but it’s potential.)
๕.๒) มีธรรมชาติเป็นกระบวนการ ซึ่งหมายความว่า จะมีลำดับการเกิดขึ้นในสมองก่อน หลัง ตั้งแต่เริ่มต้น จนยุติการคิดในเรื่องนั้นๆ
มนุษย์คิดเมื่อใด หรือมนุษย์จะคิดในสถานการณ์ไหน คำตอบในข้อคำถาม ๒ ข้อนี้ จะช่วยให้เข้าถึงธรรมชาติของการคิดมากขึ้น ขอยกแนวคิด ของนักจิตวิทยาและนักการศึกษามาช่วยอธิบายด้วย ดังนี้
เลวิน (Lewin) นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์(Gestalt) เชื่อว่า การคิดของบุคคลเกิดจากการรับรู้สิ่งเร้าและการคิดโดยทั่วไปนั้นจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งเร้าเสมอ
เพียเจต์ (Piaget) ได้อธิบายการก่อเกิดการคิดไว้ว่า เมื่อบุคคลเผชิญกับสภาพการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง หรือความสงสัย จะเกิดสภาวะที่ไม่สมดุลขึ้น (disequilibrium) อันเป็นความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มีความเครียด ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้สมองคิดเพื่อแก้ปัญหา หรือตอบข้อสงสัยนั้นๆ และเมื่อสามารถแก้ปัญหาหรือตอบสงสัยนั้นๆได้ การคิดในเรื่องนั้นก็จบลง สมองของบุคคลก็จะเข้าสู่สภาวะที่สมดุล (equilibrium) มีความปลอดโปร่งโล่งสบาย หมดความเครียด และกลับเข้าสู่ความเป็นปกติ และวงจรการคิดจะเริ่มต้นใหม่ เมื่อสมองต้องเผชิญกับสภาพการณ์ที่เป็นปัญหา หรือมีข้อสงสัยใหม่อีกครั้ง
ดิวอี้ (Dewey) ได้สรุปเอาไว้ว่า การคิดของบุคคลจะเกี่ยวข้องกับความสงสัย ความฉงนสนเท่ห์ หรือความยุ่งยากในสมอง การคิดจะเกิดจากความพยายามแก้ข้อสงสัย หรือขจัดความฉงนสนเท่ห์ออกไป
พระธรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า การคิดเกิดพ่วงต่อจาก กระบวนการรับรู้ การรับรู้ หรือภาษาบาลี เรียกว่า ผัสสะ เมื่อมีการรับรู้ ก็จะมีความรู้สึกต่ออารมณ์นั้น เช่น สุข สบาย ทุกข์ ไม่สบาย หรือเฉยๆ ที่เรียกว่า เวทนา พร้อมกันนั้นจะมีการหมายรู้อารมณ์ ว่าเป็นนั่น เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ที่เรียกว่า สัญญา จากนั้นจึงเกิดการการคิด ความดำริตริตรึกต่างๆ
ดร.โกวิท วรพิพัฒน์อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นบุคคลหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการคิดและย้ำเสมอว่าให้ เด็กไทยต้องคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น และได้สรุปว่า การคิดมีจุดเริ่มต้นที่ตัวปัญหาแล้วพิจารณาย้อนไตร่ตรองถึงข้อมูล ๓ ประเภท คือ ข้อมูลด้านตนเอง ข้อมูลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และข้อมูลด้านวิชาการ ต่อจากนั้นจะลงมือแก้ปัญหา ถ้าสามารถแก้ปัญหาในเรื่องนั้นได้หมดไปกระบวนการคิดที่มีต่อเรื่องนั้นจะยุติลง แต่ถ้าผลการแก้ปัญหาในเรื่องนั้นยังไม่สำเร็จหรือไม่เป็นที่พอใจ ปัญหายังคงอยู่ บุคคลก็จะยังคิดในเรื่องนั้นต่อไป
จากการประมวลแนวคิดของทั้ง ๕ ท่าน ดังกล่าว สามารถตอบคำถามว่า มนุษย์คิดเมื่อใด หรือมนุษย์คิดในสถานการณ์ไหน ดังต่อไปนี้
๕.๒.๑.) มนุษย์เริ่มต้นคิดเมื่อสมองรับรู้สิ่งเร้าใดๆซึ่งการรับรู้สิ่งเร้าของสมองในแต่ละครั้ง แต่ละเรื่อง จะผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู ลิ้น จมูก และผิวหนัง และเมื่อสมองรับรู้สิ่งเร้านั้นๆแล้วจะเกิดความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าใหม่กับข้อมูลเดิม (ประสบการณ์) ที่สมองจดจำ เก็บสะสมเอาไว้ สมองก็จะคิดได้ว่าสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส หรือได้สัมผัสทางผิวหนังคืออะไร หรือว่าสิ่งเร้านั้นจะมีผลกระทบต่อตนเองอย่างไรบ้าง
๕.๒.๒)ในการรับรู้สิ่งเร้าใดๆ ที่ทำให้สมอง เกิดปัญหา เกิดความสงสัย เกิดความคับข้องใจ หรือมีความทุกข์ จะเป็นตัวกระตุ้นหรือจุดประกายให้สมองคิดมากขึ้นการคิดครั้งนี้สมองจะทำงานหนักมากกว่าการคิดในข้อ ๕.๒.๑) เพราะสมองต้องการแก้ไขปัญหา ต้องการได้คำตอบ หรือต้องการขจัดเรื่องที่เป็นความไม่สบายกาย ไม่สบายใจให้หมดไป
๕.๒.๓)จะเป็นการคิดที่ต่อเนื่องมาจากการคิดในข้อที่ ๕.๒.๒) แต่สมองจะทำงานหนักมากกว่า เพราะจะต้องดิ้นรน แสวงหาหนทาง หาวิธีการ ต้องเลือก ตัดสินใจ หรือต้องใชเหตุผล ก่อนลงมือและใช้ความพยายามในแก้ไขปัญหานั้นๆ หรือลงมือค้นคว้า แสวงคำตอบให้สิ้นสงสัย หรือต้องคิดทำทุกอย่างเพื่อกำจัดความทุกข์นั้นให้สำเร็จในที่สุด
๕.๒.๔.) สมองจะยุติการคิดในเรื่องนั้นๆ เมื่อแก้ปัญหาได้ หรือหมดความสงสัยในเรื่องนั้นแล้ว
อาจจะสรุป ธรรมชาติของการคิด ที่ เป็นกระบวนการ ได้ ดังแผนภูมิ ต่อไปนี้

ทดลองตรวจสอบกระบวนการคิดที่นำเสนอไปแล้ว ว่าเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร จากกิจกรรมต่อไปนี้
ก. พิจารณาภาพต่อไปนี้

ภาพนี้เป็นสิ่งเร้าหนึ่ง ที่สมองของท่านรับรู้ผ่านทางตา และคิดว่าเป็นภาพอะไร ทำไมถึงตอบว่าเป็นภาพเด็ก เพราะสมองมีภาพจำว่าองค์ประกอบเหล่านี้รวมแล้ว เรียกว่าเด็ก นั่นหมายความสมองของท่านเริ่มต้นคิดแล้ว
ข. พิจารณาภาพนี้อีกครั้ง แล้วตอบคำถามว่า “ จากภาพ สามารถนับเป็นเด็กได้จำนวนกี่คน?”

ขอให้ท่านสังเกตตัวเอง ระหว่างการพิจารณภาพ ในข้อ ก. กับการพิจารณาภาพในข้อ ข. พร้อมกับคำถาม ว่าสามารถนับเป็นเด็กได้จำนวนกี่คน จะพบว่า เมื่อถูกถาม สมองจะเกิดภาวะความสงสัย อยากรู้ พยายามคิดเพื่อแสวงหาคำตอบ การใช้สมองในข้อ ข. จะมีน้ำหนักมากกว่า และคำตอบของท่าน คือ กี่คน
ค. พิจารณาภาพนี้อีกครั้ง แล้วตอบคำถามเดิมที่ว่า “จากภาพสามารถนับเป็นเด็กได้จำนวนกี่คน?”
ในการพิจารณาภาพเด็กในครั้งนี้ ท่านจะมีความมุ่งมั่นในการคิดเพื่อค้นหาคำตอบมากขึ้นกว่าเดิม สมองของท่านอาจะคิดจำแนกแยกแยะ จัดกลุ่ม จัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ อาจจะไตร่ตรอง หรือใช้เหตุผล ลองสังเกตตัวเองว่า สมองของท่านทำงานหนักขึ้นไปอีกหรือไม่ อย่างไร ก่อนที่จะสรุปเป็นคำตอบว่านับได้จำนวนกี่คน คำตอบครั้งนี้ท่านมีความมั่นใจมากน้อยเพียงใด
ง. คำตอบที่ท่านตอบแล้วในข้อ ค. ขอให้ยืนยันคำตอบอีกครั้ง ว่าเป็นจำนวนเด็กกี่คนแน่ (จากการที่ผู้เขียนนำภาพนี้ไปทดลองให้ครูนับ ในหลายโรงเรียนและจำนวนครูหลายร้อยคน คำตอบของครูส่วนใหญ่ ที่นับได้ จะเป็นจำนวนตั้งแต่ ๓ คน ถึง ๙ คน และส่วนใหญ่จะเป็นคำตอบที่ผิดด้วย) เชื่อมั่นว่าท่านคงทบทวนคำตอบใหม่ของท่านอีกครั้ง และจะใช้สมองในการคิดหาคำตอบมากกว่าในทุกครั้งที่ผ่านมาด้วย
ผู้เขียนขออนุญาตไม่เฉลยคำตอบที่ถูกต้องให้ เพื่อเป็นบทพิสูจน์ว่าสมองจะยุติการคิดเมื่อได้คำตอบที่ถูกต้อง หรือแก้ปัญหาได้สำเร็จแล้วเท่านั้น (บอกใบ้คำตอบให้ว่า มีหนึ่งตัวเลข ตั้งแต่เลข ๓ ถึง เลข ๙ เป็นคำตอบที่ถูกต้อง)
๕.๓) มีธรรมชาติจำแนกได้หลายประเภทโดยมี คำว่า “คิด” เป็นคำกลางที่ใช้แสดงความสามารถหรือทักษะรวม ที่ประกอบด้วยความสามารถ หรือทักษะการคิดย่อยๆหลายกลุ่มหรือหลายประเภท เช่น คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดแก้ปัญหา เป็นต้น และการคิดแต่ละประเภทเหล่านั้น จะมีนิยาม หน้าที่ กระบวนการพัฒนา และการประเมิน เป็นลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง ดังนั้นคิดวิเคราะห์ จึงไม่เหมือนกับคิดสังเคราะห์ ไม่เหมือนกับคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่เหมือนกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และจะไม่เหมือนกับคิดแก้ปัญหาด้วย เทียบเคียงคำว่า “คิด” เหมือนกับยาแก้ปวดทั่วไป ส่วนประเภทของการคิดอื่นๆ เหมือนยาแก้ปวดเฉพาะที่ เช่น ยาแก้ปวดท้อง หรือยาแก้ปวดขา เป็นต้น ในขณะเดียวกันประเภทของการคิดเหล่านี้จะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ยกตัวอย่างเช่น การคิดอย่างมีวิจารณญาณจะเป็นพื้นฐานของการคิดแก้ปัญหา นั่นคือคนที่จะแก้ปัญหาได้สำเร็จ จำเป็นต้องมีวิจรณญาณด้วย เป็นต้น
๕.๔) มีธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ หรือพฤติกรรมอื่น คือ ไม่มีคำว่า “คิด” แต่สมองได้ใช้ความคิด หรือจะมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับการคิดอยู่ เช่นคำว่า สังเกต สำรวจ พิจารณา จำแนกแยะ เปรียบเทียบ จัดลำดับ จัดกลุ่ม จัดหมวดหมู่ เชื่อมโยง สัมพันธ์ ให้เหตุผล ประเมิน ตัดสินใจ เลือก คาดเดา พยากรณ์ ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน ยกตัวอย่าง ให้ความหมาย แปลความ ตีความ ขยายความ ระบุเรื่องราวสำคัญ ยอมรับ-ไม่ยอมรับ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เชื่อ-ไม่เชื่อ เป็นต้น
๖. ทำอย่างไร ให้เด็กไทยคิดเป็น?
ใครๆก็บอกว่าการคิดสำคัญ แต่มีน้อยคนนักที่จะบอกว่าพัฒนาการคิดทำได้อย่างไร ก่อนอื่นขออุปมาการปลูกกุหลาบกับการพัฒนาการคิด ดังนี้ เมื่อเรามีความต้องการปลูกต้นกุหลาบ เป้าหมายก็คือ ปลูกแล้วต้องเจริญเติบโต ออกดอกใหญ่และมีสีสันสวยงาม ซึ่งมักจะเริ่มต้นที่ ไปซื้อกิ่งพันธุ์ หรือต้นที่แม่ค้าได้เพาะชำไว้แล้ว และมักเลือกกิ่งหรือต้นที่สมบูรณ์ที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิ่งหรือต้นที่ออกดอกเล็กๆแล้ว กลับถึงบ้านลงมือปลูกด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง คงจะได้ชื่นชมดอกกุลาบที่บานสะพรั่งในเร็ววันนี้ ในทุกวันจึงหมั่นดูแลเอาใจใส่ดังเนื้อเพลงต่อไปนี้ “เฝ้าใกล้ให้น้ำ คอยลูบคลำ เก็บหนอนจนเกลี้ยง หนามคมก็ต้องยอมเสี่ยงเพื่อจะเลี้ยงรักใคร่” (จากเพลงกุหลาบแก้มแหม่ม: ก้าน แก้วสุพรรณ) ผลการปลูกกุหลาบต้นนี้เป็นอย่างไร เวลาผ่านไปเดือนกว่าๆ คิดเอาเองว่า กุหลาบต้นนี้เริ่มผลัดใบ ใบเหี่ยวร่วงทีละใบ สองใบ โดยไม่มีใบใหม่แตกขึ้นมาทดแทน สุดท้ายใบก็ร่วงหมด ต้นก็ค่อยๆเหี่ยว เริ่มที่ยอดก่อน จะลดน้ำ และใส่ปุ๋ยอย่างไรก็ไม่ฟื้น และแล้วกุหลาบต้นนี้ก็ตายไปในที่สุด เป็นเพราะอะไร ทำไมต้นกุหลาบของเพื่อนบ้านที่ไปซื้อมาปลูกพร้อมๆกันจึงออกดอกแล้ว ลองไปซื้อกุหลาบต้นใหม่มาปลูกอีกครั้ง ผลก็ออกมาแบบเดิม คือเฉาอีก และตายไปในที่สุด แอบชะเง้อดูกุหลาบต้นของเพื่อนบ้าน ดูเหมือนจะออกดอกมากและงามกว่าเดิมอีก เลยคิดเอง เออเองว่าเราคงปลูกไม่ถูกวิธีแน่ๆเลย เช่นเดียวกัน เมื่อเรามีความต้องการจะปลูกฝัง และพัฒนาทักษะการคิดให้เกิดขึ้นในตัวเด็กไทย หรือให้เด็กไทยทุกคนได้คิดเป็น เราจะทำอย่างไรจึงจะไม่เหี่ยวเฉา แคระแก็นหรือปลูกไม่ขึ้น เหมือนปลูกต้นกุหลาบดังกล่าว
ขอทบทวนธรรมชาติของการคิด ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการคิด คือ การคิดของมนุษย์มีความเป็นกระบวนการมีลำดับการเกิดขึ้นในสมองก่อน-หลัง และจากคำถามเดิมที่ว่า มนุษย์คิดเมื่อใด มนุษย์คิดในสถานการณ์ไหน และการคิดมีธรรมชาติเป็นทักษะจะช่วยให้เราเห็นแนวทางการพัฒนาการคิดเด็กไทยได้ โดยควรดำเนินการดังต่อไปนี้
๖.๑ ให้สมองรับรู้สิ่งเร้าสิ่งเร้า คือ อะไรก็ได้ที่มีอยู่รอบตัวเด็ก หรือมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น วัตถุ สิ่งของ ภาพ เสียง กลิ่น ข้อมูล พฤติกรรม หรือเหตุการณ์ต่างๆ โดยสิ่งเร้าต่างๆเหล่านี้สมองเด็กสามารถรับรู้ได้ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง และในทุกๆครั้งที่สมองรับรู้สิ่งเร้าใดๆ สมองจะถูกกระตุ้นให้คิด ว่าคืออะไร จะเกี่ยวข้องกับตนเองอย่างไรมีหลักฐานยืนยันว่าสมองของเด็กมีการรับรู้สิ่งต่างๆที่มีอยู่รอบตัวได้ตั้งแต่เกิด ช่วงที่เป็นทารกนอนอยู่ในเปลก็จะหันหน้ามองโน่นมองนี่ หรือหันหน้าตามเสียงที่ได้ยิน คลานได้ก็จะคลานไปหยิบหรือจับสิ่งของที่ตนเองสนใจ และมองอย่างพิจารณา พอพูดได้ก็จะตั้งคำถามคนที่อยู่ใกล้ชิด อะไร ทำไม อย่างไร และคำตอบที่ได้ ถ้าเป็นการรับรู้สิ่งใหม่ สมองก็จะจดจำ เก็บสะสมเป็นข้อมูลเอาไว้ในสมอง และข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ประกอบการคิดในโอกาสต่อไป และมีผลการศึกษาว่า เด็กคนใดที่มีข้อมูลที่สะสมไว้ในสมองมากกว่า จะสามารถคิดหาคำตอบ แก้ปัญหา เลือก ตัดสินใจ ให้เหตุผล หรือคิดสร้างสรรค์งานได้ดีกว่าด้วย
ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะว่า การพัฒนาการคิดเด็กไทย ควรเริ่มต้นจากครอบครัว โดยพ่อแม่ และผู้ปกครองต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรง ได้ดู ได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัสสิ่งต่างๆให้มากที่สุด ต้องไม่สะกัดกั้นการคิด และความอยากรู้ของเด็ก ไม่เบื่อหรือแสดงความไม่พอใจเมื่อถูกถามบ่อยๆ มีข้อมูลว่า เด็กๆ มีธรรมชาติกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น คิดตลอดเวลาและมักจะตั้งคำถาม ถามคนที่อยู่ใกล้ชิดได้ทั้งวัน ซึ่งอาจจะมากถึง ๔๐๐ คำถาม ต่อวัน (A recent study found the average four-year old British girl asks her poor mum 390 questions a day ; the boys that age aren’t far behind.: Warren Berger 2014) และยังมีเรื่องเล่าที่ล้อเลียน ในหนังสือ A More Beautiful Question ว่าพ่อแม่ หรือผู้ปกครองมักจะไม่อดทนต่อคำถามหรือความอยากรู้ของเด็กที่มีมากมาย ดังเหตุการณ์ที่ร้านแม็คโดแนลแห่งหนึ่ง ระหว่างรอ จู่ๆ ลูกก็ถามแม่ว่า “ทำไมท้องฟ้าจึงมีสีฟ้า?” (Why the sky is blue?) แม่ตะคอก “หุบปาก แล้ว กินมันทอดไป” (Just shut up and eat your French fries.)
๖.๒ ใช้ชุดคำกระตุ้นสมองมีกลุ่มคำอยู่ชุดหนึ่งช่วยกระตุ้นสมองเด็กให้คิดได้ เช่น คำว่า สังเกต สำรวจ พิจารณา จำแนกแยกแยะ เปรียบเทียบ จัดลำดับ จัดกลุ่ม เชื่อมโยง สัมพันธ์ ให้เหตุผล ประเมิน ตัดสินใจ เลือก คาดเดา พยากรณ์ ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน ยกตัวอย่าง ให้ความหมาย แปลความหมาย ตีความ ขยายความ ระบุเรื่องราวสำคัญ ยอมรับ-ไม่ยอมรับ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เชื่อ-ไม่เชื่อ เป็นต้น โดยพ่อแม่ และผู้ปกครองสามารถนำเอาคำเหล่านี้ไปใช้ร่วมกับการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันของเด็ก ตัวอย่าง เช่น
- ขณะรับประทานอาหารที่บ้าน : ให้สังเกตแกงในถ้วยนี้ มีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง (จำแนกแยกแยะ) และส่วนประกอบใดที่สำคัญที่สุด (ระบุเรื่องราวสำคัญ)
- ขณะอยู่ในศูนย์อาหาร : ให้พิจารณารูปอาหาร ระหว่างก๋วยเตี๋ยว กับ เย็นตาโฟ แล้วเปรียบเทียบดู มีอะไรเหมือน หรือต่างกันบ้าง และจะเลือก(ตัดสินใจ)รับประทานอะไร เพราะเหตุใด (ให้เหตุผล)
- ขณะไปเที่ยวสวนสัตว์ : ให้ยกตัวอย่างสัตว์ที่ชอบ จากสัตว์ที่ชอบมีคำถาม ข้อสงสัย หรืออยากรู้ในเรื่องอะไรบ้าง และสัตว์ในสวนสัตว์นี้สามารถจัดเป็นกลุ่มได้กี่กลุ่ม กี่ประเภท อะไรบ้าง
- ขณะดูละครโทรทัศน์ : ให้คาดเดาเรื่องนี้ว่าจะจบอย่างไร การกระทำของตัวละครใดที่ยอมรับได้หรือยอมรับไม่ได้ และเพราะอะไร
- ฯลฯ
๖.๓ ใช้คำถามมากขึ้น (Ask more questions) จากการศึกษาในเรื่องการใช้คำถามของเด็ก (kids’ questioning) ของสถาบันคำถามที่ถูกต้อง (Right Question Institute 2009) ที่พบว่า จำนวนคำถามของเด็กจะมีมากที่สุดช่วงก่อนเข้าโรงเรียน และคำถามของเขาจะเริ่มลดน้อยลงเมื่อเข้าโรงเรียน และจะลดลงตามลำดับตามจำนวนปีที่เรียนในโรงเรียนที่มากขึ้น จากผลการศึกษาในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เด็กๆใช้คำถามลดน้อยลง เท่ากับว่าตัวกระตุ้น หรือตัวจุดประกายให้สมองทำหน้าที่ในการคิดน้อยลงด้วย เพราะในทุกๆคำถามเมื่อสมองรับรู้แล้วจะ เกิดภาวะความสงสัย อยากรู้ เกิดปัญหา หรือความยุ่งยากในสมอง คำถามจึงเป็นตัวยั่วยุท้าทายให้สมองคิด เพื่อค้นหาคำตอบ หรือแก้ปัญหานั้นๆให้ได้ อันเป็นกลไกตามธรรมชาติที่สมองต้องทำหน้าที่นี้ (cerebral machines) นั่นคือ คำถามจะเป็นตัวสั่งการและกำกับให้สมองคิดต้องคิดและไม่หยุดคิด จนกว่าจะได้คำตอบหรือแก้ปัญหานั้นๆได้แล้ว
ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้สอน จึงต้องให้ความสำคัญในการใช้ “คำถาม” เพื่อกระตุ้นการคิดของเด็กและผู้เรียนต่อไป ในวงการพัฒนาทักษะการคิด ยอมรับกันว่า “ คำถาม” เป็นเครื่องมือฝึกและพัฒนาการคิด (thinking tool) ที่สำคัญ เพราะนำไปใช้ได้ง่าย สะดวก ไม่จำกัดเวลา สถานที่ และใครๆ ก็ทำหน้าที่ตั้งคำถามได้ ในทุกๆคำถามที่เด็กถูกถาม จะกระตุ้นสมองของเด็กได้คิดทุกครั้งดังนั้นจำนวนของคำถามที่ถามเด็ก หรือผู้เรียนก็จะเท่ากับจำนวนครั้งที่เด็ก หรือผู้เรียนได้คิด แต่มีเงื่อนไขว่า คำถามที่เกี่ยวกับการนำความจำมาใช้ในการตอบ หรือคำถามที่ต้องการคำตอบสำเร็จรูป เช่น ถามว่าอะไร (What?) ใคร (Who?) ที่ไหน (Where?) เมื่อไร (When?) หรือคำถามที่ถามว่า ใช่-ไม่ใช่ หรือจริง-ไม่จริง (Yes-No questions) จะใช้สมองคิดในระดับต่ำ หรือน้อยเพื่อตอบคำถามนั้นๆ บางครั้งจะมีนักวิชาการบางท่าน เรียกคำถามเหล่านี้ว่าเป็นคำถามที่ไม่มีคุณภาพ หรือเป็นคำถามที่ไม่ส่งเสริมและพัฒนาการคิดด้วย
เคยมีผู้กล่าวว่า ๑ คำถาม อาจจะได้ ๑ ล้านความคิด ถ้าคำถามนั้นเป็นคำถามที่มีคุณภาพ แล้วคำถามอย่างไรจึงจะเป็นคำถามที่มีคุณภาพ คำถามที่ส่งเสริมและพัฒนาการคิดของเด็ก และผู้เรียนได้อย่างดี เช่น ถามว่า อย่างไร (How?) ทำไม (Why?) ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น หรือทำไมไมเป็นอย่างนี้ (Why not?) หรือ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า.....(What if?) จะเห็นได้ว่าคำถามเหล่านี้จะใช้สมองในการคิดมากกว่า มักจะเป็นคำถามปลายเปิด ซึ่งจะไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ตายตัว หรือมีคำตอบเดียว และจะเป็นคำถามที่สามารถตอบได้หลากหลาย พร้อมกับต้องมีข้อมูลหรือเหตุผลสนับสนุนคำตอบด้วย จึงเป็นข้อเสนอแนะให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้สอนเลือกใช้คำถามเหล่านี้ในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดของเด็กไทยต่อไป
สำหรับครู หรือผู้สอนมีข้อเสนอแนะพิเศษสำหรับการนำคำถามไปใช้พัฒนาทักษะการคิดในห้องเรียน ดังต่อไปนี้
๑.) ก่อนจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ควรเตรียมคำถามที่มีคุณภาพไว้ล่วงหน้า จะใช้คำถามอะไรบ้างที่จะกระตุ้นการคิดของผู้เรียนได้มากที่สุด (ทำไม? เพราะอะไร? อย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า.....?)
๒.) ถามผู้เรียนทั้งชั้น และสุ่มให้ผู้เรียนตอบโดยทั่วถึง อย่าใช้วิธีการใครตอบได้ยกมือขึ้น (no hands) เพราะจะมีผู้เรียนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยกมือและอาสาตอบคำถามเป็นประจำ จะทำให้ผู้เรียนคนอื่นๆที่เป็นส่วนใหญ่ขาดความกระตือรือร้นและจะไม่ร่วมคิดหาคำตอบ เนื่องจากมีเพื่อนคิด และคอยตอบอยู่แล้ว
๓.) เมื่อตั้งคำถามถามผู้เรียนแล้ว ต้องให้เวลาผู้เรียนคิดหาคำตอบ ผู้สอนโดยทั่วไปมักจะรีบเฉลยคำตอบ หรือถามเอง ตอบเอง เพราะกลัวเสียเวลา ด้วยข้ออ้างว่ากลัวสอนไม่ทัน (ไม่จบแบบเรียน) จึงมีการกล่าวกันไว้ว่า “ครูไทยเป็นตัวการร้ายที่ตัดวงจรการของคิดเด็ก”
๔.) ควรให้ผู้เรียนได้คิดหาคำตอบ หรือคิดแก้ปัญหาร่วมกัน อาจจะคิดร่วมกันเป็นคู่ หรือกลุ่มเล็กๆ ซึ่งจะช่วยให้แต่ละคนได้แลกเปลี่ยน ได้ตรวจสอบ ได้ทบทวน ได้เรียนรู้วิธีการคิดของกันและกัน เหล่านี้นอกจากจะได้ผลการคิดที่ดีกว่าการคิดคนเดียวแล้ว (หลายหัว ดีกว่าหัวเดียว) ยังช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดให้ผู้เรียนแต่ละคนได้ด้วย
๕.) ผู้สอนต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนกล้าคิด คือมีความอบอุ่นเป็นกันเองกับผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีความรู้สึกเป็นอิสระ สบายใจ ปลอดภัย ปราศจากความกลัว และที่สำคัญคือผลการคิดของเขาจะต้องไม่ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสียหาย อับอาย หรือถูกลงโทษ (เมื่อสมัยผู้เขียนเรียนระดับประถมศึกษา มีครูบางท่าน เมื่อได้ยินคำตอบของนักเรียนบางคน จะถามเขาว่าเธอใช้อะไรคิด ใช้สมองส่วนไหนคิด เห็นนามสกุลของเธอก็รู้แล้วว่า....ทั้งตระกูล) แต่ควรเสริมแรงหรือให้กำลังใจเมื่อผู้เรียนพยายามใช้ความคิด หรือนำเสนอผลการคิดของเขา บทสรุป คือ บรรยากาศในชั้นเรียนที่อบอุ่นเป็นกันเองระหว่างผู้สอนและผู้เรียนจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้เรียนกล้าคิด และนำเสนอผลการคิดมากยิ่งขึ้น
(ในการใช้คำถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเด็ก และผู้เรียน ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องสร้างความชัดเจนร่วมกัน คือ ถามอย่างไรเขาจะได้ใช้สมองคิดวิเคราะห์ ถามอย่างไรเขาจะได้ใช้สมองคิดสังเคราะห์ ถามอย่างไรเขาจะได้ใช้สมองคิดอย่างมีวิจาณญาณ ถามอย่างไรเขาจะได้ใช้สมองคิดแก้ปัญหา หรือถามอย่างไรเขาจะได้ใช้สมองคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นต้น โดยสรุปเราต้องถามให้ตรงกับประเภทของการคิดที่เราต้องการฝึกและพัฒนาเขา ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะใช้คำถามเพื่อการกระตุ้นการคิดของเด็กแล้ว แต่คำถามเหล่านั้นมีความครอบคลุมครบถ้วนการคิดแต่ละประเภทแล้วหรือไม่ อย่างไร ในประเด็นเหล่านี้มีรายละเอียดอยู่มาก ที่ต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจร่วมกัน ผู้เขียนจะขอนำเสนอในโอกาสต่อไป)
๖.๔ สนับสนุนให้ใช้เหตุผลในเรื่องการใช้เหตุผล นับเป็นข้ออ่อนของเด็กไทย เพราะมีร่องรอยหลักฐานจากกระดาษคำตอบของเด็กไทยในการโครงการประเมินนักเรียนนานาชาติ (Program for International Student Assessment หรือ PISA) ที่เน้นการใช้เหตุผลอธิบายคำตอบ พบว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่เขียนเหตุผลของตนเอง ไม่แน่ใจว่าเพราะไม่มีความรู้ หรือไม่คุ้นเคยกับการใช้เหตุผล (ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเด็กไทยขาดการฝึกฝนในการใช้เหตุผลมากกว่า)
เหตุผลคืออะไรมีคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “เหตุผล” (reason) หลายคำได้แก่ ไตร่ตรอง (reflect) รอบคอบ (carefully) ข้อพิจารณา (consideration) แสดงหลักฐาน (justification) ยืนยัน (assert) โต้แย้ง (argue) ตัดสินใจ (decision) อ้างอิง (inference) ทำไม (why) และ เพราะว่า (because) เป็นต้น โดยทั่วไปเหตุผลจะหมายถึง การใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง หลักการ แนวคิด ทฤษฎี หรือร่องรอยหลักฐานต่างๆที่เชื่อถือได้ เพื่อไตร่ตรอง ประเมิน เลือก ตัดสินใจ หรือแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของตนเอง หรือใช้เรื่องเหล่านั้น เพื่อการสนับสนุน โต้แย้ง ยืนยันความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำของตนเองหรือผู้อื่น
เราจะใช้เหตุผลเมื่อใด จะใช้เหตุผลในสถานการณ์ไหน จากศึกษาของ Robert H. Ennis (The nature of Critical Thinking) พบว่าการมีเหตุผล (reasonable) มีความเกี่ยวข้องกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) และมีความเกี่ยวข้องกับการไตร่ตรอง (reflecting) การตัดสินใจ (deciding) ว่าอะไรควรเชื่อ อะไรควรทำ (what to believe or do) ในขณะเดียวกันจะไปเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาด้วย (critical thinking is a major tool in problem solving) จึงอาจสรุปได้ว่า จะใช้เหตุผลเมื่อมีการไตร่ตรอง ระมัดระวัง รอบคอบ ก่อนเลือก ตัดสินใจ หรือแก้ปัญหาใดๆ เพื่อป้องกันความผิดพลาด คลาดเคลื่อน เดือดร้อน หรือความเสียหายใดๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในภายหลัง
ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้สอน นอกจากจากจะหมั่นใช้คำถาม ทำไม เพราะอะไร หรืออย่างไรแล้ว ควรให้เด็ก หรือผู้เรียนได้ยกข้อมูล หรือข้อเท็จจริงอื่นๆขึ้นมาอ้างอิงหรืออธิบายคำตอบของตนเองเพิ่มเติมด้วย หรือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้สอนอาจจะใช้คำถามที่ท้าทายการใช้ข้อมูล หลักฐาน หรือเหตุผลเพื่อประกอบคำตอบของเด็ก และผู้เรียนได้ดังต่อไปนี้
- มีอะไรเป็นข้อสนับสนุน หรือยืนยันอีกหรือไม่
- มีตัวอย่างประกอบหรือไม่
- จะมีใครช่วยยืนยันในเรื่องนี้ได้บ้าง
- จะอธิบายเพิ่มอีกหรือไม่ อย่างไร
- ถ้าปฏิบัติในเรื่องนี้ จะมีผลดี หรือผลเสียอย่างไร
เป็นต้น
ในการใช้เหตุผลของแต่ละบุคคล อาจจะมีประเด็นถกเถียง หรือโต้แย้งกันว่า เหตุผลของใครดีกว่ากัน ทั้งๆที่แต่ละฝ่ายต่างมีข้อมูล และหลักฐานต่างๆอ้างอิง สนับสนุนความคิด ความเชื่อของตนเอง จึงมีข้อเสนอแนะว่าให้พิจารณาจากองค์ประกอบต่อไปนี้
- ข้อมูล หรือหลักฐานนั้นๆ มีความเกี่ยวข้อง
- ข้อมูล หรือหลักฐานนั้นๆ มีความถูกต้อง
- ข้อมูล หรือหลักฐานนั้นๆ มีความเพียงพอ ครอบคลุม ครบถ้วน
- ข้อมูล หรือหลักฐานนั้นๆ มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ในกระแสโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ชีวิตเต็มไปด้วยทางเลือกใหม่ๆ (Life is about choices.) ดังนั้น ความเป็นผู้มีเหตุมีผล จะช่วยให้เขาคิด เลือก ตัดสินใจ หรือแก้ปัญหาต่างๆได้ดีกว่าเสมอ
๖.๕ ช่วยกันจุดจิตนาการคำว่า จินตนาการ มีความหมายตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ว่า “การสร้างภาพขึ้นในใจ” คำภาษาอังกฤษ คือ imagination ใน Cambridge Dictionary ได้ให้ความหมายของคำนี้ไว้ว่า “เป็นความสามารถในการคิดเพื่อให้ได้ความคิดใหม่ๆ” (the ability to think of new ideas) หรือ “เป็นความสามารถในการสร้างภาพในใจ” (the ability to form pictures in the mind) ขณะที่ Oxford Dictionary ให้ความหมายว่า “เป็นความสามารถในการคิด ที่เป็นการสร้างสรรค์” (the ability of the mind to be creative) จากความหมายดังกล่าว จินตนาการจึงเป็นความนึกคิด (conscious) ของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิดถึงเรื่องใหม่ๆ (new ideas) หรือเกี่ยวข้องกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (creative) มีนักการศึกษายุคปัจจุบันท่านหนึ่งที่สนใจเรื่อง เรื่องความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก ชื่อ Sir Ken Robinson (โด่งดังมาจากเวที TED Talk ในหัวข้อ Do school kill Creativity?) ได้สรุปว่า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จะมีความแตกต่างจากจินตนาการเพียงเล็กน้อย (Creativity is a bit different from imagination.) คือ พลังของการจินตนาการ (power ofimagination) จะส่งผลต่อการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆหรืออาจจะกล่าวได้ว่า ผลงานการสร้างสรรค์เป็นผลผลิตของการจินตนาการ (the product of imagination)ในขณะเดียวกันยังมีข้อสรุปที่ใกล้เคียงกันว่า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการมีจินตนาการอย่างแน่นอน (Creativity relies on imagination.)ดังนั้น พ่อแม่ และผู้ปกครองที่เห็นความสำคัญของการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในตัวเด็ก จึงต้องช่วยให้เด็กได้มีจินตนาการก่อน นั่นหมายความว่า เขาเหล่านั้นจะมีโอกาสเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในอนาคตต่อไป
จากการศึกษา เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจินตนาการ (How to develop your child’s imagination)พบว่า สามารถพัฒานาจินตนาเด็กได้ตั้งแต่เป็นทารก โดยเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับเขา ให้ดูรูปภาพต่างๆ อ่านหรือเล่านิทานให้เขาฟัง เมื่อเขาพูดคุยได้เริ่มซักถาม ให้เล่าเรื่อง ให้เล่นบทบาทสมมติ ให้เล่นของเล่นตามลำพัง เล่นของเล่นที่เป็นตัวต่อ (jigsaw) ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้เขาเล่นอย่างเป็นอิสระ (free play and free time) เมื่ออ่านหนังสือได้ สนับสนุนให้อ่านหนังสือที่เขาชอบ (read a lot) ให้มากที่สุด เมื่อเขาเขียนหนังสือได้ ส่งเสริมให้เขียนเรื่องราวต่างๆตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอ หรือให้วาดภาพ หรือทำสิ่งที่ประดิษฐ์ที่เขาต้องการ อีกประการหนึ่งที่จะส่วนกระตุ้นและพัฒนาจินตการในตัวเด็กได้โดยตรง คือ ใช้คำถามจะเกิดอะไรขึ้น ถ้า.....(What if?) เช่น จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าปลาบินได้ หรือจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ากินข้าว ๑ เมล็ด แล้วอิ่มไปทั้งวัน เป็นต้น หรือใช้คำถามในเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น อีก ๑๐ ปี ข้างหน้าทุเรียนจะมีลักษณะอย่างไร หรืออีก ๒๐ ปี ข้างหน้า โทรทัศน์ควรมีรูปร่างอย่างไร เป็นต้น ทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นแนวทางให้พ่อแม่ และผู้ปกครองใช้ช่วยจุดจินตนาการให้แก่ลูกหลานของเราได้ต่อไป
(ในเรื่อง “ทำอย่างไรให้เด็กไทยคิดเป็น?” ยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรรู้ และทำความเข้าใจร่วมกัน ที่ผู้เขียนตั้งใจว่าจะนำเสนอในโอกาสต่อไป)
บทสรุป ผู้เขียนขออ้างอิงคำพูดของนักพัฒนาการคิดคนสำคัญชื่อ Edward de Bono จากหนังสือ Teach Your Child How to Think. ที่กล่าวเอาไว้ว่า “ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เราสามารถมอบให้กับเด็กๆของเราได้ คือ ความสามารถในการคิด เพื่อตัวเขาเอง” (The greatest gift we can give our children is the ability to think for themselves.) ที่ผ่านมาสังคมไทยได้มอบความสามารถในการคิดให้กับเด็กไทยของเรามากน้อยเพียงใด หรือพวกเราปล่อยให้เขาสามารถคิดได้เองตามธรรมชาติ ที่นำเสนอมาทั้งหมดผู้เขียนมีความคาดหวังกับพ่อแม่ และผู้ปกครองมากที่สุด เพราะ “รอให้ถึงอนุบาล ก็สายเสียแล้ว” (ชื่อหนังสือของคนญี่ปุ่น)
.......................................................................................
จากอดีตครู : ชาติ แจ่มนุช (๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓)